SUSE by Ingram

[Guest Post] VMware Cloud Foundation พร้อมยกเครื่องแอปพลิเคชันก้าวทันยุคมัลติคลาวด์

สำหรับองค์กรยุคใหม่ที่กำลังมองหาเครื่องมือดี ๆ สักตัวที่มาช่วยเปลี่ยนผ่านการพัฒนาแอปพลิเคชันเดิมซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบธุรกิจ ต่อยอดสู่แอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์การแข่งขันในอนาคตบนสภาพแวดล้อมคลาวด์ ที่กลายเป็นมาตรฐานการทำงานใหม่สำหรับโลกยุคดิจิทัลไปแล้ว VMware Cloud Foundation with Tanzu นับว่าเป็นแพลตฟอร์มระบบเสมือน หรือ เวอร์ช่วลไลเซชัน (Virtualization) ที่รองรับเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ (Container) เพื่อการพัฒนาแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่จะมาช่วยผ่อนแรงและเวลาของนักพัฒนาโปรแกรม (Developer) และฝ่ายปฏิบัติการไอที (IT Operation) ให้สามารถใช้งานเครื่องมือบริหารจัดการเดียวกัน และทำงานได้บนแพลตฟอร์มแบบเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านแอปพลิเคชันสู่การนำไปใช้งานรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนสภาพแวดล้อมการทำงานแบบมัลติคลาวด์ โดยไม่ละเลยหัวใจสำคัญในเรื่องของการเชื่อมต่อและการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมการทำงานบนคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) และคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) ไปพร้อม ๆ กัน

เนื่องจาก VMware Cloud Foundation with Tanzu ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการทำงานในลักษณะ Software Stack Package ทำให้การปรับแต่งสถาปัตยกรรมระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรไปสู่แพลตฟอร์มแบบไฮบริดคลาวด์สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้หลากหลายระบบ หรือ Hyper-Converged Infrastructure (HCI) นั่นเอง คุณสมบัติที่สำคัญคือ การฝังตัว Kubernetes Runtime เข้ามาเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับปริมาณระบบงานที่พัฒนาบนเวอร์ช่วลแมชชีน (VM Workloads) และคอนเทนเนอร์ (Container Workloads) ได้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน

นอกจากนี้ VMware Cloud Foundation ยังควบรวมมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ในองค์กร และปรับแต่งใหม่ให้ติดตั้งใช้งานได้บนคลาวด์ส่วนตัวและคลาวด์สาธารณะ เพื่อสนับสนุนบริการรูปแบบต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น Infrastructure-as-a-Service, Container-as-a-Service, Platform-as-a-Service และ Desktop-as-a-Service เป็นต้น รวมถึงมีเทมเพลต (Template) และแค็ตตาล็อกสำหรับสร้างบริการมาตรฐาน (Standard Service Catalog) มากมายให้เลือกใช้งาน ซึ่งช่วยลดทอนเวลาในการพัฒนาระบบขึ้นสู่คลาวด์ ส่วนการยกระดับไปสู่ไฮบริดคลาวด์นั้น VMware Cloud Foundation ก็สามารถเชื่อมต่อและควบรวมมาตรฐานด้านนโยบายการจัดการเครือข่ายและความปลอดภัยได้ทั้ง VM Workload และ Container Workload สำหรับแต่ละศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ให้สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดแบ่งการทำงานออกเป็นหมวดหมู่ย่อย ๆ (Micro Segmentation) และการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบของไฟร์วอลล์ไปตามแต่ละเวอร์ช่วลแมชชีน คอนเทนเนอร์ หรือแอปพลิเคชัน (Distributed Firewall) โดยเป็นการกำกับดูแลด้วยซอฟต์แวร์ทั้งหมด (Software-defined) เพื่อเพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชันสำคัญขององค์กร

มีอะไรดีใน VMware Cloud Foundation

เมื่อลองจำแนกเทคโนโลยีหลักของแพลตฟอร์ม VMware Cloud Foundation เราจะพบองค์ประกอบที่ครอบคลุมการทำงานในส่วนต่าง ๆ กล่าวคือ

  • กลุ่มซอฟต์แวร์เวอร์ช่วลไลเซชัน (Virtualization Software)  ประกอบด้วยvSphere รับผิดชอบเรื่องการประมวลผล (Compute), vSAN ซึ่งรองรับเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลได้หลากหลายในแบบ HCI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กินส่วนแบ่งตลาดมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกจากการสำรวจโดยไอดีซี (อ้างอิง https://www.idc.com/getdoc.jsp?containerId=prUS46618420)
  • กลุ่มการจัดการเครือข่ายในแบบเวอร์ช่วลไลเซชั่น (Network Virtualization) ได้แก่ NSX ซึ่งทำหน้าที่ในส่วนของเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัย
  • SDDC Manager หรือ Software-defined Data Center Manager ซึ่งติดตั้งมาพร้อมสรรพใน VMware Cloud Foundation ทุกรุ่นในการช่วยบริหารจัดการวงจรการใช้งาน (Lifecycle Management) ของซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์*(บางยี่ห้อ/รุ่น) ในระบบ VMware Cloud Platform ให้เป็นแบบอัตโนมัติไปตามรูปแบบและขั้นตอนของการพัฒนา (Initial bring-up, Configure, Provision, Upgrade and Patch) ทำให้การบริหารจัดการหรือปฏิบัติงานแบบวันต่อวันนั้นง่ายขึ้น  
  • HCX (Hybrid Cloud Extension) เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยโยกย้ายระบบงานข้ามไปมาระหว่างจุดต่าง ๆ (Site) การทำซ้ำข้อมูล (Data Replication) และจัดการโอนย้าย (Migrate) ขึ้นคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) ได้ โดยเป็นการย้ายปริมาณงานจาก vSphere ต่างเวอร์ชันกันได้อีกด้วย
  • Tanzu License Subscription ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมสำหรับนักพัฒนา (Developer Ready Infrastructure) เพื่อรองรับการสร้าง Kubernetes at Scale และการสร้างContainer-as-a-Service ไว้ใช้งาน

ประโยชน์จาก VMware Cloud Foundation

การนำ VMware Cloud Foundation มาสร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนา จะช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้แก่

  • ง่ายในการบริหารจัดการ (Simplified Management) ทั้ง VM Workloads, Kubernetes Cluster และ Container Workloads ภายใต้เครื่องมือเดียวกัน ซึ่งส่งผลดีต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการบริหารจัดการคอนเทนเนอร์ต่าง ๆ ร่วมกัน รวมถึงฉายภาพที่ชัดเจนให้กับหลายส่วนงาน เช่น การนำ NSX มาเสริมการทำงานจะช่วยให้ฝ่ายปฏิบัติงานด้านไอทีสามารถกำกับดูแลหรือกำหนดนโยบายต่าง ๆ เกี่ยวกับเครือข่ายและระบบความปลอดภัยของคอนเทนเนอร์ให้เป็นไปตามมาตรการที่องค์กรกำหนดไว้
  • เพิ่มทางเลือกในการส่งต่อการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น (Flexible Deployment Option) อาทิ การติดตั้งการทำงานได้ทั้งบนคลาวด์ส่วนตัวและคลาวด์สาธารณะ ด้วยคุณสมบัติด้านการจัดการได้ด้วยตัวเอง (Self-managed) หรือจะสร้างรูปแบบบริการในลักษณะ As-a-Service ก็ได้ การสนับสนุนสถาปัตยกรรมที่เป็นมาตรฐาน แต่ยังต่อยอดประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันออกไปได้อีก ซึ่ง VMware Cloud Foundation ประกอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ช่วยสร้างระบบงานแบบเสมือน (Virtualization) เพื่อตอบโจทย์ทั้งการประมวลผล (Compute), จัดเก็บข้อมูล (Storage) และเครือข่าย (Network) ภายใต้การจัดการแบบรวมศูนย์ รวมถึงการส่งต่อเพื่อนำไปใช้งานโดยอัตโนมัติ (Automate Deployment) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาทั้งขั้นตอนการพัฒนาแอปพลิเคชันจนถึงนำออกใช้ (Time-to-Market) ตลอดจนติดตั้งระบบให้พร้อมใช้งานได้รวดเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับองค์กรจากการให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น และนำมาซึ่งรายได้ทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น
  • พร้อมเปิดรับแอปพลิเคชันที่ทันสมัยได้เสมอ (Modernized Application Ready Platform) ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ มีปริมาณการพัฒนางานในลักษณะเวอร์ช่วลแมชชีน และส่วนที่พัฒนาขึ้นใหม่ในแบบของคอนเทนเนอร์หรือไมโครเซอร์วิสมากขึ้น ซึ่ง VMware Cloud Foundation พร้อมรองรับการทำงานร่วมกันจากทั้งสองส่วนได้บนแพลตฟอร์มเดียว ส่วนการรวมเทคโนโลยี Tanzu ไว้ในแพลตฟอร์มพื้นฐาน ทำให้องค์กรสามารถสร้าง Kubernetes Cluster บนแพลตฟอร์มเวอร์ช่วลไลเซชันได้โดยไม่ต้องสร้าง Guest VM หรือลงระบบปฏิบัติการอื่นใดก่อน และยังบริหารจัดการภายใต้ vCenter ที่ตอบสนองได้ทั้งนักพัฒนาโปรแกรมและฝ่ายปฏิบัติการด้านไอที
  • เน้นประสิทธิภาพไอทีรองรับการขยายตัวสูงสุด (Maximized Scale and IT Efficiency) ไปตามการเติบโตขององค์กรในระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ และการเติบโตที่รวดเร็วของแอปพลิเคชัน ส่วนในอนาคต หากต้องการขึ้นสู่คลาวด์สาธารณะ VMware Cloud Foundation ก็มีเครื่องมือที่สามารถโยกย้ายระบบงานจากระบบที่ใช้ในองค์กรไปยังคลาวด์สาธารณะ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับองค์กรที่พร้อมทำงานด้วยสไตล์ผสมผสานแบบไฮบริดคลาวด์  
  • เติมความปลอดภัยที่แท้จริงให้ระบบ (Intrinsic Security) NSX นับเป็นระบบหลักใน VMware Cloud Platform ที่สนับสนุนด้านความปลอดภัยแบบ Micro-Segmentation ให้กับแอปพลิเคชัน เพื่อจัดสรรปันส่วนไปตามการใช้งานและจำกัดการเข้าถึงของผู้ใช้งานตามหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็น VM workloads หรือ Container workload ตลอดจนการทำ Distributed IPS/IDS และ Distributed Firewall เพื่อป้องกันผู้บุกรุก และการจำกัดสิทธิการเข้าถึงตามระดับการรักษาความปลอดภัยที่กำหนดให้แต่ละแอปพลิเคชันได้

เมื่อการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่แอปพลิเคชันยุคใหม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดที่องค์กรต้องเร่งปรับตัวทั้งในภาคของระบบธุรกิจ กับภาคของเทคโนโลยีการใช้งาน สิ่งที่ทุกองค์กรล้วนต้องการ คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานให้รองรับปริมาณงานและแอปพลิเคชันที่หลากหลาย สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบต่างๆ ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Consistency Infrastructure) การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ด้วยเครื่องมือชนิดเดียวกัน เพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติงานด้านไอทีมีมุมมองที่รอบด้านและทั่วถึงในส่วนต่างๆ ของระบบ (Consistency Operation) และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้ตามมาตรฐานข้อบังคับ (Compliance) ขององค์กร และควบคุมการใช้งานได้ทุกแอปพลิเคชันทั้งเก่าและใหม่ (Consistency Security) ซึ่งแพลตฟอร์ม VMware Cloud Foundation พร้อมรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้ครอบคลุมการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และแอปพลิเคชันยุคอนาคตให้กับองค์กรของคุณได้อย่างมั่นใจ

Datasheet: https://www.vmware.com/content/dam/digitalmarketing/vmware/en/pdf/products/cloud-foundation/vmw-cloud-foundation-4-datasheet.pdf

More Information: https://www.vmware.com/products/cloud-foundation.html

สอบถามรายละเอียดข้อมูลผลิตภัณฑ์ VMware เพิ่มเติมติดต่อ

เบอร์โทรศัพท์ 02 353 8600 ต่อ 3210

e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#VMware

# VMwareCloudFoundation

#YIPINTSOI

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

CU Webinar : ก้าวสู่ Hybrid Multicloud อย่างมั่นใจ รองรับได้ทุก Workload ด้วย IBM Power Systems

TechTalkthai ขอเรียนเชิญ IT Manager, IT Admin, IT Consult และผู้สนในระบบไอที Infrastructure ทุกท่านเข้าร่วมฟังสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ "ก้าวสู่ Hybrid Multicloud อย่างมั่นใจ รองรับได้ทุก Workload ด้วย IBM Power Systems" โดยทีมงานจาก Computer Union ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังได้ในวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2021 เวลา 14.00 - 15.30 น. โดยมีกำหนดการลงทะเบียนดังนี้

[Guest Post] แคสเปอร์สกี้พร้อมผู้เชี่ยวชาญในวงการร่วมเสริมแกร่งกลยุทธ์การป้องกันทางไซเบอร์ของ APAC ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคและหลังจากนี้เป็นต้นไป

“ความยุติธรรมจะมีชัยในโลกไซเบอร์ได้หรือไม่”  นี่คือคำถามหลักบนเวทีการประชุม ด้านนโนบาย “APAC Online Policy Forum II” ในหัวข้อ “Guardians of the Cyberspace: can justice …