[BHAsia 2021] แนวทางการรับมือกับแรนซัมแวร์สำหรับองค์กรในปัจจุบัน

แรนซัมแวร์เป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับองค์กรมาหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคนร้ายก็ยังหาวิธีการใหม่ๆ มาเล่นงานองค์กรอยู่เสมอ ที่งาน Black Hat Asia 2021 มีหัวข้อหนึ่งที่เชิญผู้เชี่ยวชาญมานั่งคุยกันว่า ปัจจุบันนี้แรนซัมแวร์มีพัฒนาการมาแล้วอย่างไรและจะเป็นอย่างไรต่อไปอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้ยังได้แนะแนวเกี่ยวกับการรับมือกับแรนซัมแวร์สำหรับองค์กรในปัจจุบัน

พัฒนาการของแรนซัมแวร์จากปี 2020 สู่ปี 2021

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านเห็นมีความเห็นตรงกันว่า โดยรวมแล้วกลุ่มคนร้ายแรนซัมแวร์ไม่ได้ปรับเปลี่ยนจุดประสงค์ที่มุ่งหวังเรื่องเงิน แต่มีแนวทางเจาะจงเหยื่อมากขึ้น เช่นกลุ่ม Healthcare โรงเรียน หรือ ระบบสาธารณะ รวมถึงมีการข่มขู่ว่าจะปล่อยข้อมูลสำคัญควบคู่กัน อย่างไรก็ดีแนวคิดทั้งสองเราก็เห็นกันมาระยะหนึ่งแล้ว

ในส่วนของเชิงเทคนิคคนร้ายได้พัฒนาเทคนิคที่ซัมซ้อนขึ้นมากกว่าเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของโซลูชันป้องกันขององค์กรและต่อต้านการเก็บหลักฐานของฝั่งป้องกัน โดยมีการยกตัวอย่างถึงแรนซัมแวร์อันโด่งดังอย่างยุคของ WannaCry ที่เข้าเล่นงานเหยื่อด้วยช่องโหว่ SMB แต่ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญพบแรนซัมแวร์มีเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นในการโจมตี

จ่ายหรือไม่จ่าย?

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญมากมาย หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างชูแนวคิดที่รณรงค์ไม่ให้องค์กรจ่ายเงินให้คนร้าย แต่จากวิทยากรทั้งสองท่านในวันนี้ มีไอเดียปลายเปิดว่าแล้วแต่นโยบายของทางบริษัท โดยฝั่งของคุณ Daniel Wood แนะนำให้พิจารณากันภายในแต่สิ่งที่ต้องทำคือ ผู้บริหารระดับสูง และทีมกฏหมายต้องมาพูดคุยกัน รวมถึงประเมินและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แต่เขาเองก็ไม่ได้สนับสนุนทางเลือกนี้ กลับกันหากไม่อยากจ่ายต้องคิดถึงการติดต่อผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเอาไว้

ในฝั่งของ Gal Shpantzer เผยว่าเขานั้นไม่ห้ามที่บริษัทจะจ่ายเงิน เพราะสิ่งเหล่านั้นถูกกำหนดด้วยความเดือดร้อนของบริษัท เช่นในกรณีที่ความเสียหายถึงขั้นชีวิต หรือระบบที่มิอาจยอมรับได้ ซึ่งหากตัดสินใจที่ใช้ทางลัด (มีความเสี่ยง) มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงดังนี้

  • จะหา Cryptocurrecy ในสกุลค่าไถ่นั้นมาจากไหน ต้องไปซื้อที่ใครมีขั้นตอนอย่างไร หรือต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ทางกฏหมายไหม หรือใครที่มีถือเอาไว้ เพราะค่าไถ่มักจะถูกกำหนดเวลาไม่นาน
  • หาวิธีการต่อรองเพื่ออาจจะยื้อเวลาเพื่อทำอะไรสักอย่างในการบรรเทาความเสียหาย หรือขอลดค่าไถ่ แต่ในมุมนี้บริษัทควรจะมีนักเจรจามืออาชีพเข้าช่วย ซึ่ง Gal เห็นว่าจริงๆแล้วก็อยู่ที่การพูดคุยต่อรองด้วย
  • ขอหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าคนร้ายมีสิ่งที่อ้างจริงๆ เช่น ขอกุญแจถอดรหัสเครื่องบางส่วน ซึ่งองค์กรอาจจะโชคดีพบว่าแรนซัมแวร์ตัวนั้นมีกลไกบกพร่องอยู่ก็เป็นได้

อย่างไรก็ดีทั้งสองได้ชี้ถึงความเสี่ยงที่แม้ว่าอาจจะจ่ายเงินไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรรับประกันในสัญญานั้นว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข มิหนำซ้ำคนร้ายอาจถือโอกาสเรียกค่าไถ่เพิ่ม

แนวทางการป้องกันที่แท้จริง

โดยสรุปแล้วแนวคิดในการป้องกันไม่ได้ต่างอะไรมากนักทั้งสองนั้นมุ่งเน้นย้ำไปถึงการป้องกันระดับพื้นฐานดังนี้

  • ฝึกให้เจ้าหน้าที่ไอทีมีแนวทางปฏิบัติงานให้รัดกุมเช่น การไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกระบบซึ่งหากถูกขโมยได้แรนซัมแวร์ก็สามารถเข้าไปถึงทั้งองค์กร นั่นหมายถึงองค์กรต้องมีการทำ Segmentation ที่ดีประกอบกัน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการจัดทำระบบ Backup ให้กระจายอยู่หลายแห่งตาม Best Practice ด้วย
  • จัดทำ Threat Model ให้องค์กรทราบถึงระบบของตัวเองว่าใช้งานระบบอะไรอยู่ ส่วนใดสำคัญมากน้อย และประเมินความเสี่ยงว่าแต่ละระบบมีความเสี่ยงอะไรบ้าง
  • แรนซัมแวร์อาจบุกเข้ามาทาง Phishing ซึ่ง Email เป็นช่องทางที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้นสำรวจดูให้ดีว่ามีโซลูชัน เทคนิค หรือกระบวนการใดในการป้องกันหรือยัง เช่น มีการตรวจสอบโดเมนผู้ส่งและ Filter โดเมนภายนอกออกโดยอัตโนมัติไหม มีการตรวจสอบมัลแวร์ในไฟล์ที่แนบของอีเมลก่อนผู้ส่งเปิดหรือยัง 
  • ให้ความรู้กับพนักงานถึงการแยกแยะการโจมตี หรือรูปแบบของภัยคุกคามเบื้องต้น
  • สร้างแผน Incident Respond และทดสอบแผนนั้นด้วยว่าหากเกิดเหตุขึ้นจริง ส่วนประสานงานต่อยังไง นโยบายที่วางไว้เป็นอย่างไร จะจ่ายเงินหรือไม่ รวมไปถึงควรมีแบบฟอร์ม PR เพื่อแจ้งต่อสาธารณะ โดยฟอร์มนั้นต้องพร้อมปรับแต่งและร่อนออกไปโดยเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์
  • Transfer Risk ด้วยการทำประกันทางไซเบอร์ แต่องค์กรต้องมีมาตรการป้องกันเบื้องต้นเต็มที่ก่อนอย่างที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงศึกษาเงื่อนไขให้ดีว่าครอบคลุมถึงเรื่องแรนซัมแวร์ไหม ถึงแม้จะลดความเสี่ยงเรื่องเงิน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะกู้คืนความเสียหายของข้อมูลที่รั่วไหลหรือที่ติดอยู่ได้

สุดท้ายนี้ Daniel เชื่อว่าแรนซัมแวร์คือทางทำมาหากินของคนร้าย ถ้ายังได้เงินอยู่คนร้ายก็คอยที่จะหาแนวทางใหม่ๆ มาโจมตีองค์กรอยู่ดี ดังนั้นองค์กรต้องเตรียมการพื้นฐานให้ดีเสมอ ในขณะที่ Gal ได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันการทำงานของระบบไอทีเปลี่ยนไป เพราะแต่ละคนทำงานจากที่บ้านซึ่งเชื่อมต่อกับแอปบนคลาวด์ผ่าน API ดังนั้นเมื่อถูกแรนซัมแวร์โจมตี มีแนวโน้มว่าต่อไปความเสียหายอาจจะไม่มากเท่าเมื่อก่อนที่เชื่อมต่อกันในเครือข่ายใหญ่ รวมถึงบนคลาวด์เองก็มีแนวทางการสำรองข้อมูลที่ดี 

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

สร้าง AI Factory ก้าวสู่ยุค Agentic Enterprise ด้วย HPE Private Cloud AI จาก Yip In Tsoi

ในปี 2026 เป็นต้นไปนี้ AI Factory จะกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกขาดไม่ได้อีกต่อไป ในฐานะของระบบสำคัญในการสร้าง AI เพื่อใช้งานภาคธุรกิจองค์กรซึ่งสามารถควบคุมและกำกับดูแลการใช้งานได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสำหรับ Agentic AI ที่จะกลายเป็นหนึ่งในกรณีการใช้งาน AI หลักหลังจากนี้

ใช้ Agentic AI ในภาคธุรกิจองค์กรอย่างคุ้มค่าและมั่นใจ ทำ Governance ได้ครบวงจร ด้วย HPE Private Cloud AI จาก Yip In Tsoi

หนึ่งในบทสนทนาที่เกิดขึ้นในปี 2026 สำหรับภาคธุรกิจองค์กรนี้ ก็คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของการวาง AI Infrastructure สำหรับ AI Factory ภายในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมี AI Sovereignty และสามารถทำ AI …