แฮ็คเกอร์ที่ส่ง Ransowmare เข้าระบบรถไฟใต้ดินเมืองซานฟรานถูกแฮ็คอีเมล พบข้อมูลน่าสนใจเพียบ

เผยเบื้องหลังวิธีการโจมตี และพบว่าแฮ็คเกอร์มีได้รายได้จาก Ransomware ไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท

หลังจากเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบบรถไฟใต้ดินของ SFMTA เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า MUNI ถูก Ransomware โจมตี ส่งผลให้ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ และระบบตรวจสอบตารางเวลา ไม่สามารถให้บริการได้ จนถึงตอนนี้ทางเจ้าหน้านี้ได้เริ่มเตรียมฟื้นฟูระบบกลับแล้ว คาดว่าพร้อมใช้งานได้เร็วๆ นี้

sfmta_ransomware_1

ระบบพร้อมกลับมาให้บริการใน 1 – 2 วันนี้

โฆษกของ SFMTA ผู้ดูแลระบบรถไฟใต้ดิน MUNI ออกมาระบุว่า ขณะนี้ฝ่าย IT กำลังเริ่มกระบวนการ BC/DR เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากที่ระบบถูก Ransomware โจมตีจนไม่สามารถให้บริการตารางเวลาและจำหน่ายตั๋วได้ ส่งผลให้ต้องเปิดให้ผู้ใช้บริการขึ้นรถไฟได้ฟรี โดย SFMTA ระบุว่า ระบบทุกอย่างควรจะกลับมาให้งานได้ภายใน 1 – 2 วันนี้

“SFMTA ไม่เคยคิดว่าว่าจะจ่ายค่าไถ่แต่อย่างใด พวกเรามีทีม IT ที่สามารถฟื้นฟูระบบของเรา และนั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังทำ … ระบบสำรองข้อมูลที่มีอยู่ช่วยให้พวกเรานำระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้รับผลกระทบกลับคืนมาได้ และเริ่มทำงานเมื่อเช้านี้ ทีม IT ของเราหวังว่าจะทำให้คอมพิวเตอร์ที่เหลือกลับมาใช้งานได้ภายใน 1 – 2 วันถัดไป” — โฆษกของ SFMTA ระบุใน Blog

sfmta_ransomware_3

อีเมลของแฮ็คเกอร์ถูกแฮ็คกลับ พบข้อมูลน่าสนใจเพียบ

ที่น่าสนใจคือ Brian Krebs เจ้าของ Blog KrebsOnSecurity ชื่อดัง ได้รับรายงานว่า บัญชีอีเมลของแฮ็คเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีระบบของ SFMTA ถูกแฮ็ค และมีการเปิดเผยเนื้อหาในอีเมล ซึ่งดูเหมือนว่า การเรียกค่าไถ่ด้วยจำนวนเงิน 100 Bitcoins เป็นเรื่องปกติของแฮ็คเกอร์ดังกล่าว อย่างล่าสุดก็มีโรงานในสหรัฐฯ จ่ายค่าไถ่ให้แฮ็คเกอร์คนนี้สูงถึง 63 Bitcoins (ประมาณ 1.6 ล้านบาท) รวมแล้วคาดว่าแฮ็คเกอร์คนนี้ได้เงินจาก Ransomware ไปแล้วไม่ต่ำกว่า $140,000 หรือประมาณ 5,000,000 บาท

Krebs ได้แชร์ข้อมูลที่ได้มาไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยหลายคนเพื่อให้ค้นหาสาเหตุของการโจมตีระบบ SFMTA ซึ่ง Alex Holden, CISO จาก Hold Security Inc. ออกมาระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีการวางแผนมาอย่างดี และมีการใช้เครื่องมือ Open-source หลายรายการในการค้นหาช่องโหว่ของเหยื่อและส่ง Ransomware เข้าไป

“เหมือนกับว่าแฮ็คเกอร์มีการใช้เครื่องมือหลายประเภทในการสแกนหาเหยื่ออย่างกว้างๆ บนอินเทอร์เน็ต และค้นหาช่องโหว่ของเป้าหมายที่ต้องการ … ช่องโหว่ที่พบมากที่สุด คือ ‘Weblogic unserialize exploit’ และมักพุ่งเป้าไปที่ผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ของ Oracle เช่น Primavera Project ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการ Portfolio” — Holden อธิบาย

นอกจากนี้ ยังพบว่าแฮ็คเกอร์คนดังกล่าวยังเสนอตัวที่จะช่วยเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบของเหยื่อ เพื่อป้งกันไม่ให้แฮ็คเกอร์คนอื่นสามารถโจมตีเข้ามาได้ โดยแลกกับการเพิ่มเงิน Bitcoin จำนวนเล็กน้อย

ที่มา:

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

CyberGenics ผนึก Ensign InfoSecurity ยกระดับ Cybersecurity ไทย รับมือภัยยุค AI และความเสี่ยง Quantum Safe [PR]

บริษัท ไซเบอร์จีนิคส์ จำกัด (CyberGenics) ผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบครบวงจรในเครือบริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน) (G-ABLE) ประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Ensign InfoSecurity ผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชั้นนำจากสิงคโปร์ …

Trend Micro เตือนช่องโหว่ Zero-day บน Apex One ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว

Trend Micro ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day CVE-2026-34926 บน Apex One เวอร์ชัน On-premises หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงแล้ว ขณะที่ CISA สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แพตช์ภายในวันที่ …