รู้จักกับ Apstra Data Center Director โซลูชันจัดการเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Intent-based Networking

การสร้างเครือข่ายระดับดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเสมอมา อย่างน้อยที่สุดที่ผู้ดูแลระดับดาต้าเซ็นเตอร์อาจต้องเผชิญกับอุปกรณ์คนละยี่ห้อ ที่ต้องทราบถึงคำสั่งเฉพาะ การอิมพลีเม้นต์ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละส่วน ซึ่ง Intent-based Networking คือแนวคิดที่จะช่วยเอาชนะความซับซ้อนเหล่านั้น Apstra คือผู้เล่นรายแรกๆที่บุกเบิกเทคโนโลยีนี้ให้รองรับโซลูชันเครือข่ายระดับดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างกว้างขวาง เทียบกับคู่แข่งอื่นๆที่ยังคงจำกัดเฉพาะโซลูชันของตัวเอง

ในบทความนี้เราขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ Apstra Data Center Director จาก HPE Networking ที่จะช่วยให้การจัดการเครือข่ายระดับดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าในอดีต จะเป็นอย่างไรนั้นมาติดตามกันได้เลย

credit : HPE Networking

เราคงไม่สามารถเข้าเรื่องเกี่ยวกับ Apstra Data Center Director จาก HPE Networking ได้เลยถ้าไม่กล่าวถึงคอนเซปต์ Intent-based Networking เพราะพวกเขาถือเป็นผู้เล่นรุ่นบุกเบิกที่เปิดตลาดเชิงพาณิชย์ในแนวคิดนี้

โดยปกติแล้ว Network Engineer จะต้องป้อนคำสั่งให้อุปกรณ์โดยลำดับในทุกขั้นตอน และค่อยๆไล่ทำไปทีละส่วนจนครบทั้งเครือข่าย ซึ่งมีผลลัพธ์เชิงประจักษ์มากมายเกี่ยวกับการตั้งค่าผิดพลาดที่กระทบต่อการให้บริการแม้กระทั่งผู้ให้บริการระดับโลกก็มีให้เห็นอยู่ต่อเนื่อง ทั้งนี้เครือข่ายของดาต้าเซ็นเตอร์มีแต่จะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น จากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ ความต้องการระดับ AI และ ระบบเครือข่ายของ Virtualization และ Container 

ด้วยความซับซ้อนที่เกิดขึ้นผู้คนจึงพยายามปรับปรุงให้ปฏิบัติการเป็นไปได้กึ่งอัตโนมัติด้วยการใช้สคิร์ปต์ จนกระทั่งมาถึงคลื่นลูกใหญ่ Software-defined ที่เป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ผ่านความรวดเร็ว คล่องตัวจากซอฟต์แวร์ รวมถึงการก้าวเข้าสู่คอนเซปต์ของ Intent-based Networking ที่ต่อยอดมาจากโอกาสใหม่ๆเช่นนั้น แปลงภาษาเชิงธุรกิจสู่ปฏิบัติการทางเทคนิค และโดยหลักการแบ่งได้เป็น 5 ขั้นตอนคือ

  • Intent Definition – แจ้งความประสงค์ว่าอยากได้ผลลัพธ์อะไรแก่ระบบ
  • Translation – แปลงความต้องการเป็นการตั้งค่าอุปกรณ์และ Policy
  • Validation – ตรวจสอบความถูกต้องว่าไม่ละเมิดขัดแย้งต่อนโยบายความปลอดภัยหรือระเบียบข้อบังคับที่มีใช้อยู่แล้ว
  • Automation & Enforcement – บังคับใช้การตั้งค่า(Config) แก่อุปกรณ์ในเครือข่าย
  • Assurance – เฝ้าติดตามว่าเครือข่ายยังคงประพฤติตัวตามที่วัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ สามารถแจ้งเตือนหรือแก้ไขหากมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เบี่ยงเบนไปจากผลลัพธ์เครือข่ายที่คาดหวัง

Apstra ได้นำเสนอคอนเซปต์ Intent-based Networking กับงานระดับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจุดเด่นคือพวกเขาสามารถรองรับโซลูชันได้หลายค่าย ต่างกับคู่แข่งในท้องตลาดส่วนใหญ่ที่จำกัดเพียงแค่อุปกรณ์ของตนเอง โดยในส่วนถัดไปเราจะเล่าถึงแนวคิดการทำงานของ Apstra และไฮไลต์ที่น่าสนใจ

Intent-based Networking(IBN) เป็นการบอกความต้องการให้กับระบบที่แปลสู่ผลลัพธ์ได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้เห็นภาพว่าแนวคิดนี้ง่ายเพียงใด ลองมาดูตัวอย่างคำสั่งเหล่านี้ “ฉันต้องการเชื่อม 5 ตู้แร็กของส่วนประมวลผลเข้ากับตู้แร็กของสตอเรจในลักษณะ East-West ด้วยแบนวิดท์ที่ 1 Tb/s” หรือ “ฉันต้องการเชื่อมต่อกับ VM 1,000 ตัวด้วยเส้นทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด” หรือ “ฉันต้องการเปลี่ยน Switch จากค่าย C เป็นค่าย A ที่ทำงานได้เท่าเทียมกัน” หลักจากคำถามเหล่านี้ถูกป้อนสู่ระบบ Apstra OS จะทำการสรรค์สร้าง Config พร้อมทดสอบในรูปแบบต่างๆ เพื่อผลักสู่การใช้ ซึ่งหลักจากนั้นยังคอยเก็บข้อมูล Telemetry เพื่อตรวจสอบว่าระบบยังคงทำงานได้ตามต้องการหรือไม่

Apstra มีความสามารถตามพื้นฐานของ IBN ตามข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งไฮไลต์สำคัญที่น่าสนใจคือ

credit : HPE Networking

1.) Apstra Data Center Director ทำให้การจัดการเครือข่ายในดาต้าเซ็นเตอร์ง่ายขึ้น

ผู้ปฏิบัติการดูแลระบบมักไม่ใช่คนเดียวกับที่ออกแบบ ซึ่งผู้ปฏิบัติงานอาจไม่ทราบข้อมูลภาพรวมได้เท่ากับผู้ออกแบบ ในขณะที่ผู้ออกแบบก็ไม่ได้เผชิญกับการปรับเปลี่ยนเครือข่ายที่หน้างาน แต่การรวมศูนย์จาก Apstra จะทำให้องค์กรมีฐานข้อมูลในภาพเดียวกัน ทราบถึงข้อจำกัดของระบบ แต่สามารถติดตามกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงได้ผ่าน Graph Database 

2.) Apstra Data Center Director เปรียบเสมือนผู้ช่วยชั้นดีให้งาน Day 2 Operation

การติดตามระบบหลังจากระบบเสร็จสมบูรณ์ไม่ใช่งานหมูๆ ยิ่งระบบมีขนาดใหญ่แต่ขาดเครื่องมือวิเคราะห์เครือข่ายยิ่งเป็นเรื่องยาก แต่ Apstra มีระบบที่คอยติดตามว่าระบบยังคงทำหน้าที่ได้ตามที่ถูกคาดหวัง ซึ่งยังมีเครื่องมือที่ช่วยให้แอดมินสร้างเงื่อนไขในการตรวจสอบระบบเพื่อสกัดเอา Insights ที่สนใจออกแสดงผลบน Dashboard ได้ รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลสถิติย้อนหลังเพื่อศึกษาแนวโน้มการทำงานได้ด้วย

credit : HPE Networking

3.) แก้ไขความผิดพลาดได้ทันทีด้วย Time Voyager

ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรที่จะจัดการสิ่งนี้ให้รวดเร็วที่สุด ถ้าหากทำแบบเดิมคุณต้องเข้าใจอุปกรณ์หลายยี่ห้อและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกันในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้เวลานาน แต่ด้วยฟีเจอร์ Time Voyager จะช่วยให้แอดมินสามารถย้อนกลับหรือไปยังสถานะที่ต้องการได้ในไม่กี่คลิก นี่เป็นข้อดีจากเรื่องของ Graph Database และความสามารถตรวจสอบความถูกต้อง(Assurance)

4.) รองรับการเทรนด์ Data Center Interconnect

ความต้องการในงานประมวลผลกลายเป็นกระแสของการเชื่อมต่อหลายศูนย์การประมวลผลเพื่อรองรับในงานต่างๆ ที่ AI ก็เป็นหนึ่งในกรณีนี้ ซึ่ง Data Center Director รองรับมาตรฐาน EVPN-VXLAN ที่ทำให้ขยายเครือข่าย L2 ออกไปไกลว่าขอบเขตที่ดูแลโดย Data Center Director รองรับการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ เช่น Load Balance, DR, Migration และการแบ่งใช้ทรัพยากร

5.) อิสระในทุกการใช้งาน รองรับงานได้ทั้งเล็กไปจนถึงใหญ่

Apstra Data Center Director ถูกออกแบบมาเพื่อเผชิญกับปริมาณการใช้งานขนาดใหญ่ รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง 3-Stage และ 5-Stage Clos หรือแม้กระทั่งงานระบบ Edge ที่กระจัดกระจายก็สามารถรวมศูนย์การจัดการได้ด้วยโซลูชันนี้ นอกจากนี้ภายในโซลูชันยังมี Template ในการออกแบบที่มีรองรับ Use Case แทบทุกประเภท เช่น งาน AI Training Cluster ที่เน้นทราฟฟิคเข้มข้นระหว่าง GPU-to-GPU เป็นต้น แต่หาก Template ไม่รองรับกับความต้องการ โซลูชันยังมีเครื่องมือให้ออกแบบได้อย่างอิสระครอบคลุมโปรโตคอล ฟีเจอร์ และสถาปัตยกรรมที่คุณต้องการได้ ที่ให้ประสบการณ์การทำงานได้อย่างปกติ

6.) รองรับการทำงานร่วมกับ VMware

ในระดับดาต้าเซ็นเตอร์มีโอกาสสูงที่จะต้องเผชิญกับ Virtualization ซึ่ง Data Center Director รองรับการเชื่อมต่อกับ VMware NSX-T และ vCenter เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการสามารถทำงานร่วมกับงาน Virtual ได้ง่ายขึ้น และยังช่วยทดสอบปัญหาต่างๆได้ด้วย เช่น LACP ฯลฯ

7.) Flow Insights ข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การแก้ปัญหา

Flow Insights เป็นโซลูชัน Network Observability ที่ไม่ติดข้อจำกัดเรื่องแบรนด์ของอุปกรณ์ ซึ่งโซลูชันสามารถให้ข้อมูลที่นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ เช่น รูปแบบของทราฟฟิค ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทางปลายทาง ฯลฯ โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถเข้าใจประสิทธิภาพหรือช่วยวิเคราะห์ภาพของปัญหาได้ดีขึ้น 

credit : HPE Networking

Apstra Data Center Director ถูกออกแบบมาในสเกลการใช้งานระดับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในปัจจุบันจะเน้นการรองรับอุปกรณ์แบรนด์ที่มีสเกลกับการใช้งานระดับดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น ที่มักหมายถึงสถาปัตยกรรมแบบ Spine & Leaf แต่ก็สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ในหน้าที่อื่น เช่น Firewall, Load Balance และอื่นๆได้ แต่ไม่ได้รองรับไปถึงเรื่อง Config นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาเรื่องเชิงเทคนิคเกี่ยวกับฟีเจอร์ของอุปกรณ์ร่วมด้วย 

เปลี่ยนการ Config แบบ Manual ที่กินเวลาหลายสัปดาห์ ให้เหลือเพียงไม่กี่นาทีด้วย Intent-Based Networking จาก Apstra ที่มาพร้อมระบบ Continuous Validation คอยเช็กทุกการเชื่อมต่อว่าตรงตาม “เจตจำนง” (Intent) ของคุณหรือไม่ ถ้าผิด… ครู (Apstra) จะรีบสะกิดบอกทันที! 

อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถของ Intend-based Networking ที่ครอบคลุมแบรนด์อื่นๆแล้ว กล่าวได้ว่า Apstra Data Center Director สามารถลดต้นทุนและในการทำงานของงานเครือข่ายในดาต้าเซ็นเตอร์ และ Hyperscaler ได้อย่างน่าประทับใจและคุ้มค่าแก่การลงทุน 

สนใจโซลูชันของ Apstra Data Center Director หรือโซลูชันอื่นๆของ HPE Networking ติดต่อทีมงาน SiS Distribution (Thailand) PCL. ได้ที่ HPEAruba@sisthai.com หรือ Line ID: @sisaruba   

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

เปิดตัว Proxmox Virtual Environment 9.2 มาพร้อมกับ Dynamic Load Balancer ในตัว

Proxmox Server Solutions ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Proxmox Virtual Environment (VE) 9.2 แล้วอย่างเป็นทางการ โดยชูจุดเด่นเรื่องการเสริม Dynamic Load Balancer, การเสริมความสามารถด้าน Software-Defined Networking (SDN) และความสามารถในการรองรับ Custom CPU ได้

Confluent ยกระดับ Real-Time AI ให้ง่ายและปลอดภัย พร้อมรองรับการขยายตัวระดับองค์กร [PR]

Confluent บริษัทในเครือของ IBM และผู้บุกเบิกด้าน Data Streaming ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดใน Confluent Intelligence และ Confluent Cloud ที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาและเสริมความปลอดภัยให้กับระบบ AI แบบเรียลไทม์ …