ทำไมยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศไทยจึงต้องมองให้ไกลกว่าแค่ดาต้าเซ็นเตอร์ [PR]

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิต การทำงาน และการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานของบุคคลทั่วไป การใช้งานในภาคธุรกิจ ไปจนถึงการแก้ปัญหาสาธารณะต่าง ๆ ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

โดยล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประกาศเดินหน้า แผนปฏิบัติการปีงบประมาณ 2569 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างครบวงจร มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้ติดอันดับ Top 30 ของโลก พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลไม่น้อยกว่า 30% ของ GDP ภายในปี 2570 จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 24%

นอกจากการลงทุนจากภาครัฐแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังระบุว่า ณ ครึ่งแรกของปี 2568 มีกลุ่มอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 89 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 522,577 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการ Data Center และ Cloud Service จากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก

การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่คาดว่าจะมีรายได้เติบโตเฉลี่ย 7.5-8.5% ต่อปี ในช่วงปี 2568-2570 ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นและซับซ้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมเท่านั้น หากเป้าหมายของประเทศไทยคือการใช้ AI เป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน จะต้องมุ่งเน้นไปที่ยุทธศาสตร์องค์รวม ซึ่งไม่เพียงแต่ประกอบด้วยดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PCs) และอุปกรณ์ปลายทาง (Edge Devices) ในบทบาทเป็นประตูสู่การกระจายการประมวลผลด้าน AI

ทำไมดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียวถึงไม่ตอบโจทย์การประมวลผล AI

การพึ่งพิงดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนกลางเป็นหลักเพื่อการประมวลผล AI ทั้งหมดอาจมีข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาที่ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายสำคัญต่อไปนี้

  • การเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกล: ข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกรุงศรี เผยว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ 37 แห่ง และกระจายตัวอยู่ตามหัวเมืองรองและแหล่งอุตสาหกรรมอีก 5 แห่ง การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ต้องพิจารณาถึง Internet Bandwidth ที่สามารถรองรับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของข้อมูลที่ต้องเชื่อมต่อเข้ามาจัดเก็บ จึงอาจทำให้มีความท้าทายด้านความล่าช้าหากเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลอยู่ไกลจากผู้ใช้งาน
  • การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ: การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการที่ผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มีการทำโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลควบคู่กันไป
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนค่าไฟฟ้า: การขับเคลื่อนแอปพลิเคชัน AI ผ่านดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานมหาศาล ก่อให้เกิดความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI ได้เน้นย้ำถึงปัญหาพลังงานสะอาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การพึ่งพากริดพลังงานแบบดั้งเดิมยังส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ และจำเป็นต้องมีการจัดการพลังงานอย่างรอบคอบ

แนวทางการประมวลผล AI แบบกระจาย (distributed compute) ซึ่งหมายถึงการสร้างความสมดุลระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สามารถใช้งานด้าน AI (AI-capable PCs) และอุปกรณ์ปลายทาง (Edge) ที่สามารถรันแอปพลิเคชัน AI ได้ภายในเครื่อง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถใช้งาน AI ได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน

AI PC และอุปกรณ์ปลายทาง (Edge): หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ AI แบบกระจาย

การเรียกใช้แอป AI ภายในอุปกรณ์สามารถทำได้เร็วกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า และเหมาะสมกว่าสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีการเชื่อมต่อไม่ดีหรือแหล่งจ่ายไฟจำกัด เมื่อเทียบกับการเรียกใช้จากดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นบน AI PC หรืออุปกรณ์ Edge (เช่น อุปกรณ์ Internet of Things ในโรงงาน, ยานพาหนะ, ฟาร์ม ฯลฯ) แนวทางการประมวลผลแบบกระจายจะทำให้สามารถเข้าใช้งาน AI ได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้งานมากที่สุด

การไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือดาต้าเซ็นเตอร์แบบรวมศูนย์เวลาจะเรียกใช้แอปพลิเคชัน ไม่เพียงหมายความว่าแอปพลิเคชัน AI สามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างปลอดภัย แต่ยังหมายความว่ามีต้นทุนการดำเนินการที่ถูกลงด้วย โดยอุปกรณ์จะใช้ข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น อีกทั้งยังใช้พลังงานน้อยลงจากการประมวลผลน้อยลง และลดความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดความปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลยังคงถูกประมวลผลและจัดเก็บบนอุปกรณ์โดยตรง

แม้จะมีข้อดีหลายประการที่คล้ายคลึงกัน แต่การใช้งาน AI PC และอุปกรณ์ Edge นั้นแตกต่างกัน AI PC เป็นอุปกรณ์เอนกประสงค์ที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะที่สุดสำหรับงาน AI ที่ประมวลผลบนอุปกรณ์ มีประสิทธิภาพสูง ในขณะที่อุปกรณ์ Edge จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่า มีการกระจายตัว และได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับการอนุมาน AI แบบเรียลไทม์ที่ใช้พลังงานต่ำ ณ แหล่งข้อมูล ซึ่งมักจะต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีพื้นที่จำกัดและมีความท้าทาย (เช่น อุณหภูมิสูงหรือต่ำ, สภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นมาก)

ในระบบนิเวศการประมวลผลแบบกระจายนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์จะยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางสำหรับการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ การจัดเก็บชุดข้อมูลขนาดมหาศาล และการรันการวิเคราะห์ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น LANTAซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขุมพลังโปรเซสเซอร์ AMD EPYC ที่นักพัฒนาหรือนักวิจัยใช้ในการประมวลผลสำหรับการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ ในฝั่งของ AI PC ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนาที่ต้องการประมวลผล AI บนเครื่อง และอุปกรณ์ปลายทาง (Edge) สำหรับการการประมวลผลแบบเรียลไทม์และระบบอัตโนมัติที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศไทยเองก็มี การพัฒนาโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ (Thai Large Language Model) แบบโอเพนซอร์ส นับเป็นการส่งเสริมการใช้งาน AI ที่ทำงานและประมวลผลข้อมูลอยู่ภายในอุปกรณ์นั้น ๆ โดยตรงและบนอุปกรณ์ Edge ได้กว้างขวางขึ้น

ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน AI อย่างยั่งยืน

ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านดิจิทัลและ AI ของอาเซียน” ภายในปี 2570 การจะบรรลุวิสัยทัศน์นี้ได้นั้น นอกจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว การพัฒนาบุคลากรก็เป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนสำคัญเพื่อให้การพัฒนา AI ของประเทศเป็นไปอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภาครัฐของไทยได้ตั้งเป้าหมายเร่งสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน AI จำนวน 90,000 คน และนักพัฒนา AI จำนวน 50,000 คน ภายในระยะเวลาสองปี และสานต่อความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ สถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่เราเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ สิ่งสำคัญคือเราต้องแน่ใจว่ารากฐานที่เราสร้างขึ้นนั้นทุกคนสามารถเข้าถึงได้และมีความยั่งยืน แนวทางการประมวลผลแบบกระจายเพื่อขับเคลื่อน AI ในระดับประเทศคือสิ่งจำเป็น ไม่ใช่การพึ่งพิงดาต้าเซ็นเตอร์เพียงด้านเดียวอีกต่อไป ประเด็นพูดคุยเรื่อง AI ควรไปให้ไกลกว่าแค่เรื่องของการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และมุ่งไปสู่การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และยั่งยืนสำหรับทุกคนในประเทศอย่างแท้จริง

About saranya

Check Also

IBM จับมือ OpenAI รุกตลาด Enterprise AI ผสานโมเดลล่าสุดเข้ากับบริการให้คำปรึกษา

IBM ร่วมมือกับ OpenAI นำโมเดลและเครื่องมือเกี่ยวกับ AI เพิ่มประสิทธิภาพ IBM Consulting เพื่อให้บริการให้คำปรึกษากับลูกค้าองค์กรได้ดีขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้เปิดช่องทางให้ OpenAI สามารถเจาะตลาดบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้มากขึ้น ภายใต้ดีลนี้ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันทำตลาดและพัฒนาโซลูชัน AI เฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร …

Alibaba Cloud ขอเชิญร่วมงานสัมมนา Qwen Conference Thailand 2026 [4 ก.ย. 2026 – 13.00น.]

Alibaba Cloud ขอเรียนเชิญ CAIO, CTO, CIO, CDO, AI Leader, IT Manager, AI Engineer, Data Engineer และทุกท่านที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา Qwen Conference Thailand 2026 เพื่อร่วมเรียนรู้ถึงแนวโน้มล่าสุดในการประยุกต์ใช้งาน AI สำหรับภาคธุรกิจองค์กร พร้อมแนะนำเครื่องมือ AI ชั้นนำที่ครอบคลุมทั้ง Agentic AI, Video AI, Agentic Coding AI และ AI Production Platform พร้อมกรณีศึกษาการใช้งานจริง ให้ธุรกิจนำไปพร้อมใช้งานต่อยอดได้ทันที งานสัมมนานี้จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2026 เวลา 13.00น. - 18.00น. ณ โรงแรม Centara Grand, Central World โดยผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ดังนี้