ก้าวสู่ยุค Multi-Hypervisor อย่างคุ้มค่าและมั่นใจ เริ่มต้นใช้ HPE VM Essentials ตอบโจทย์ Virtualization ขององค์กรไปกับ Metro Connect

ท่ามกลางความผันผวนของตลาด Virtualization ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา ก็ได้ทำให้เกิดโซลูชันใหม่ๆ ด้าน Virtualization มากมายที่กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับธุรกิจองค์กร พร้อมกับการมาของแนวโน้ม Multi-Hypervisor ที่ธุรกิจองค์กรแต่ละแห่ง จะต้องมีการใช้งาน Virtualization หลายค่ายร่วมกันแล้ว

HPE และ Metro Connect พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรไทย ด้วยโซลูชัน HPE VM Essentials กับการเปิดตัวครั้งแรกของเทคโนโลยี Hypervisor จาก HPE ที่สามารถทำงานร่วมกับ Virtualization เดิมที่มีอยู่ก็ได้ หรือจะย้ายมาใช้งานบน HPE ทั้งหมดเลยก็ได้เช่นกัน

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับแนวโน้ม Multi-Hypervisor และความสามารถของ HPE VM Essentials กันครับ

การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของวงการ Virtualization ระดับองค์กร ได้ทำให้เหล่าธุรกิจองค์กรทั่วโลกต่างมองหาทางเลือกใหม่ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้งานเทคโนโลยี Virtualization ต่อไปได้ในระยะยาวภายใต้การลงทุนที่คุ้มค่า และทำให้ผู้บริหารระบบ IT ทั่วโลกหันมาพิจารณาถึงกลยุทธ์ Multi-Hypervisor เพื่อแบ่งประเภทของเทคโนโลยีระบบ IT Infrastructure และค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับประเภทของ Workload มากขึ้น

credit : HPE

แนวทางดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดการแบ่ง Hypervisor ออกเป็นหลายระดับ โดยยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่า VMware by Broadcom นั้นยังคงเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี Virtualization สำหรับธุรกิจองค์กรอยู่ และ Workload ที่มีความสำคัญสูงระดับ Tier-0, Tier-1 หรือ Mission-Critical นั้นก็ยังคงต้องใช้ VMware ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Hypervisor อื่นก็ได้กลายมาเป็นทางเลือกสำหรับ Workload ที่มีความสำคัญระดับปานกลางแทน และกลายเป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในฐานะของระบบ Virtualization หลัก ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถเฉลี่ยค่าใช้จ่ายด้านระบบ Virtualization ขององค์กรให้คุ้มค่าขึ้นได้ และยังได้ความยืดหยุ่นในการมีระบบ Virtualization เพิ่มสำหรับการริเริ่มโครงการใหม่ๆ ให้เหมาะสมต่อความต้องการ รวมถึงยังได้กระจายความเสี่ยงจากการถูกผูกขาดโดยผู้พัฒนา Virtualization ค่ายใดค่ายหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่ธุรกิจองค์กรจะต้องเผชิญในการดำเนินกลยุทธ์ Multi-Hypervisor จะมีดังนี้

  • การคัดเลือกเทคโนโลยี Hypervisor ใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งานในระดับธุรกิจองค์กรได้ตามความต้องการ
  • การเรียนรู้เทคโนโลยี Hypervisor ใหม่ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบ IT เกิดความคุ้นเคยให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
  • การบริหารจัดการระบบ Virtualization ที่หลากหลายในองค์กรร่วมกัน
  • การ Integrate เทคโนโลยี Virtualization ใหม่เข้ากับ IT Environment เดิมที่ใช้งาน
  • การผสานรวมระบบ Virtualization ที่หลากหลายเข้าสู่กลยุทธ์ Hybrid Multicloud

โชคดีอย่างหนึ่งของธุรกิจองค์กรไทยในเวลานี้คือ มีตัวเลือกเทคโนโลยี Hypervisor ให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ขณะเดียวกันผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง HPE ก็มีความพร้อมรองรับความต้องการด้าน Virtualization ขององค์กร ด้วยการพัฒนา Hypervisor ที่ใช้พื้นฐาน KVM ให้มีความสามารถเพียงพอต่อการใช้งานระดับองค์กรเบื้องต้น ภายใต้ต้นทุนการลงทุนที่คุ้มค่า

ในปี 2025 ที่ผ่านมา HPE ได้ทำการเปิดตัว HPE VM Essentials Software หรือ HPE VME ซึ่งเป็นโซลูชัน KVM-based Virtualization จากทาง HPE โดยตรง และจะกลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ HPE ดูแลรักษาพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อเป็นรากฐานสำคัญด้านกลยุทธ์ Private Cloud และ Hybrid Multicloud ของ HPE ในอนาคต

credit : HPE

ความน่าสนใจของ HPE VME นี้คือการที่ HPE มีความเข้าใจในอุตสาหกรรม IT เป็นอย่างดี และรับทราบความต้องการด้านระบบ Virtualization ของลูกค้าธุรกิจองค์กรทั่วโลกด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ทำให้ในการเปิดตัว HPE VME นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำเสนอเทคโนโลยี Hypervisor หรือ Virtualization ธรรมดา แต่ยังมาพร้อมกับความสามารถที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้ในทุกขนาดทุกอุตสาหกรรม ทั้งธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

โดยรวมแล้ว ความสามารถที่โดดเด่นน่าสนใจของ HPE VME มีดังนี้

1. HPE VM Essentials Hypervisor: KVM-based Hypervisor ที่เสริมความสามารถระดับองค์กร

เบื้องหลังของ HPE VME นี้คือเทคโนโลยี KVM ซึ่งเป็น Open Source Hypervisor ที่อยู่คู่กับวงการ IT และ Cloud มาอย่างยาวนาน มั่นใจได้ในความเสถียรและการใช้งาน ซึ่งก็มีโซลูชันระบบ Hypervisor สำหรับธุรกิจองค์กรอื่นๆ ในโลกอีกมากมายที่นำ KVM ไปใช้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน

นอกจากการที่ HPE จะนำ KVM มาปรับแต่งให้สามารถทำงานร่วมกับ Server Hardware ระดับองค์กรได้เป็นอย่างดี และทำงานร่วมกับ HPE ProLiant Server ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว สิ่งที่ HPE ได้ทำเพิ่มเติมขึ้นไปนั้นก็คือการเสริมความสามารถที่จำเป็นต่อการสร้าง Enterprise-Grade Cluster เข้ามาด้วย เช่น

  • High Availability รองรับการทำ HA สำหรับ VM ได้
  • Live Migration ย้ายการทำงานของ VM ระหว่าง Host ได้โดยไม่เกิด Downtime
  • Distributed Workload Placement กระจาย VM ไปยังแต่ละ Host โดยอัตโนมัติ เพื่อให้การใช้งานทรัพยากรมีความสมดุลมากขึ้น
  • Centralized Management บริหารจัดการ Cluster ได้จากศูนย์กลางผ่าน Web UI ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน

ด้วยความสามารถที่ครบถ้วนนี้ ทำให้ HPE VME เป็นทางเลือกที่น่าสนใจทั้งสำหรับกรณีการเริ่มต้นใช้งาน Virtualization ระบบแรกของธุรกิจ ไปจนถึงการใช้เป็นทางเลือกเพื่อย้าย Workload ออกมาจาก Virtualization ดั้งเดิมที่เคยใช้งานมาก่อน

2. ไม่ต้องทิ้งระบบเดิมที่ใช้งาน บริหารจัดการ HPE VM Essentials และ VMware ร่วมกันได้จากระบบเดียว

จุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ของ HPE VME ก็คือความสามารถในการบริหารจัดการ VMware ร่วมกับ HPE VME ได้ในตัว ทำให้ธุรกิจที่เดิมทีเคยใช้งาน VMware มาก่อนนั้น ยังสามารถใช้งาน HPE VME เป็นหน้าจอบริหารจัดการหลัก และเลือกสร้าง VM ลงไปยัง Cluster ที่ต้องการได้อย่างง่ายดายในหน้าจอเดียว เป็นก้าวแรกสู่สถาปัตยกรรมแบบ Multi-Hypervisor ที่ดีได้ทันที

สำหรับการย้าย Workload จาก VMware มายัง HPE VME นั้น ทาง HPE ได้เตรียมเครื่องมือสำหรับการแปลง VMware Image ให้กลายเป็น KVM-based ที่ใช้งานบน HPE VME ได้ ช่วยให้การถ่ายโอน Workload จาก VMware ออกมาใช้งานบน HPE VME มีความสะดวกและง่ายดาย

3. มีระบบ Backup ให้พร้อมใช้งาน รองรับการเชื่อมต่อสำรองข้อมูลกับโซลูชันระดับองค์กรได้

การสำรองข้อมูลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ธุรกิจองค์กรต้องพิจารณาให้ดีในการเลือกใช้งาน Virtualization เพื่อให้ธุรกิจสามารถปกป้องข้อมูลหรือระบบงานสำคัญจากภัยคุกคามที่หลากหลาย และรับมือกับ Ransomware ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HPE VME มาพร้อมกับเครื่องมือในการสำรองข้อมูล VM ภายในตัวที่พร้อมใช้งานได้ทันที หรือหากธุรกิจต้องการที่จะใช้ความสามารถของโซลูชันด้านการสำรองข้อมูลอื่นๆ ที่มีอยู่ HPE VME ก็สามารถทำงานร่วมกับโซลูชันชั้นนำจาก Cohesity (Veritas), Commvault และ Veeam ได้เช่นกัน ทำให้องค์กรยังคงใช้งานระบบ Backup หลักที่เดิมเคยใช้งานได้อย่างต่อเนื่องอย่างมั่นใจ

4. ต่อยอดสู่ Private Cloud และ Hybrid Multicloud พร้อมการทำ Automation และ Self-Service ได้ ด้วยการอัปเกรดสู่ HPE Morpheus Enterprise Software

HPE VME นี้เป็นเพียงก้าวแรกที่จะช่วยเปิดให้องค์กรมีอิสระในการก้าวสู่ยุค Multi-Hypervisor เท่านั้น และก้าวถัดไปที่ HPE ได้เตรียมเอาไว้ให้กับผู้ใช้งาน HPE VME ก็คือการต่อยอดจาก Virtualization สู่ Private Cloud และ Hybrid Multicloud ได้อย่างเต็มตัว

ผู้ใช้งาน HPE VM Essentials สามารถทำการอัปเกรดไปสู่ HPE Morpheus Enterprise Software ได้ในภายหลัง เพื่อเสริมความสามารถในการทำ Private Cloud และ Hybrid Multicloud อย่างครบวงจร ด้วยความสามารถดังนี้

  • การบริหารจัดการ Hypervisor ได้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น VMware, Nutanix, KVM, Microsoft และอื่นๆ
  • การบริหารจัดการ Cloud ชั้นนำ เช่น AWS, Azure, GCP, IBM, Oracle และอื่นๆ
  • การบริหารจัดการ Kubernetes ได้แบบรวมศูนย์ พร้อมรองรับการทำ DevOps และ DevSecOps ได้อย่างครบวงจร รองรับทั้ง CI/CD และ GitOps
  • ระบบ Self-Service สำหรับสร้างประสบการณ์การใช้งานทรัพยากร Hybrid Multicloud ได้ในรูปแบบเดียวกับ Public Cloud
  • การจัดการ IT Ops ได้ด้วยเครื่องมือ Automation พร้อม API, CLI และการทำงานร่วมกับ Infrastructure-as-Code (IaC)

ความสามารถของ HPE Morpheus Enterprise Software นี้ยังรองรับการใช้งานในระดับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีการใช้งาน Edge กระจายอยู่ทั่วโลกจำนวนมหาศาล และต้องการบริหารจัดการจากศูนย์กลางอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

5. คิดค่าใช้จ่ายแบบ Subscription ไม่ซับซ้อน ราคาคุ้มค่า

HPE VME นี้จะคิดค่าใช้จ่ายในแบบ Subscription ตามจำนวน CPU Socket ที่ใช้งาน และไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการนำ HPE VME ไปเชื่อมต่อกับ VMware Cluster เพื่อบริหารจัดการร่วมกันจากศูนย์กลาง

ในแง่ของราคา เมื่อเปรียบเทียบกับโซลูชัน Virtualization อื่นๆ ในตลาดแล้ว ถือว่า HPE VME มีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าแทบจะที่สุดในเวลานี้ ในขณะที่ยังได้รับบริการสนับสนุนหลังการขายจาก HPE จึงสามารถมั่นใจได้ในการใช้งานระยะยาว

ด้วยคุณสมบัติดังที่กล่าวข้างต้นทั้งหมด ทำให้สรุปได้ว่า HPE VME เป็นโซลูชันที่เหมาะกับการนำไปใช้งานในรูปแบบดังนี้

  • การใช้งานเป็นระบบ Virtualization แรกของธุรกิจ ที่ต้องการเริ่มต้นจากระบบเล็กๆ ราคาไม่สูง และค่อยๆ มองหาแผนในการขยับขยายต่อไปในอนาคต
  • การใช้งานเป็นระบบ Virtualization เสริมสำหรับธุรกิจที่มีการใช้งาน Virtualization อื่นอยู่แล้ว เพื่อแบ่ง Workload บางประเภทมาทำงานบน HPE VME และลดขนาดของระบบพร้อมค่าใช้จ่ายด้าน License ของระบบ Virtualization เดิมลงในระยะยาว
  • การใช้งานเป็นระบบ Virtualization ที่ต้องการสถาปัตยกรรมแบบ 3-Tier ใช้ Server เชื่อมต่อกับ Storage แบบดั้งเดิม เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาและบริหารจัดการ
  • การใช้งานเป็นระบบ Virtualization สำหรับรองรับ Kubernetes เพื่องาน Software Development & Testing ของธุรกิจ
  • การใช้งานเป็นระบบ Virtualization สำหรับงานด้าน Data Platform และ Data Analytics
  • การใช้งานเป็นระบบสำหรับ Edge Data Center

สนใจ HPE VM Essentials ติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน HPE VM Essentials และต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการทดสอบใช้งาน สามารถติดต่อทีมงาน MCC – Metro Connect ได้ที่คุณ Oil Pennapa อีเมล: pennadec@METROCONNECT.CO.TH มือถือ: +669 4465 4945

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Elastic 9.4 ออกแล้ว

Elastic ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Elastic 9.4 อย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของ Context Engineering, Application และ Infrastructure เพิ่มเติม, เสริม AI ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และเพิ่มความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้

Extreme Networks เปิดตัว Wi-Fi 7 AP รุ่นใหม่ พร้อม Agentic AI สำหรับบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติ

Extreme Networks ได้ออกมาประกาศถึงอัปเดตครั้งใหญ่ โดยเปิดตัว Wi-Fi 7 Access Point รุ่นใหม่ล่าสุด 5 รุ่น พร้อมนวัตกรรมใหม่ในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายด้วย AI Agent เพื่อดูแลรักษาระบบเครือข่ายขององค์กรให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ