เปิดตัว Red Hat Enterprise Linux 7.4 ตอบโจทย์ Hybrid Cloud, Multi-Cloud มากขึ้น

Red Hat Enterprise Linux (RHEL) 7.4 ออกแล้ว โดยมีความสามารถใหม่ๆ สำหรับรองรับการมาของ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud มากขึ้น พร้อมเสริมความมั่นคงปลอดภัยและประสิทธิภาพในระบบ ดังนี้

Credit: Red Hat

 

  • สามารถทำการ Filter ข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นสำหรับใช้ในการ Audit ได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่มระบบ USB Guard ป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลหรือเกิด Data Injection ขึ้น
  • รองรับ SELinux ใน OverlayFS เพิ่มความปลอดภัยให้ Container มากขึ้น
  • รองรับ NVMe Over Fabric แล้ว เชื่อมต่อ NVMe Storage ได้ด้วยประสิทธิภาพเต็มที่ผ่าน Ethernet และ Infiniband
  • Boot ได้เร็วขึ้น ลด Downtime ลง
  • รองรับ Elastic Network Adapter (ENA) บน Amazon Web Services (AWS) แล้ว
  • รองรับ overlay2 storage graph driver
  • ทำ Package Layering ได้ด้วย rpm-ostree ทำให้สามารถเพิ่ม Package ให้กับ Host OS เพื่อใช้งานกับ Container ได้ง่ายขึ้น
  • เปิดตัว LiveFS แบบ Technology Preview ทำให้สามารถติดตั้ง Security Update และ Layer Package ได้โดยไม่ต้อง Reboot
  • เปิดตัว Red Hat Enterprise Linux System Roles แบบ Technology Preview บริหารจัดการ RHEL หลายรุ่นได้จากหน้าจอเดียว พร้อมใช้ Ansible จัดการทำ Automation ได้เลย
  • รองรับ x86, IBM Power, IBM z Systems, 64-bit ARM

โดยรวมแล้วความสามารถใหม่ๆ ในฝั่ง Container และการบริหารจัดการนี้เองที่จะสามารถตอบโจทย์ของการทำ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ได้ดีขึ้น

 

ที่มา: https://www.redhat.com/en/about/press-releases/red-hat-bridges-hybrid-multi-cloud-deployments-latest-version-red-hat-enterprise-linux-7 


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

[Guest Post] บทบาทของ Digital CFO เพื่อก้าวข้ามกระแสพลวัตโลก

“บทบาทของ Digital CFO เพื่อก้าวข้ามกระแสพลวัตโลก” How Digital Transformation Enables CFOs to Achieve Organizational Agility and Resilience …

นักวิจัยสาธิตการแฮ็กเซิร์ฟเวอร์ Oracle เพื่อแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ที่ร้ายแรง

สืบเนื่องมาจากความล่าช้าในการแก้ไขข้อพร่องพกนานถึง 6 เดือน กับช่องโหว่ที่นักวิจัยเรียกว่า “mega 0-day” ช่องโหว่นี้สามารถถูกใช้ได้จากทางไกลโดยไม่ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวตน ถูกค้นพบโดย Jang และ Peterjson นักวิจัยด้านความปลอดภัย พวกเขาตั้งชื่อมันว่า The Miracle …