Blockchain กลายเป็นเทคโนโลยีที่เริ่มเป็นที่พูดถึงให้ได้ยินกันบ่อยๆ และหลังจากนี้ก็คงจะเป็นคำที่ได้ยินกันมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นเทคโนโลยีที่น่าจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราทุกคน ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอเขียนสรุปเทคโนโลยี Blockchain ฉบับคนทั่วไปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

ทั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai ก็ต้องขอแจ้งเอาไว้ก่อนเลยว่าวัตถุประสงค์ของบทความนี้คือเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ทำความรู้จักกับ Blockchain ดังนั้นในบทความนี้เราจะตัดศัพท์เทคนิคและเนื้อหาเชิงลึกของ Blockchain ออกไปพอสมควร และอาจมีปรับเนื้อหาบางส่วนให้เข้าใจง่ายเป็นหลัก เพื่อให้พอเห็นภาพของเทคโนโลยีและประโยชน์ของมันเป็นหลักครับ ดังนั้นเนื้อหาก็อาจจะไม่ถูกต้องครบถ้วน 100% นักและอาจขัดใจกับสายเทคนิคบ้างเหมือนกัน ดังนั้นใครที่สนใจเพิ่มเติมในเชิงลึกกว่านี้แนะนำให้หาเนื้อหาฉบับเต็มอ่านเพิ่มเติมได้เลยครับผม
เมื่อก่อนและปัจจุบัน การทำธุรกรรมต้องมีตัวกลาง
ก่อนอื่นเราต้องพูดถึงประเด็นเรื่องตัวกลางกันก่อนเลย เพราะนี่คือสิ่งที่ Blockchain ได้เข้ามามีบทบาทสูงสุดแล้ว
โดยทั่วไปแล้ว การทำธุรกรรมหรือสัญญาใดๆ ระหว่างคนหรือองค์กร 2 ฝ่ายนั้น ที่ผ่านมาต้องมีตัวกลางซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของคนหรือองค์กรเข้ามาในฐานะบุคคลภายนอกที่จะมาเป็นพยานยืนยันถึงการมีตัวตนของธุรกรรมหรือสัญญานั้นๆ เผื่อถ้าหากวันหนึ่งมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดสัญญาหรือธุรกรรมนั้นๆ ก็จะได้มีตัวกลางนี้มาช่วยในการยืนยันให้ได้นั่นเอง ตัวอย่างของตัวกลางที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ธนาคาร ที่เป็นตัวกลางทางด้านการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ มาโดยตลอด แต่การมีตัวกลางนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจการเงินเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงทุกๆ ธุรกิจทุกรูปแบบ
ประเด็นเรื่องการทำธุรกรรมหรือสัญญานี้ หากมองจากมุมเทคโนโลยีแล้ว ที่ผ่านมานั้นองค์กรต่างๆ มักมีการจัดเก็บเอกสารสัญญาหรือข้อมูลธุรกรรมในรูปแบบของข้อมูล Digital ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือบันทึกลงไปยังฐานข้อมูล (Database) ก็ตาม และแต่ละฝ่ายที่ทำธุรกรรมหรือสัญญาร่วมกันนั้นต่างก็ต้องเก็บข้อมูลในฝั่งตัวเองเอาไว้ แต่เนื่องจากว่าเทคโนโลยีเดิมๆ นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันว่าข้อมูลที่ถูกจัดเก็บระหว่างคนหรือองค์กร 2 ฝ่ายที่ทำธุรกรรมนั้นจะต้องถูกต้องเหมือนกันเสมอ และมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจมีการแก้ไขข้อมูลในฝั่งของตัวเอง ดังนั้นคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางก็ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้้เอาไว้เพื่อให้สอบเทียบกันได้ในภายหลัง
Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่จะมาแทนตัวกลางเหล่านี้
จริงๆ แล้ว Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีรายละเอียดเชิงลึกเยอะพอสมควร แต่เพื่อให้บทความนี้เข้าใจง่ายที่สุด เราจึงขอตัดเฉพาะความสามารถเด่นๆ ที่คนทั่วไปควรทราบมานำเสนอเหลือเพียงดังนี้
- ทุกๆ ข้อมูลที่มีการบันทึกลงไปใน Blockchain นั้นจะไม่สามารถถูกลบออกไปได้ และสามารถติดตามลำดับการบันทึกข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดได้อย่างโปร่งใส
- ข้อมูลภายใน Blockchain นี้จะถูกกระจายไปจัดเก็บบน Hardware หลายๆ เครื่องซึ่งเราจะเรียก Hardware แต่ละชุดนี้ว่า Node โดยจะมีการรับประกันว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเหมือนกันทั้งหมด ซึ่ง Node เหล่านี้จะเก็บเอาไว้ในองค์กรเดียวกัน หรือกระจายช่วยกันเก็บในหลายองค์กรก็ได้เช่นกัน
- การบันทึกข้อมูลใดๆ ลงไปใน Blockchain นั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันจาก Node อื่นๆ ตามเงื่อนไขการตรวจสอบที่กำหนด ก่อนที่จะมีการบันทึกข้อมูลเหล่านั้นเข้าระบบและกระจายให้ Node ต่างๆ บันทีกข้อมูลชุดเดียวกันลงไป เพื่อให้สามารถปรับใช้งานได้ตามความต้องการ
- รองรับการเข้ารหัสสำหรับข้อมูลแต่ละชุดได้ ดังนั้นถึงแม้ข้อมูลของเราจะถูกกระจายไปยัง Node อื่นๆ และอาจถูกบางคนมองเห็น แต่คนอื่นๆ ก็จะไม่สามารถถอดรหัสข้อความของเราได้ นอกจากตัวเราเองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านี้ที่เราอนุญาตให้เข้าถึงได้เท่านั้น
เมื่อนำความสามารถหลักๆ เหล่านี้เข้ามาประกอบกัน เราก็จะได้ “ระบบที่มีความน่าเชื่อถือสูงและมีความโปร่งใส” เพื่อใช้ “ทดแทนตัวกลางในการทำธุรกรรมหรือสัญญาใดๆ” ได้ทันที เพราะเรามั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกลงไปในระบบของ Blockchain นี้จะถูกต้องเสมอ (ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะบันทึกข้อมูลลงไปผิดเองแต่แรก) ไม่มีการถูกปลอมแปลงเด็ดขาด และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมหรือสัญญาก็จะเห็นข้อมูลนี้เป็นชุดเดียวกันอย่างแน่นอน
ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ระบบ Database เดิมๆ นั้นยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ดีนักในเชิงธุรกิจ และทำให้ Blockchain นั้นกลายเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากในเวลานี้
ประโยชน์ของ Blockchain
ประโยชน์หลักๆ ของ Blockchain มีดังนี้
- มีความโปร่งใสสูง สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้จากทุกฝ่าย
- ไม่สามารถเกิดการทุจริตได้ เพราะข้อมูลไม่สามารถถูกปลอมแปลงได้
- เมื่อธุรกรรมหรือสัญญาถูกจัดเก็บในรูปของข้อมูล การนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลเพื่อบังคับให้ทำตามสัญญาหรือธุรกรรมต่างๆ เหล่านั้นก็สามารถทำได้โดยอัตโนมัติ และยังนำไปประยุกต์ใช้รูปแบบอื่น เช่น การแจ้งเตือนเมื่อสัญญากำลังจะหมดอายุได้ เป็นต้น
- เมื่อการทำธุรกรรมหรือสัญญาเหล่านี้ไม่ต้องมีตัวกลาง ก็จะสามารถประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายลงไปได้อีกมาก
ดังนั้นเรียกได้ว่า Blockchain นั้นจึงนำมาประยุกต์ใช้ทำอะไรได้หลากหลายมาก ถ้าหากสิ่งเหล่านั้นต้องการ “ความโปร่งใส” และ “ความน่าเชื่อถือ” นั่นเอง (จริงๆ แล้ว Blockchain ยังมีประโยชน์อีกมากกว่านี้ครับ แต่เราอาจต้องลงลึกถึงเทคโนโลยีของ Blockchain กันเกินไปกว่านี้เลยไม่ได้เขียนถึง)
จะนำ Blockchain ไปใช้งานต้องทำอะไรบ้าง?
เนื่องจาก Blockchain นี้เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลเท่านั้น ดังนั้นในการนำ Blockchain ไปใช้งานก็ต้องมีการพัฒนา Application ขึ้นมาทำงานร่วมกับ Blockchain อีกทีหนึ่ง เพื่อทำการจัดเก็บข้อมูลที่เราต้องการให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในระบบของ Blockchain และเปิดให้ผู้ใช้งานคนอื่นๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลภายใน Blockchain หรือบันทึกข้อมูลลงไปยังระบบของ Blockchain ได้อย่างง่ายดาย
ตัวอย่างการนำ Blockchain ไปใช้งานที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
ตัวอย่างของการนำ Blockchain ไปใช้งานมีดังนี้
- ใช้งานในธุรกิจที่มีการทำธุรกรรมหรือสัญญาเป็นหลัก เช่น การเงิน, การทำประกัน โดยสามารถใช้งานแทนเอกสารในรูปแบบเดิมๆ ได้เลย
- ใช้งานในธุรกิจที่ต้องการความโปร่งใส เช่น การบริจาคเงินให้กับองค์กรหรือบุคคลต่างๆ ก็จะมั่นใจได้ว่าเงินนั้นจะไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน
- ใช้ในการติดตามสินค้าต่างๆ เช่น การติดตามเส้นทางขนส่งของอาหารสดแต่ละชิ้น ก็จะทำให้ทราบได้ทันทีว่าวัตถุดิบรายการไหนถูกส่งออกมาจากฟาร์มแห่งใด, ขายไปยังลูกค้ารายใด, หมดอายุวันไหน รวมถึงหากเกิดปัญหากับสินค้าชิ้นนั้นๆ ก็สามารถสืบสวนไปถึงต้นตอได้ทันที เป็นต้น
- การสำรองข้อมูลย้อนหลังให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกทำลายหรือไม่ถูกเปลี่ยนแปลง ก็สามารถใช้ Blockchain ในการบันทึกข้อมูลที่ต้องการสำรองเอาไว้ได้
- ล่าสุดนี้ในประเทศไทย ก็มีการนำ Blockchain มาเปิดบริการการจัดเก็บเอกสารสำหรับใช้ทำสัญญาโดยเฉพาะแล้วเช่นกัน
จะเห็นได้ว่าการนำ Blockchain มาใช้เหล่านี้ก็จะเน้นไปที่ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของข้อมูลเป็นหลักนั่นเอง
เรื่องราวของ Blockchain เชิงลึกยังมีมากกว่านี้อีกเยอะ
อันที่จริงแล้วทั้งหมดที่เล่ามานี้เป็นเพียงผิวของ Blockchain เท่านั้น และบางประเด็นของเทคโนโลยี Blockchain ในบทความนี้ก็มีเงื่อนไขต่างๆ อยู่บ้าง แต่ทางทีมงานก็พยายามจะเลือกเรื่องมาเขียนให้คนทั่วไปอ่านเข้าใจง่ายที่สุดครับจึงต้องตัดอะไรออกไปเยอะพอสมควร สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆ เกี่ยวกับ Blockchain ก็จะมีหนังสือเล่มที่หลายๆ คนแนะนำกันก็คือ Blockchain Revolution https://www.amazon.com/Blockchain-Revolution-Technology-Changing-Business/dp/1511357673 นะครับ ลองไปหาซื้อมาอ่านกันได้ครับ
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






