รู้จัก Piton: Open Source CPU แบบ 25-Core ที่เพิ่มขยายสูงสุดได้ 200,000 Cores ในระบบเดียว

Open Source CPU ขนาด 200,000 Cores ภายใน Server เครื่องเดียว สำหรับงาน High Performance Computing โดยเฉพาะ

Credit: Princeton University
Credit: Princeton University

ในงาน Hot Chips นักวิจัยจาก Princeton University ได้ออกมาประกาศถึงโครงการ Piton ซึ่งเป็นการวิจัย Open Source CPU แบบ 25-Core ที่ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะรองกับการเพิ่มขยายสูงสุดได้ถึง 200,000 Cores จากการทำงานร่วมกันของ CPU 80 ชุดได้ โดยงานวิจัยนี้ต่อยอดขึ้นมาจาก CPU สถาปัตยกรรม OpenSparc ซึ่งเป็นเวอร์ชัน Open Source ของ Oracle Sparc T1 และใช้เทคโนโลยีการสร้าง CPU ขนาด 32 นาโนเมตรจาก IBM

Piton นี้ถูกออกแบบมาให้แต่ละ Core มีความเร็ว 1GHz และสื่อสารร่วมกันแบบ Mesh โดยเมื่อติดตั้ง CPU หลายๆ ชุดร่วมกัน แต่ละ CPU จะสื่อสารระหว่างกันและเชื่อมต่อไปยัง RAM หรือ Storage ผ่าน Bridge แบบ Daisy Chain โดยมีจุดเด่นคือการออกแบบระบบ Distributed Cache ขนาด 1.6MB ต่อ CPU และ Unidirectional Link ที่ทำให้ CPU จำนวนมากทำงานร่วมกันภายใน Server เครื่องเดียวและกลายเป็นเครื่องขนาดใหญ่มากได้ด้วย Mini-router ที่ทำงานอยู่บนแต่ละ Core อีกทั้งยังรองรับการประมวลผล Floating Point ได้ เพื่อรองรับงานกลุ่ม High Performance Computing (HPC) โดยเฉพาะ

ปัจจุบัน Piton นี้ถือเป็นงานวิจัยทางด้าน CPU ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงการการศึกษา ด้วยจำนวน Transistor ภายในมากถึง 460 ล้านตัว แต่ถ้าหากนับที่จำนวน Core ต่อ CPU ตำแหน่งนี้จะตกเป็นของ KiloCore จาก University of California ที่มีมากถึง 1,000 Core ภายใน CPU เดียวไปแทน


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

บริหารองค์กรได้เหนือชั้นกว่าด้วยระบบ Data Center ยุคใหม่กับ VxRail

มารู้จักกับ VxRail Hyper-Converged อุปกรณ์ที่ช่วยให้องค์กรจัดการระบบ Server, Storage และ Softwareได้ง่าย ครบจบในที่เดียว

Veeam Availability Orchestrator v2 ออกแล้ว! พร้อมตอบโจทย์การทำ DR ในทุกองค์กร

Veeam ได้ประกาศออก Availability Orchestrator v2 แล้วซึ่งเปิดตัวเวอร์ชันแรกไปในปี 2018 โดยเวอร์ชันใหม่มีการเพิ่มขีดความสามารถให้ใช้งานได้ง่ายและรองรับการทำ DR ให้กับทุกองค์กร