องค์กรยุคใหม่ที่เน้นใช้ระบบคลาวด์ต้องแบ่งทราฟฟิกออกสู่อินเทอร์เน็ตอย่างชาญฉลาด

เครือข่ายแบบเดิมไม่ตอบโจทย์สำหรับการใช้งานคลาวด์

ก่อนที่เทคโนโลยีคลาวด์จะถือกำเนิดขึ้น ฝ่ายไอทียังเป็นแค่แผนกหนึ่งในองค์กรที่ผู้ใช้อาจแวะเวียนไปเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโทรศัพท์ หรือนำคอมพิวเตอร์ไปซ่อมเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ฝ่ายไอทีได้เข้ามามีบทบาทเชิงกลยุทธ์ในองค์กรมากกว่านั้นมาก ทั้งยังเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ จากการที่องค์กรหลายแห่งปรับตัวเข้าสู่การปฏิรูปองค์กรสู่ดิจิทัล ทำให้เกิดการใช้งานแอปพลิเคชัน SaaS อย่างรวดเร็ว และการย้ายปริมาณงานขององค์กรไปยัง IaaS การพิจารณาการลงทุนด้านไอทีจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับธุรกิจ อันเป็นหนทางหนึ่งที่จะรักษาความได้เปรียบด้านการแข่งขันเอาไว้ได้ การบรรลุถึงประสิทธิภาพสูงสุดของแอปพลิเคชันที่โฮสต์บน SaaS และ IaaS นั้น ไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นในปัจจุบัน Latency ที่เพิ่มขึ้นซึ่งพบในระหว่างการเข้าสู่แอปพลิเคชัน SaaS หรือปริมาณงานใน IaaS ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ปลายทางและประสิทธิภาพทางธุรกิจ เมื่อผู้ใช้รู้สึกไม่พอใจย่อมหมายถึง การเสียลูกค้า ผู้ที่อาจเป็นลูกค้า และพนักงานได้ ทั้งหมดนี้สำคัญมากหากมองในแง่จุดยืนทางธุรกิจ

แต่ก่อนนั้น องค์กรจะต้องลงนามในสัญญา SLA (ข้อตกลงระดับการบริการ) กับผู้ให้บริการ และมักจะสมัครใช้บริการรับส่งข้อมูล MPLS ส่วนบุคคล เพื่อลดปัญหา Latency การวางระบบเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ Leased Line ส่วนบุคคล อย่าง MPLS จึงเป็นข้อเสนอที่มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง องค์กรหลายแห่งยังคงลงทุนกับ MPLS เพราะมีประสิทธิภาพการทำงานและ Latency ของเครือข่ายที่เสถียรและคาดเดาได้ องค์กรสามารถกำหนดค่านโยบาย QoS ที่จำเพาะตามความต้องการทางธุรกิจและการใช้งานแอปพลิเคชันขององค์กร และการเชื่อมต่อจะส่งต่อแพคเก็ตได้อย่างเหมาะสม เนื่องจาก SLA มีการรับประกันคุณภาพการให้บริการ จึงมีการเชื่อมต่อที่ดีกว่า ซึ่งช่วยให้มั่นใจถึงคุณภาพการใช้งานที่ผู้ใช้จะได้รับจากการใช้แอปพลิเคชัน

แอปพลิเคชัน SaaS และปริมาณงานใน IaaS ต่างจากแอปพลิเคชันที่โฮสต์ใน Data Center แบบเดิม ตรงที่สร้างการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทราฟฟิกของเครือข่าย และมอบคุณภาพการใช้งานได้ถึงขีดสุด ด้วยเหตุนี้ แผนกไอทีจึงต้องปรับเปลี่ยนเครือข่าย แต่เดิมนั้น ผู้ใช้งานจากระยะไกลในสำนักงานสาขาจะต้องเชื่อมข้อมูลกับแอปพลิเคชันใน Data Center โดยใช้การเชื่อมต่อผ่าน MPLS แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว แอปพลิเคชันคลาวด์ อาทิ Salesforce, Box และ Zoom และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สาธารณะ เช่น AWS, Azure และ GCP ทำให้องค์กรต่างๆ หันมาคิดทบทวนเครือข่ายของตัวเอง เนื่องจากปัจจุบันปริมาณงานส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในคลาวด์ จึงก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ ขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้การเชื่อมต่อแบบ MPLS เพื่อส่งต่อทราฟฟิกจากสำนักงานสาขาที่กำหนดเป้าหมายด้วยคลาวด์ไปยัง Data Center แบบ On-premises ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมอีกต่อไป เพราะส่งผลให้เกิดความแออัดของการจราจรบนเครือข่ายและเพิ่ม Latency ที่ทำให้เปลืองแบนด์วิธ MPLS ที่มีค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้วโดยไม่จำเป็น Latency ยังเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประสบการณ์การใช้งานที่มีคุณภาพสูงของผู้ใช้ด้วย ยิ่งมี Latency เกิดขึ้นในเส้นทางของเครือข่ายระหว่างผู้ใช้และแอปพลิเคชันมากเท่าใด ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ก็จะลดลงมากเท่านั้น เพื่อแก้ไขความท้าทายเรื่อง Latency องค์กรจึงหันมาใช้ SD-WAN ที่ช่วยสำนักงานสาขาออกอินเทอร์เน็ตโดยตรงได้อย่างปลอดภัย เพื่อส่งทราฟฟิกที่มีจุดหมายปลายทางที่ระบบคลาวด์ขึ้นสู่คลาวด์ผ่านอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ได้โดยตรงและอัตโนมัติ ถ้าสามารถทำแบบนี้ได้ ทำไมจึงไม่ส่งทราฟฟิกที่มีจุดหมายปลายทางที่ระบบคลาวด์ผ่านอินเทอร์เน็ตโดยตรงทั้งหมดล่ะ?

การแบ่งทราฟฟิกออกสู่อินเทอร์เน็ตอย่างชาญฉลาด

ประโยชน์ที่สำคัญอย่างมากข้อหนึ่งของ SD-WAN นั่นก็คือ ช่วยให้องค์กรใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ได้อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เพื่อเชื่อมต่อผู้ใช้ในสำนักงานสาขาไปยังแอปพลิเคชันและบริการคลาวด์ต่างๆ ได้ แก้ไขธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ยากจะคาดเดา แพลตฟอร์ม Unity EdgeConnect™ SD-WAN edge ของ Silver Peak จึงมีคุณสมบัติการปรับเส้นทางที่ล้ำหน้า ความสามารถนี้ช่วยแก้ปัญหาแพคเก็ตสูญหายและไม่เรียงลำดับด้วยการปรับโครงสร้างหรือเรียงลำดับใหม่ทางฝั่งผู้รับ จัดการผลกระทบเรื่องแพคเก็ตสูญหายที่มักเกิดขึ้นบนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่ Silver Peak ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่ลงในแพลตฟอร์ม EdgeConnect ที่เรียกว่า “การแบ่งทราฟฟิกออกสู่อินเทอร์เน็ตอย่างชาญฉลาด (Intelligent Internet Breakout)” ที่เพิ่มประสิทธิภาพให้ทราฟฟิกของแอปพลิเคชัน SaaS

ด้วยความสามารถในการแบ่งทราฟฟิกออกสู่อินเทอร์เน็ตอย่างชาญฉลาด EdgeConnect จะระบุและจำแนกแอปพลิเคชันโดยอัตโนมัติ แล้วเลือกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเชื่อมต่อผู้ใช้ไปยังแอปพลิเคชัน SaaS โดยอิงจากประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ เมื่อมีบริการอินเทอร์เน็ตตั้งแต่สองรายการขึ้นไปให้ใช้งาน คุณสมบัติอันเป็นจุดเด่นนี้ช่วยเพิ่มความอัจฉริยะในการเลือกเส้นทางให้กับลูกค้า ด้วยการออกอินเทอร์เน็ตที่สำนักงานสาขาโดยตรง เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานของแอปพลิเคชัน SaaS ออกมาดีที่สุด

บ่อยครั้งที่ลูกค้ามีลิงก์ WAN สองถึงสามลิงก์ในสำนักงานสาขาที่อยู่ห่างไกลเพื่อเพิ่มความพร้อมใช้งานและประสิทธิภาพให้กับเครือข่ายและแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้กับลิงก์อินเทอร์เน็ตของเครือข่าย WAN EdgeConnect จะคอยตรวจสอบประสิทธิภาพของลิงก์แบบเรียลไทม์ด้วยการวัดค่า Packet Loss, Latency, Jitter และ MOS (Mean Opinion Score) อย่างต่อเนื่อง EdgeConnect ใช้การเรียนรู้จากสถิติเพื่อกำหนดลิงก์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการแบ่งทราฟฟิกออกสู่อินเทอร์เน็ต แล้วจึงคงประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันในระดับสูงสุดเอาไว้ วิธีนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแบ่งทราฟฟิกออกสู่อินเทอร์เน็ตเพื่อมอบประสิทธิภาพของ SaaS และแอปพลิเคชันคลาวด์ในระดับสูงสุด (ดูภาพที่ 1) การกำหนดค่านโยบายเหล่านี้เป็นไปโดยอัตโนมัติสำหรับอินเทอร์เฟซการจัดการ Unity Orchestrator™ ของ Silver Peak และไม่ต้องกำหนดค่าแบบแมนวลแต่อย่างใด Unity Orchestrator ยังช่วยกำหนดค่านโยบายอัตโนมัติในการค้นหาเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับทราฟฟิกนั้นๆ ไม่ว่าจะในโครงสร้าง SD-WAN เครือข่าย MPLS หรือบริการ WAN ก็ตาม ในกรณีที่ลิงก์อินเทอร์เน็ตหลักทั้งคู่ทำงานด้อยลงหรือไม่สามารถใช้งานได้ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก (ดูภาพที่ 2)

ภาพที่ 1: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้กับลิงก์อินเทอร์เน็ต WAN (ISP 1 and ISP 2) EdgeConnect จะคอยตรวจสอบประสิทธิภาพของลิงก์ทั้งสอง ด้วยการวัดค่า Packet Loss, Jitter, Latency และ MOS (Mean Opinion Score) อย่างต่อเนื่อง EdgeConnect เลือก ISP 1 เพื่อส่งทราฟฟิกไปยังแอปพลิเคชัน SaaS โดยใช้การเรียนรู้จากสถิติ
ภาพที่ 2: หากการเชื่อมต่อทั้ง ISP 1 และ ISP 2 ไม่สามารถใช้งานได้ EdgeConnect จะเลือกบริการส่งข้อมูลสำรองตามที่กำหนดค่าไว้โดยอัตโนมัติ เพื่อส่งต่อทราฟฟิกไปยัง Data Center

ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ปลายทางมีคุณภาพสูงสุด

การเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งแพคเก็ตช่วยลด Latency ที่เพิ่มขึ้นซึ่งเกิดขึ้นกับแอปพลิเคชัน SaaS และปริมาณงานใน IaaS ได้ ทั้งยังมอบประสบการณ์การใช้งานที่มีคุณภาพสูงสุดให้กับผู้ใช้ และสร้างความพึงพอใจให้ทั้งลูกค้า ผู้ที่อาจเป็นลูกค้า และพนักงานได้ นอกจากนี้ การแบ่งทราฟฟิกออกสู่อินเทอร์เน็ตอย่างชาญฉลาดยังใช้ในการแก้ไขปัญหาการทำงานที่มีประสิทธิภาพต่ำหรือการหยุดทำงานชั่วขณะที่เกิดขึ้นกับการเชื่อมต่อทุกรูปแบบได้โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น หากสำนักงานสาขาใช้การเชื่อมต่อแบบ MPLS หนึ่งจุด และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกหนึ่งจุด ก่อนที่จะส่งข้อมูลผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อุปกรณ์ EdgeConnect จะตรวจสอบคุณภาพการเชื่อมต่อก่อน หากในบางกรณี ตรวจพบว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีค่า Loss, Latency, Jitter หรือ MOS เกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ อุปกรณ์ EdgeConnect จะเลือกการเชื่อมต่อแบบ MPLS โดยอัตโนมัติเพื่อส่งแพคเก็ต วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แอปพลิเคชันขององค์กรยังสามารถทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะโฮสต์ใน Data Center โฮสต์ใน IaaS, UCaaS หรือ SaaS ก็ตาม คุณสมบัติใหม่ในการแบ่งทราฟฟิกออกสู่อินเทอร์เน็ตอย่างชาญฉลาดของ Silver Peak นี้จึงช่วยเพิ่มผลิตภาพให้ธุรกิจ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจไปพร้อมกัน

บทความนี้ถูกเขียนโดย Karan Singh Dagar ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ Silver Peak 

ที่มา: https://blog.silver-peak.com/modern-cloud-first-enterprises-require-intelligent-internet-breakout



About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Tableau & AWS Webinar: ใช้ประโยชน์จากพลังของโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลแบบคลาวด์อันทันสมัย [27 ต.ค. 2020 เวลา 10.00น.]

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ Chief Data Officer, Data Scientist, Data Analyst, Data Engineer, IT Manager, ผู้ดูแลระบบ IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง Tableau & AWS Webinar ในหัวข้อเรื่อง "ใช้ประโยชน์จากพลังของโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลแบบคลาวด์อันทันสมัย" เพื่อทำความรู้จักกับภาพรวมของการวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจองค์กรอย่างครบวงจรบน Cloud ด้วยเครื่องมือจาก Amazon Web Services (AWS) และ Tableau ในวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2020 เวลา 10.00 – 11.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

Microsoft เปิดตัว Azure Space รุกสู่ธุรกิจอวกาศ พร้อมเผยความร่วมมือกับ SpaceX

Microsoft ได้ออกมาประกาศเปิดตัวถึงการนำบริการ Microsoft Azure ไปสู่อุตสาหกรรมด้านอวกาศภายใต้ชื่อ Azure Space พร้อมเผยถึงความร่วมมือกับ SpaceX ในการบริการด้านโครงข่ายเชื่อมต่อ Cloud