Bluebik แนะ 7 ความสามารถที่องค์กรต้องมี เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในปี 2567

วานนี้ (11 ธ.ค. 2566) บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้คำปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันครบวงจร ได้จัดงานแถลงข่าวเพื่อแนะนำเทรนด์ของปี 2567 ซึ่งองค์กรกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เกิดจากการแข่งขัน พฤติกรรมผู้บริโภค และแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ ทั้งนี้บลูบิคจึงได้แนะนำ 7 ความสามารถที่จะช่วยให้องค์กร รับมือกับความท้าทายเหล่านั้น โดยทีมงาน TechTalkThai ขอรวบรวมประเด็นสำคัญมาให้ทุกท่านได้ติดตามกันอีกครั้งครับ

ในหัวข้อนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณ พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มาให้ความรู้ถึงมุมมองต่างๆ ซึ่งได้ชี้ให้ผู้เข้าร่วมเห็นถึง 3 ความท้าทายใหม่ที่ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีทั้งสิ้น

  • การแข่งขันไร้พรมแดน – ปัจจุบันหลายธุรกิจกำลังเจอความท้าทายจาก ธุรกิจต่างประเทศที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในประเทศได้อย่างไร้ขีดจำกัด ที่เห็นได้เด่นชัดคือธุรกิจสตรีมมิ่งที่สามารถเข้ามาสร้างส่วนแบ่งตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลุ่มธุรกิจสื่อได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ในกรณีของการแข่งขันข้ามอุตสาหกรรมก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น เช่น ธนาคารพยายามใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าเพื่อขยายฐานการให้บริการอื่นๆ เช่น กลุ่มไลฟ์สไตล์ อาหาร ท่องเที่ยว และอื่นๆ รวมถึงผู้ค้าปลีกหลายรายเองก็ผันตัวเองสู่ผู้ผลิต
  • ผู้บริโภค Gen Z/ Millennial – กลุ่มผู้คนที่เกิดช่วงยุค 2000 กำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งผู้บริโภคเหล่านี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากธุรกิจ อย่างไรก็ดีพวกเขาก็มีพฤติกรรมเฉพาะที่แตกต่างจากผู้คนยุคก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง เช่น ความสามารถในการเข้าถึงดิจิทัลอย่างธรรมชาติเพราะเติบโตมาพร้อมกัน รวมถึงมีแนวโน้มการใช้จ่ายสูง กระนั้นพวกเขายังมีโอกาสสร้างรายได้อีกยาวนาน
  • Gig Economy – หลังยุคโควิท ผู้คนเริ่มมองเห็นโอกาสในการทำงานรูปแบบใหม่ โดยเน้นไปในเรื่องของความยืดหยุ่น และต้องตอบโจทย์ Work life balance ไปพร้อมกัน ซึ่งเราจะเห็นได้จากอาชีพอิสระที่อาจจะพึงพอใจกับการทำงานแบบเป็นครั้งคราวมาก เนื่องจากพวกเขามีช่องทางรับงานจากช่องทางดิจิทัลง่ายขึ้น ประเด็นคือองค์กรจะสร้างแรงดึงดูดต่อพนักงานเหล่านี้อย่างไร

จะเห็นได้ว่าตัวแปรทั้ง 3 ข้อนี้ส่วนแล้วแต่เกิดขึ้น จากการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย ทำให้ในปีหน้าองค์กรต้องวางกลยุทธ์เพื่อการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ โดยแบ่งออกเป็น 4 แกนคือ

1.) Augmented Intelligence – เป็นการผสาน AI และมนุษย์เข้าด้วยกัน เพราะไม่ว่าอย่างไรคนก็ยังมีบทบาทสำคัญกับการตัดสินใจเสมอ ซึ่งความสามารถในส่วนนี้คือ

  • Democratization of Generative AI – เป็นการที่ Generative AI จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะต้นทุนต่ำลง จากเหตุการณ์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในปีก่อนๆ ซึ่งเราได้เห็นถึงความสามารถแล้วว่า Generative AI สามารถเข้ามาช่วยยกระดับการทำงานได้จริง ไม่เพียงแค่การใช้ส่วนบุคคล ดังนั้นองค์กรที่ไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงว่าอาจถูกคู่แข่งทิ้งห่างได้ ข่าวดีคือปัจจุบัน Generative AI ได้ถูกนำมาต่อยอดกับการใช้งานเพื่อธุรกิจได้มากมาย ทั้งในรูปแบบของกลุ่มโอเพ่นซอร์ส เครื่องมือต่างๆ และการให้บริการในเชิงพาณิชย์

2.) Digital Ecosystem – เป็นการเชื่อมต่อ Ecosystem ให้ระบบและบริการต่างๆ ซึ่งในหมวดนี้ประกอบด้วย 2 ความสามารถสำคัญคือ

  • Multiexpereience (MX) – องค์กรต้องสามารถรวบรวมผู้ใช้ทุกช่องทาง เข้าสู่ประสบการณ์เดียวกันอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็น เว็บ แอปพลิเคชัน หรือ VR ซึ่งคุณพชร เล็งเห็นว่า VR อาจมาถึงได้จริงในไม่ช้านี้ หลังจากที่ Apple ได้เตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ VR เพราะส่วนใหญ่ที่ยักษ์ใหญ่ไอทีรายนี้ลงมือมักสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
  • Event-Driven Nano Architecture(EDNA) – เป็น Framework ของทางบลูบิคที่คิดค้นขึ้นมา โดยไอเดียคล้ายคลึงกับ microservices ที่เน้นการแบ่งย่อยส่วนประกอบของแอปพลิเคชัน แต่ EDNA จะทำได้ลึกมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันองค์กรต้องการความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม ยิ่งส่วนประกอบเล็กลงนั่นหมายความว่าการปรับแต่ง เปลี่ยนแปลง ย่อมทำได้มากกว่า

3.) Digital Immunity and Trust – ความมั่นคงปลอดภัยคือแกนหลักของทุกระบบดิจิทัล โดยในหัวข้อนี้มี 2 ความสามารถที่องค์กรควรรู้คือ

  • Generative Cybersecurity AI – การที่ Generative AI สามารถเข้ามาตอบโจทย์ในเชิงการป้องกันได้ ทั้งในแง่ของช่องโหว่ เหตุการณ์ละเมิดข้อมูล รวมถึงกิจกรรมการวิเคราะห์ ตรวจสอบ ติดตาม และรายงานความผิดปกติที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากความสามารถของ Generative AI
  • AI-Enhance Security Operation – จะเห็นได้ว่าในโซลูชันหลังบ้านของระบบความมั่นคงปลอดภัย มักมีกลไก AI ที่ช่วยปฏิบัติการต่างๆอยู่แล้ว เช่น การรวบรวมข้อมูล ค้นหามัลแวร์ และเสนอการป้องกัน

4.) Sustainability Technologies – เทคโนโลยเพื่อความยั่งยืนเป็นกระแสใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งมีธุรกิจมามายที่กำลังจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะธุรกิจที่คู่ค้าหรือตนถูกบังคับด้วยกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อม และต้องขอการรับรองในฝั่งคู่ค้าของตน โดยในหัวข้อนี้ประกอบด้วย 2 ความสามารถคือ

  • AI for Sustainability – AI สามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการปรับปรุงธุรกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคำถามตั้งต้นคือท่านรู้หรือไม่ว่าธุรกิจของตนได้สร้างคาร์บอนมากเพียงใด และจะลดอัตราเหล่านี้ได้หรือไม่ ที่สำคัญคือจะวัดผลเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร
  • ESG Management and Reporting – สืบเนื่องจากข้อมูลข้างต้น ปัจจุบันมีโซลูชันมากมายที่สามารถช่วยท่านติดตามและวัดผล ออกเป็นรายงานด้าน ESG ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่องค์กรต้องมองหาและเริ่มลงมือในปีหน้า

ท้ายที่สุดเมื่อถูกสอบถามว่า Digital Transformation ปัจจุบันนั้นเพียงพอต่อการรับมือในอนาคตหรือไม่ คุณพชร กล่าวว่า “Digital Transformation แบบใหม่ที่องค์กรควรมองหา คือการใช้ Digital เป็นแกนหลักขององค์กร จากเดิมที่เน้นแค่การลดต้นทุน แต่นำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ทั้งตนเองและผู้เกี่ยวข้อง โดยการเดินทางนี้ไร้ที่สิ้นสุด

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Elastic 9.4 ออกแล้ว

Elastic ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Elastic 9.4 อย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของ Context Engineering, Application และ Infrastructure เพิ่มเติม, เสริม AI ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และเพิ่มความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้

Extreme Networks เปิดตัว Wi-Fi 7 AP รุ่นใหม่ พร้อม Agentic AI สำหรับบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติ

Extreme Networks ได้ออกมาประกาศถึงอัปเดตครั้งใหญ่ โดยเปิดตัว Wi-Fi 7 Access Point รุ่นใหม่ล่าสุด 5 รุ่น พร้อมนวัตกรรมใหม่ในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายด้วย AI Agent เพื่อดูแลรักษาระบบเครือข่ายขององค์กรให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ