Vertiv ช่วยองค์กรในการเปลี่ยนผ่านจากโครงการนำร่อง AI สู่การใช้งานจริงในระดับ Production [PR]

Vertiv Holdings Co. (NYSE: VRT) หรือ เวอร์ทิฟ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญระดับโลก ร่วมกับ Deloitte Center for Integrated Research ประกาศความร่วมมือเพื่อช่วยให้องค์กรก้าวข้ามความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากขั้นการทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระดับ Production โดยช่วยให้องค์กรสามารถประเมินได้ว่าเวิร์กโหลด AI ควรดำเนินงานอยู่ที่ใด และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่มีอยู่สามารถรองรับการใช้งานดังกล่าวได้หรือไม่

แนวทางที่อิงตามเวิร์กโหลด ช่วยเชื่อมโยงความต้องการทางธุรกิจกับรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานและ Reference Design ที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงในการติดตั้งใช้งาน AI

คู่มือ  Vertiv Designing Infrastructure for Enterprise AI Guide ฉบับใหม่ ซึ่งพัฒนาร่วมกันโดย Vertiv และ STL Partners บริษัทวิจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ช่วยให้ผู้บริหารสายธุรกิจ ไอที และฝ่ายบริหารอาคารมีกรอบแนวทางการตัดสินใจโดยอ้างอิงจากลักษณะเวิร์กโหลด เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนลงทุนหรือวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน องค์กรสามารถเริ่มต้นจากเป้าหมายทางธุรกิจและเวิร์กโหลด AI ที่ต้องการรองรับ เพื่อประเมินตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการติดตั้งใช้งาน ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความพร้อมของสถานที่ ก่อนเชื่อมโยงแต่ละเวิร์กโหลดเข้ากับรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและแบบอ้างอิง (Reference Design) ที่เหมาะสมสำหรับการวางแผนและการตรวจสอบทางเทคนิคในขั้นตอนต่อไป

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่องค์กรต้องพิจารณาเมื่อขยายการใช้งานเวิร์กโหลด AI จากโครงการนำร่องสู่การดำเนินงานจริงในระยะยาว โดยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดได้ว่าเวิร์กโหลดแต่ละประเภทจะสามารถติดตั้งใช้งานได้ที่ใด และจะสามารถนำไปสู่การใช้งานจริงได้รวดเร็วเพียงใด ความพร้อมด้านพลังงาน ระบบระบายความร้อน การเชื่อมต่อเครือข่าย และขีดความสามารถในการดำเนินงาน ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาว่าเวิร์กโหลดดังกล่าวสามารถรองรับได้ภายในสถานที่ที่มีอยู่เดิม หรือจำเป็นต้องใช้รูปแบบการติดตั้งใช้งานรูปแบบอื่นแทน

คู่มือดังกล่าวได้นำปัจจัยสำคัญเหล่านี้มาพัฒนาเป็นกระบวนการ 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจและเวิร์กโหลด AI ที่องค์กรต้องการ (2) การประเมินขนาด ประสิทธิภาพ และข้อกำหนดด้านการดำเนินงานของเวิร์กโหลด (3) การระบุตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการติดตั้งใช้งาน และ (4) การเชื่อมโยงเวิร์กโหลดและตำแหน่งการติดตั้งเข้ากับรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและแบบอ้างอิงที่เหมาะสม

“ระยะต่อไปของ AI ภายในองค์กรจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงโมเดลหรือขีดความสามารถด้านการประมวลผลเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการจัดเตรียมพลังงาน ระบบระบายความร้อน การเชื่อมต่อเครือข่าย และสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละเวิร์กโหลด การเริ่มต้นจากความเข้าใจในลักษณะของเวิร์กโหลด ช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ระบุข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสร้างแนวทางที่น่าเชื่อถือมากขึ้นในการเปลี่ยนผ่านจากเป้าหมายด้าน AI ไปสู่การใช้งานจริงในระดับ Production” Giordano Albertazzi ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vertiv กล่าว

“ปัจจัยด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และข้อกำหนดในการดำเนินงานของ AI จะมีความแตกต่างกันเมื่อองค์กรเริ่มนำเวิร์กโหลดไปใช้งานจริงในระดับ Production องค์กรจึงควรพิจารณาคุณค่าทางธุรกิจ แนวทางการกำกับดูแล ความเป็นเจ้าของในการดำเนินงาน และโครงสร้างพื้นฐานอย่างบูรณาการ การนำคำถามเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้บริหารมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นในการตัดสินใจว่าเวิร์กโหลด AI ควรดำเนินงานอยู่ที่ใด และควรได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวอย่างไร” Nicholas Merizzi Principal และ U.S. Lead, Silicon2Service แห่ง Deloitte Consulting LLP กล่าว

กระบวนการนี้ตระหนักว่า ปัญญาประดิษฐ์ระดับองค์กรเป็นกลุ่มของเวิร์กโหลดที่หลากหลาย มากกว่าจะเป็นการตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐานเพียงครั้งเดียว เวิร์กโหลดในขั้นทดลองอาจยังคงอยู่บนคลาวด์ ในขณะที่เวิร์กโหลดที่ทำงานต่อเนื่องหรือมีความสำคัญต่อธุรกิจอาจเหมาะกับโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดหรือทรัพยากรที่องค์กรบริหารจัดการเอง ส่วนเวิร์กโหลดที่ต้องการเวลาตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น การควบคุมที่มากขึ้น ความใกล้ชิดกับแหล่งข้อมูล หรือประสิทธิภาพของโมเดลในระดับเฉพาะ อาจต้องทำงานที่เอดจ์หรือในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอื่น ๆ

กระบวนการนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI สำหรับองค์กรประกอบด้วยเวิร์กโหลดหลากหลายประเภท และไม่สามารถกำหนดแนวทางโครงสร้างพื้นฐานด้วยรูปแบบเดียวได้ เวิร์กโหลดในขั้นการทดลองอาจยังคงเหมาะกับการใช้งานบนคลาวด์ ในขณะที่เวิร์กโหลดที่ต้องรองรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องหรือมีความสำคัญต่อธุรกิจ อาจเหมาะกับโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดหรือโครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรเป็นผู้บริหารจัดการเอง สำหรับเวิร์กโหลดที่ต้องการเวลาในการตอบสนองที่รวดเร็วขึ้น การควบคุมที่มากขึ้น ความใกล้ชิดกับข้อมูล หรือประสิทธิภาพเฉพาะด้านของโมเดล อาจจำเป็นต้องติดตั้งใช้งานที่เอดจ์หรือภายในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการควบคุมเป็นพิเศษ

แนวทางดังกล่าวช่วยให้องค์กรสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Public Cloud ศูนย์ข้อมูลโคโลเคชัน (Colocation) โครงสร้างพื้นฐานที่องค์กรเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเอง สภาพแวดล้อมแบบไฮบริด หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เอดจ์ตามความเหมาะสมของแต่ละเวิร์กโหลด โดยคู่มือฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเสนอแนวทางการใช้งานหรือหลีกเลี่ยงการใช้งานคลาวด์ในภาพรวม แต่ให้กรอบการประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเวิร์กโหลด AI แต่ละประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการวิจัยได้จำแนกเวิร์กโหลด AI สำหรับองค์กรออกเป็น 6 รูปแบบ (Archetypes) ซึ่งครอบคลุมทั้งการพัฒนาโมเดล การปรับฝึกสอนหรือการRetraining โมเดล และการใช้งานจริงอีก 4 รูปแบบ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถระบุเวิร์กโหลดที่มีคุณลักษณะด้านประสิทธิภาพ การดำเนินงาน และความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการวางแผนได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันมากขึ้น จากนั้นแต่ละเวิร์กโหลดจะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับหนึ่งใน 4 รูปแบบโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ได้แก่ Edge AI Cluster, Small AI Cluster, Large AI Cluster และ High-Density AI Cluster

โครงสร้างพื้นฐานทั้ง 4 รูปแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการตัดสินใจในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรองรับ AI ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ระบบระบายความร้อน ระบบควบคุม การเชื่อมต่อเครือข่าย ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การสนับสนุนด้านปฏิบัติการ และการรองรับการขยายตัวในอนาคต จากนั้นองค์กรสามารถนำแบบอ้างอิงที่สอดคล้องกันไปปรับใช้เพิ่มเติม โดยคำนึงถึงผลการประเมินสถานที่ติดตั้ง ความต้องการเฉพาะของเวิร์กโหลด และการออกแบบทางวิศวกรรมในรายละเอียดของแต่ละโครงการ

ความพร้อมของอาคารสถานที่ติดตั้ง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 4 รูปแบบ โดยคู่มือฉบับนี้ช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความพร้อมด้านพลังงาน ระบบระบายความร้อน การเชื่อมต่อเครือข่าย ศักยภาพในการดำเนินงาน และความสามารถในการรองรับการเติบโตในอนาคตของสถานที่ที่วางแผนใช้งาน การประเมินตั้งแต่เนิ่น จะช่วยให้สามารถระบุข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ก่อนที่จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการติดตั้งใช้งาน

คู่มือ Designing Infrastructure for Enterprise AI ฉบับเต็ม ให้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบเวิร์กโหลด AI ทั้ง 6 รูปแบบ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ 4 รูปแบบ และโรดแมป 4 ระยะ สำหรับการวางแผน ติดตั้งใช้งาน และต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับองค์กร เพื่อรองรับการขยายการใช้งาน AI ในระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่ Vertiv.com

About Suphasin Sueklab

Check Also

เก่ง AI อย่างเดียวไม่พอ! เปิดแนวคิด The Human Advantage เจาะกรณีศึกษาสร้าง AI ที่ใช้งานได้จริง จาก LINE THAILAND DEVELOPER CONFERENCE 2026 [PR]

ในวันที่ AI ฉลาดขึ้นและช่วยมนุษย์สร้างเทคโนโลยีใหม่ได้รวดเร็วกว่าที่เคย คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ “มนุษย์จะใช้ AI สร้างอะไรให้มีคุณค่าได้มากกว่าเดิม” เพราะความได้เปรียบของนักพัฒนายุคใหม่ไม่ได้อยู่เพียงความสามารถในการใช้เทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงความรู้ ความคิดริเริ่ม และความเข้าใจปัญหาของผู้คน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพของ …

รายงาน Kyndryl ชี้ ผู้นำในเอเชียแปซิฟิกเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจเป็นอันดับแรก ในยุคที่ AI ขยายบทบาทในการยกระดับไอทีให้ทันสมัย [PR]

คินดริล (Kyndryl – NYSE: KD) ผู้นำด้านการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับส่วนงานสำคัญในระดับองค์กร เผยผลสำรวจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Modernization Report ฉบับทั่วโลกที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก ผลสำรวจพบว่าองค์กรต่างขยายการลงทุนทั้งแพลตฟอร์มดั้งเดิมที่ใช้อยู่และแพลตฟอร์มสมัยใหม่ การปรับระบบให้ทันสมัยต้องการกระบวนการทำงานทางธุรกิจที่สอดประสานกันมากขึ้น ไม่ใช่การรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพียงอย่างเดียว