รู้หรือไม่! ชิปด้านความมั่นคงปลอดภัยอาจยังไม่เพียงพอต่อการเก็บรักษากุญแจเข้ารหัสบนมือถือ

แอปพลิเคชันบนมือถือสมัยใหม่มักมีการโฆษณาว่าตนได้มีการบริหารจัดการคีย์ ด้วยการใช้ฮาร์ดแวร์พิเศษบนโทรศัพท์ เมื่อได้ฟังเช่นนี้แล้วผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักเชื่อว่าการป้องกันในระดับฮาร์ดแวร์นั้นน่าจะปลอดภัยสูงสุดแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น แฮ็กเกอร์ก็ยังสามารถเจาะเข้าถึงข้อมูลของเหยื่อได้ แม้แอปพลิเคชันเหล่านั้นจะมีการบริหารจัดการกุญแจเข้ารหัสด้วยฮาร์ดแวร์ก็ตาม วันนี้เราจะพากันไปดูว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญและจะมีวิธีการป้องกันได้อย่างไร

ปัญหาโลกแตกของการบริหารจัดการกุญแจเข้ารหัส

การเข้ารหัสเป็นสิ่งที่ถูกใช้เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลจากผู้ไม่หวังดีมาหลายทศวรรษแล้ว โดยอัลกอริทึมการเข้ารหัสนั้นถูกคิดค้นจากนักคณิตศาสตร์ ซึ่งเราค่อนข้างแน่ใจได้ว่าอัลกอริทึมสมัยใหม่นั้นดีพอที่จะป้องกันการแคร็กรหัสผ่านได้อย่างยาวนาน ดังนั้นหากเพียงเลือกใช้อัลกอริทึมอย่างเหมาะสม การเข้ารหัสของเราก็น่าจะปลอดภัย

การเข้ารหัสแบบ Public Key Infrastructure (PKI) หรือ Asymmetric Key เป็นเทคโนโลยีในการเข้ารหัสที่มีการใช้ กุญแจเข้ารหัส 2 ประเภทคือ Public Key และ Private Key ที่มีมาอย่างยาวนานในระบบคอมพิวเตอร์เช่น การทำ Digital Signature เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ที่มี Public Key ตัวจริงเท่านั้นจึงจะสามารถไขความลับและเปิดข้อมูลออกดูได้ อย่างไรก็ดีจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีการพิสูจน์ตัวตนหรือการันตีความถูกต้อง ของผู้ถือกุญแจว่าเป็นเจ้าของจริงหรือถูกใช้งานโดยแฮ็กเกอร์

ย้อนกลับมาในระบบการป้องกันของระบบปฏิบัติการมือถืออย่างแอนดรอยด์ ก็มีช่องทางสำหรับเก็บกุญแจเข้ารหัสไว้อย่างปลอดภัยที่ชื่อว่า ‘Android Keystore System’ โดยจะสามารถเรียกใช้งานได้ผ่านทาง KeyChain API (ตั้งแต่เวอร์ชัน 4.3 ขึ้นไป) นอกจากนี้ยังมีการรองรับการใช้งาน Hardware Security Module (HSM) ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์พิเศษสำหรับเก็บกุญแจเข้ารหัสเอาไว้แล้ว ทั้งนี้แม้ว่าในตัวเอกสารคู่มือของแอนดรอยด์จะยืนยันว่าเป็นขั้นตอนการบริหารจัดการที่ปลอดภัยตั้งแต่การสร้างกุญแจ การใช้งาน และการเก็บคีย์จะถูกกำกับเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาตรงที่ว่าจะตรวจสอบผู้ใช้งานกุญแจนั้นได้อย่างไร (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://developer.android.com/training/articles/keystore)

เช่นกันใน iOS เองก็มีระบบการป้องกันที่คล้ายกันชื่อว่า Keychain Store ประกอบกับฮาร์ดแวร์พิเศษแบบ SoC ที่ชื่อ Secure Enclave เพื่อเสริมความสามารถ แต่ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหา และมิอาจต้านทานกระบวนการของแฮ็กเกอร์หรือความผิดของผู้ใช้งานที่อาจเปิดช่องทางเอาไว้เอง

เหตุใดคนร้ายจึงยังสามารถแฮ็กข้อมูลของผู้ใช้งานบนมือถือได้ ทั้งที่มีการใช้งานฮาร์ดแวร์เพื่อเก็บกุญแจเข้ารหัส

แม้ว่าจะมีกระบวนการที่ดีเพียงใด เชื่อหรือไม่ว่าแฮ็กเกอร์ไม่จำเป็นที่จะต้องพยายามมากมายในการแคร็กอัลกอริทึมหรือแทรกแซงโค้ดต้นฉบับของแอปพลิเคชันนั้นด้วยซ้ำไป ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าผู้สร้างระบบปฏิบัติการทั้งแอนดรอยด์และ iOS ต่างมีความพยายามสร้างเครื่องมือให้แก่นักพัฒนาเพื่อใช้ป้องกันแอปพลิเคชัน แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในมือก็คือตัวผู้ใช้งานปลายทางที่เป็นเจ้าของตัวจริงอยู่ดี

credit : V-Key

ปัญหาแรกที่มักพบได้บ่อยก็คือการ Jailbreak หรือ Root เครื่อง ในมุมของผู้ใช้งานทั่วไปอาจเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต้องการอำนาจให้ตนสามารถติดตั้งแอปพลิเคชันได้ตามอำเภอใจ แต่ในมุมของความมั่นคงปลอดภัยนั้น คือการทำลายเส้นแบ่งหรือความสามารถในการบังคับใช้การควบคุมของระบบปฏิบัติการโดยสิ้นเชิง ซึ่งรวมถึงฟีเจอร์การเก็บรักษากุญแจเข้ารหัสด้วย

ปัญหาที่สอง อาจจะไม่ได้เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรก แต่ก็เป็นผลมาจากความเลินเล่อหรือความไม่รู้ ด้วยการติดตั้งแอปพลิเคชันอันตรายจากทางใดทางหนึ่ง ซึ่งคนร้ายสามารถเข้ามาใช้ช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์ (Privilege of Escalation) ทำให้ได้สิทธิ์ในระดับสูงเพื่อปฏิบัติการต่างๆในบริบทของผู้ใช้

และนี่เองก็คือช่องว่างที่เกิดจากความผิดพลาดเพราะเรายังไม่มีโซลูชันสำหรับการป้องกันมือถือในระดับแอปพลิเคชัน และฝากความหวังไว้กับระบบปฏิบัติการ รวมไปถึงยังขาดความสามารถในการรับรู้ได้ว่า ผู้ที่มีกุญแจเข้ารหัสแม้จะถูกต้องนั้นเป็นตัวจริงหรือไม่ และถึงแม้เราจะย้ายคีย์ไปเก็บในที่อื่นเช่น Smart Card หรือ HSM ที่มีระบบป้องกันคีย์อย่างมั่นคงปลอดภัย แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ในการตรวจสอบตัวตนของแอปหรือ Endpoint

ทางเลือกในการป้องกัน

ท้ายที่สุดแล้ววิธีการป้องกันของ iOS และ Android ยังไม่ดีพอต่อการป้องกันแอปพลิเคชันสำคัญเช่น แอปที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่าย เป็นต้น โดยในอนาคตอาจมีสักวันหนึ่งที่ Google และ Apple จะสร้างวิธีการตรวจสอบ Identity ของแอปพลิเคชัน หรือผู้พัฒนาแอปพลิเคชันนั้นอาจสร้างกระบวนการตรวจสอบการเข้าถึง และจัดการการใช้งานคีย์ด้วยตัวเอง พร้อมฝังไว้ในแอปพลิเคชัน แต่ก็มั่นใจได้เลยว่าการทำเช่นนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ายิ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์ทำงานได้ง่ายขึ้น เพียงแค่สแกนโค้ดหาคีย์ให้เจอเท่านั้นเอง

credit : V-key

ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของโซลูชันจาก V-Key โดยบริษัทนั้นเกิดขึ้นจากไอเดียของการใช้งานความมั่นคงปลอดภัยในรูปแบบของ Smart Card เช่น ชิปบนบัตรประชาชนของเรา ซึ่งมีมาตรฐานการปกป้องข้อมูลอย่างแข็งแกร่งในชิปนั้น โดยในมุมของ V-Key เองไอเดียก็คือการสร้างซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการคีย์ให้มีความสามารถเทียบเท่ากับการเก็บคีย์ไว้บน Smart Card นั่นหมายถึงการที่โซลูชันของ V-Key จึงสามารถคอมไพล์ได้กับมาตรฐาน FIPS 140-2 และ EAL3+

V-OS Virtual Secure Element (VSE) เป็นเทคโนโลยีพิเศษของ V-Key ที่เทียบเท่าได้กับการใช้งานกลไกของ Android หรือ iOS กับฮาร์ดแวร์พิเศษ เพียงแต่ระบบของ V-Key จะเป็น Virtual เท่านั้น อย่างไรก็ดีระบบของ V-Key สามารถทำเรื่องของ Application Identity ดังนั้นจึงสามารถป้องกันการที่แอปพลิเคชันถูกแก้ไขหรือสามารถการันตีความมั่นใจได้ว่าการเข้าใช้งานตีย์นั้นคือตัวตนของแอปพลิเคชันที่แท้จริง

V-OS เป็นระบบที่มองการป้องกันในระดับแอปพลิเคชัน โดยวิธีการใช้งานก็คือผู้ใช้งานจะนำเอา SDK ของ V-KEY เข้าไปผนึกไว้ในแอปพลิเคชันของตน นั่นหมายถึงว่า V-OS จะเข้าไปปกป้องแต่ละแอปพลิเคชันได้อย่างแท้จริง เพราะตัวแอปของผู้ใช้จะทำงานร่วมกันกับ V-KEY อยู่ภายใน ด้วยเหตุนี้เองแม้ว่าตัวระบบปฏิบัติการจะถูก Jailbreak หรือ Root ก็ไม่ได้ทำลายความสามารถของการป้องกันที่ตัวแอปพลิเคชันเอง

ด้วยความที่ V-KEY เป็นซอฟต์แวร์ จึงไม่ถูกจำกัดอยู่กับการพึ่งพาฮาร์ดแวร์เพื่อสร้าง (Trusted Environment) โดยแน่นอนว่า V-KEY ได้มีการการันตีความแข็งแกร่งของ Virtual Environment มาอย่างดี และการันตีว่าระบบของตนจะไม่ถูกเจาะได้โดยง่าย ซึ่งรูปแบบของการนำ V-OS เข้าไปใช้งานครอบคลุมดังนี้

  • แอปพลิเคชันเชื่อมต่อกันในอุปกรณ์เดียวกัน
  • แอปพลิเคชันเชื่อมต่อกับกันจากต่างอุปกรณ์
  • การเชื่อมต่อกันของแอปพลิเคชันบนไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์
  • การเชื่อมต่อกันระหว่างเซิร์ฟเวอร์และเซิร์ฟเวอร์
  • การเชื่อมต่อกันระหว่างแอปพลิเคชันกับสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งบนอุปกรณ์เดียวกันหรือกับอุปกรณ์อื่น

ความน่าเชื่อถือของโซลูชัน V-KEY นั้นยังพิจารณาได้จากลูกค้าผู้ใช้งาน แม้ธนาคารที่ขึ้นชื่อว่าต้องการความปลอดภัยสูงในการทำธุรกรรม โดยธนาคารหลายแห่งในประเทศไทยก็มีการนำ V-KEY มาใช้ในแอปพลิเคชันสำคัญของตน ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นอีกปัจจัยที่ยืนยันได้ว่า V-KEY นั้นพร้อมให้บริการเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของแอปพลิเคชันมือถือของท่านได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ V-KEY ยังมีบริการอื่นที่มากกว่า Application Identity ที่ช่วยเสริมสมรรถนะให้แอปพลิเคชันของท่านได้ สนใจศึกษาโซลูชันของ V-KEY เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือนำเสนอโซลูชัน สามารถติดต่อได้ที่ kritsada.isarankura@v-key.com หรือโทร 062-547-4566

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Microsoft เปิดตัว Integrated Security Operations Center บน Defender ยกเครื่อง SOC รองรับ AI Agent

Microsoft เปิดตัว Integrated Security Operations Center (ISOC) บน Microsoft Defender พร้อมย้ายความสามารถด้าน SIEM จาก Microsoft Sentinel …

[วีดีโอย้อนหลัง] SendQuick Webinar : Identity Under Attack “ถอดบทเรียนการโจมตีในไทย และวิธีป้องกันด้วย MFA”

เรื่อง MFA กำลังเป็นประเด็นใหญ่ โดยเฉพาะกับหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งวันนี้ได้เริ่มประกาศบังคับใช้เป็นข้อบังคับพื้นฐานแล้วในประกาศจาก สกมช. โดยใครที่พลาด SendQuick Webinar เรื่อง “Identity Under Attack : ถอดบทเรียนการโจมตีในไทย …