MIT ชี้ผลกระทบ AI ต่อคนทำงานจะเป็นแบบน้ำขึ้น ไม่ใช่คลื่นยักษ์ถาโถม เพราะองค์กรยังมีเวลาปรับตัว

ความกังวลเรื่อง AI แย่งงานยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงในอุตสาหกรรมไอทีและธุรกิจทั่วโลก แต่งานวิจัยล่าสุดจากสถาบัน MIT ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานจะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันแบบคลื่นยักษ์ แต่ทว่าจะค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาในลักษณะน้ำขึ้น แม้โมเดลต่าง ๆ จะพัฒนาสามารถทำงานแทนมนุษย์ในระดับดีพอใช้ได้ภายในปี 2029 แต่ด้วยระยะเวลาดังกล่าวเปิดโอกาสให้คนและองค์กรมีเวลาเตรียมพร้อมและ Reskill เพื่อรับมือ

นักวิจัยจาก MIT อ้างอิงฐานข้อมูล Occupational Information Network หรือ O*NET ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นวิเคราะห์งานที่ใช้ข้อความเป็นหลักกว่า 3,000 รายการ ผลการศึกษาพบว่า โมเดล LLM ต่าง ๆ สามารถทำงานโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมได้ 60% ในระดับที่ดีพอใช้ตามเกณฑ์การประเมินของผู้จัดการที่เป็นมนุษย์ และมีเพียง 26% ที่ทำได้ในระดับคุณภาพสูง

แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนความสามารถที่ก้าวกระโดดของเทคโนโลยี แต่ระบบอัตโนมัติเหล่านี้ โดยเฉพาะในสายงานที่มีความอดทนต่อข้อผิดพลาดต่ำ ยังคงต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายปี ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่แรงงานจะถูกปลด และปัจจัยด้านข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์ อัลกอริทึม และต้นทุนการประมวลผลที่สูงลิ่ว อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การสเกลระบบ AI ไม่ได้รวดเร็วตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

การประกาศเลิกจ้างพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่งด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพของ AI สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานวิจัยอีกชิ้นของ MIT ระบุว่าระบบ AI ในปัจจุบันมีความสามารถในการทำอัตโนมัติกับงานถึง 12% ของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมทั้งสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์เบื้องต้น การเงิน ทรัพยากรบุคคล และงานธุรการ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสายอาชีพมองว่า AI จะเข้ามามีบทบาทในลักษณะการเสริมศักยภาพการทำงานมากกว่าการเข้ามาแทนที่มนุษย์โดยตรง องค์กรมีแนวโน้มที่จะแบ่งเนื้องานออกเป็นโปรเจกต์ย่อย ๆ เปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานแบบฟรีแลนซ์มากขึ้น สิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการในปัจจุบันจึงไม่ใช่ความเชี่ยวชาญด้านการเขียนโค้ด AI แต่เป็น AI Fluency หรือความสามารถในการผสาน AI เข้ากับเวิร์กโฟลว์ประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้เครื่องมือ AI จะถูกนำมาใช้เพื่อลดภาระงาน แต่ข้อมูลจาก Harvard Business Review ชี้ให้เห็นว่า AI อาจทำให้ความเข้มข้นของการทำงานเพิ่มขึ้น พนักงานบางกลุ่มใช้เวลาพักเพื่อทดลอง Prompt ใหม่ ๆ เพื่อให้งานเดินหน้าเร็วขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจและลดทอนสมาธิในการทำงาน

ที่สำคัญการให้ความสำคัญกับวิจารณญาณ ทักษะการสื่อสารที่ซับซ้อน และความเข้าใจในบริบทของโลกความเป็นจริงจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรยังคงเป็นขุมพลังหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/new-mit-jobs-work-report-ai-impacts-2026/

About Veerapon Tangsiripathanawong

Check Also

เลือก Cloud Infrastructure ที่เหมาะกับการใช้งาน AI ระดับองค์กร [PR]

เมื่อองค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม จากรายงานของ McKinsey & Company (2025) ระบุว่า สัดส่วนองค์กรที่นำ AI มาใช้ในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 88 เปอร์เซ็นต์ …

HPE อัดยาแรง! แจกฟรี VM Essentials 1 ปี พร้อม Zerto 1 ดอลลาร์ ดึงลูกค้า VMware

HPE ใช้จังหวะที่ VMware ปรับขึ้นค่าไลเซนส์ นำเสนอสิทธิพิเศษให้ลูกค้าใช้งานระบบ VM Essentials ฟรี 1 ปีเต็ม พร้อมสิทธิ์ใช้งานซอฟต์แวร์ปกป้องข้อมูล Zerto ในราคาเพียง 1 ดอลลาร์ …