5 ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มเงินเดือนให้แก่สายงานด้าน Cybersecurity มากที่สุด

Springboard ผู้ให้บริการคอร์สออนไลน์สำหรับพัฒนาความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ได้ทำการสำรวจฐานเงินเดือนและรายได้ที่น่าจะได้รับเพิ่มในอนาคตจากคนสายงานด้าน Cybersecurity เพื่อวิเคราะห์จำนวนเงินสูงสุดที่สายงานดังกล่าวควรได้รับ และปัจจัยที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 5 ข้อ ดังนี้

1. เลือกประเภทงานทางด้าน Cybersecurity ที่เหมาะกับตัวคุณ และพัฒนาทักษะด้านนั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

เงินเดือนที่ได้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของงาน เช่น เงินเดือนเฉลี่ยของ Penetration Tester ในสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 1,800,000 บาทต่อปี ในขณะที่ Cybersecurity Engineer จะมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงกว่า คือ 4,600,000 บาทต่อปี เนื่องจากวิศวกรเป็นงานสายกลางที่สามารถพัฒนาตัวเองไปเป็น Cyberseucirty Architect ที่มีเงินเดือนสูงกว่าได้ ส่วน Cybersecurity Analyst จะมีเงินเดือนเฉลี่ยๆ ปานกลาง คือ 2,650,000 บาทต่อปี

แน่นอนว่าการเป็น Cybersecurity Engineer ต้องการทักษะและประสบการณ์มากกว่าการเป็น Penetration Tester แต่คุณก็ควรจะทราบว่าตัวเองกำลังเดินทางไปบนสายงานไหน เพื่อให้สามารถพัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างถูกทาง ยิ่งคุณมีทักษะสูง ยิ่งช่วยให้คุณได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นถึงหลักหลายแสนบาทต่อปีเลยทีเดียว

โดยทั่วไปแล้ว การจะเป็น Cybersecurity Engineer หรือ Architect ได้จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโค้ด และความสามารถในการนำความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไปบูรณาการกับระบบต่างๆ ที่สำคัญคือการออกแบบระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และการคิดอย่างมีระบบเกี่ยวกับช่องโหว่และภัยคุกคาม

ดังนั้น ควรทำให้มั่นใจว่าคุณเลือกประเภทงานที่เหมาะกับตัวคุณเอง และโฟกัสวิธีที่จะก้าวไปยังระดับชั้นถัดไปของสายงานเพื่อให้ได้เงินเดือนที่สูงขึ้น การมีรุ่นพี่ในสายงานเดียวกันคอยให้คำแนะนำก็ช่วยให้เราสามารถเรียนรู้การเติบโตในสายงานได้เป็นอย่างดี

2. ประสบการณ์

เมื่อคุณเลือกประเภทงานที่เหมาะกับตัวเองแล้ว ประสบการณ์ในการทำงานด้านนั้นๆ จะส่งผลต่อเงินเดือนของคุณเป็นอย่างมาก เช่น Cybersecurity Analyst มีเงินเดือนเริ่มต้นน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 260,000 บาทต่อปี แต่เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น

3. ประเทศและเมืองที่ทำงาน

งานด้าน Cybersecurity ที่ให้เงินดีที่สุดอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ในแต่ละเมืองก็มีฐานเงินเดือนที่แตกต่างกัน เช่น Seattle ที่ขาดแคลนบุคลกรด้านนี้มีโอกาสจะได้เงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 19% ในขณะที่ถ้าเป็น New York หรือ Washington, DC. จะได้เงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 15%

4. ประกาศนียบัตร/ใบรับรอง

ประกาศนียบัตรช่วยเพิ่มเงินเดือนให้คุณได้ในระดับหนึ่ง เช่น ผู้มีใบรับรอง CISM สามารถมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นจาก InfoSec Analyst ทั่วไปถึง 820,000 บาทต่อปี ในขณะที่ใบรับรอง CISSP ช่วยเพิ่มเงินเดือนให้ราว 500,000 บาทต่อปี สำหรับบอร์ดผู้บริหาร การมีประกาศนียบัตรจะช่วยเพิ่มเงินเดือนให้สูงถึง 5 – 25% ต่อปี

5. ประวัติการทำงาน

ปริมาณการทำงานด้าน Cybersecurity ที่คุณเคยทำช่วยให้คุณหางานใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ยิ่งคุณแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถตรวจจับช่องโหว่บนระบบใช้งานจริงได้มากเท่าไหร่ ยิ่งช่วยให้คุณได้งานง่ายมากขึ้นและต่อรองเงินเดือนได้มากเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เองอาจเป็นข้อเสียเปรียบสำหรับเด็กจบใหม่ในการหางานทำและได้เงินเดือนสูงๆ

สุดท้าย ผมขอแนะนำเว็บไซต์ Cyberseek.org สำหรับแนะนำสายงานต่างๆ ด้าน Cybersecurity พร้อมระบุเงินเดือนโดยเฉลี่ย ทักษะที่พึงมี ประกาศนียบัตรที่เกี่ยวข้อง และเส้นทางในการเติบโตของสายงานนั้นๆ ให้ไปวางแผนการทำงานกันครับ

ที่มา: https://thehackernews.com/2018/11/cyber-security-jobs-salary.html

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนา Confluent – Data Streaming World Tour Bangkok : AI Ships when Data Streams [16 ก.ย. 2026 ณ St Regis Bangkok]

Confluent ขอเชิญ CIO, CTO, CDO, CAIO, AI Engineer, Data Engineer, Data Scientist, Cloud Engineer, Software Engineer และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงานสัมมนา “Confluent - Data Streaming World Tour Bangkok : AI Ships when Data Streams” ณ โรงแรม The St. Regis Bangkok ในวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2026

ยกระดับการทำงานและการเรียนรู้ ด้วย “ZTE Smart Conference” เทคโนโลยี AI อัจฉริยะ ที่ใครก็ใช้งานได้ง่ายๆ [Guest Post]

ในยุคที่การทำงานแบบ Hybrid และการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Hybrid Learning) กลายเป็นเรื่องปกติ “ห้องประชุม” และ “ห้องเรียน” ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับการรวมตัวกันอีกต่อไป แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงคนทั้งที่อยู่ในห้องและคนที่อยู่ห่างไกลให้รู้สึกเหมือนอยู่ด้วยกัน การมีระบบ Conference ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น