ยกระดับการป้องกันเครือข่ายได้อย่างมั่นใจและครอบคลุม ด้วย Hillstone Networks Intrusion Prevention System

ในแนวหน้าของการป้องกันระดับเครือข่าย นอกจาก Firewall ที่ทุกองค์กรมีกันแล้ว ยังมีโซลูชันอีกหนึ่งตัวที่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึงนั่นก็คือ IPS ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละอุปกรณ์ก็มีหน้าที่ของตนที่แตกต่างกันไป โดยแม้อุปกรณ์เพียงตัวเดียวอาจมาพร้อมกับฟีเจอร์มามากมาย แต่ในทางปฏิบัติจริงการเปิดทุกฟีเจอร์ก็อาจลดทอนศักยภาพในหน้าที่หลัก ด้วยเหตุนี้เองการมีโซลูชันที่ถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่อย่างเฉพาะ ย่อมเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

ในบทความนี้เราจะขอพาทุกท่านไปรับชมกันถึงประโยชน์การที่ต้องมี Network Intrusion Prevention System (NIPS) และทางเลือกจาก Hillstone Networks ผู้เชี่ยวชาญในโซลูชันด้าน Cyber Security ครับ

ทำความรู้จักกับ Network Intrusion Prevention System (NIPS)

IDS/IPS เป็นชื่อที่คุ้นหูผู้คนมานานตั้งแต่สมัยอดีต หมายถึงโซลูชันด้านการป้องกันระดับเครือข่ายจำพวกหนึ่ง ทั้งนี้ไอเดียง่ายๆสำหรับแบ่งแยกคำจำกัดความทั้งสองก็คือ IDS จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติซึ่งเมื่อพบแล้วก็จะทำหน้าที่รายงานหรือแจ้งเตือนต่อผู้เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้ยับยั้งหรือตอบสนองพฤติกรรมด้วยตนเอง แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าที่มีระบบสักตัวหนึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังเหตุการณ์แทนคน

เช่นกัน IPS ก็ทำหน้าที่ติดตามพฤติกรรมน่าสงสัย แต่มีความสามารถตอบสนองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรายงาน บล็อก หรือดร็อปทราฟฟิคที่เป็นเหตุอันน่าเชื่อได้ว่าเป็นภัยต่อระบบ ซึ่งไอเดียของ IDS/IPS แบ่งระดับความสนใจออกเป็น 4 ความเฉพาะทางคือ

1.) Network Intrusion Prevention System (NIPS) – ติดตามกิจกรรมของโปรโตคอลในเครือข่ายทั้งหมด เพื่อจับตาดูเหตุการณ์ที่ผิดแปลกหรืออาจเป็นภัยต่อระบบ

2.) Wireless Intrusion Prevention System (WIPS) – คล้ายกันกับ NIPS แต่จะเจาะจงไปที่ทราฟฟิคของระบบเครือข่ายไร้สาย

3.) Network Behavior Analysis (NBA) – เข้าไปสำรวจ ตรวจสอบทราฟฟิคระดับเครือข่ายเพื่อค้นหาภัยคุกคามที่ก่อให้เกิด Flow ของทราฟฟิคนั้นเช่น DDoS, Malware หรือ การละเมิดนโยบาย

4.) Host-based Intrusion Prevention System (HIPS) – เป็นซอฟต์แวร์ที่จับตาล้อมกรอบเฉพาะโฮสต์นั้นๆ ถึงพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยอาศัยข้อมูลอีเว้นต์ที่เกิดขึ้นของโฮสต์

กลไกการป้องกันของ IPS สามารถจำแนกได้ 3 มุมมองคือ

1.) ใช้ Signature หรือฐานข้อมูลที่รวบรวมรูปแบบการโจมตีหรือลักษณะของภัยคุกคามที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

2.) ตรวจสอบพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเดิม โดยระบบจะมีการเรียนรู้ว่าพฤติกรรมปกติที่ใช้กันอยู่จริงควรเป็นอย่างไร ด้วยอัลกอริทึมด้าน Machine Learning ซึ่งเรียกแนวทางนี้ว่า Anomaly

3.) ผู้ดูแลสามารถเข้าไปกำหนดนโยบายการใช้งานที่ควรจะเป็นเอาไว้ได้ หากมีการละเมิดข้อกำหนดนี้ค่อยให้จัดการต่อว่าจะทำอย่างไร เรียกแนวทางนี้ว่า Policy

มี Firewall อยู่แล้วจำเป็นต้องใช้ NIPS อีกหรือไม่

น่าจะเป็นคำถามที่รบกวนผู้คนมากมายว่า หากตนมี Firewall อยู่แล้วเหตุใดต้องลงทุนกับ NIPS อีก ซึ่งมีเหตุผลอยู่หลายข้อ ประการแรก โดยทั่วไปแล้วงานหลักของ Firewall คือการเปิดและปิดกั้นทราฟฟิคตามโปรโตคอลหรือพอร์ต เพื่อช่วยองค์กรในการกระชับพื้นที่ใช้งานเปิดเฉพาะช่องทางที่จำเป็น ไม่เปิดเผยผิวสัมผัสอื่นๆมากเกินไป แต่ปัญหาสำคัญก็คือจะเห็นได้ว่าสุดท้ายแล้วการโจมตีจากช่องโหว่ก็เกิดขึ้นก็ผ่านมาทางช่องทางธรรมชาติที่เรายังจำเป็นต้องเปิดให้มีการใช้งานอยู่ดี 

ประการที่สอง Firewall ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อโฟกัสกับการตรวจสอบคุณภาพของคอนเท้นต์ว่าเป็นเนื้อหาที่ถูกต้องหรือไม่ อย่างที่กล่าวไปคือสนใจถึงไปที่มาที่ไปและปริมาณมากกว่า

ประการสุดท้าย NIPS ถูกออกแบบว่าเพื่อตรวจสอบความผิดปกติโดยเฉพาะอะไรที่นอกเหนือจากการทำงานที่ท่านทราบ ควรเป็นหน้าที่พิเศษของ NIPS อีกทั้งยังช่วยป้องกันเรื่องของการใช้งานช่องโหว่กับแอปพลิเคชันต่างๆได้โดยเฉพาะ ยิ่งในกรณีของช่องโหว่ใหม่ที่ Vendor ของแอปเองอาจจะยังไม่มีแพตช์ออกมา NIPS อาจจะให้ความช่วยเหลือท่านใดเพื่อตรวจจับรูปแบบทราฟฟิคที่หวังเจาะระบบเหล่านั้น

มาถึงตรงนี้คงจะพอเห็นภาพกันแล้วว่าโซลูชันแต่ละตัวก็ถูกออกแบบมาให้ทำงานที่ตนถนัดแตกต่างกันไป แม้ในปัจจุบันอุปกรณ์ตัวเดียวอาจมีฟีเจอร์มากมาย แต่เมื่อต้องเปิดใช้งานทุกฟีเจอร์รับมือกับปริมาณของทราฟฟิคอย่างมหาศาล ประสิทธิภาพการทำงานก็อาจตกลง จนผู้ใช้งานบางท่านยอมรับความเสี่ยงด้วยการเปิดใช้การป้องกันเพียงพื้นฐาน ดังนั้นจะดีกว่าไหมหากท่านไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เพิ่มความมั่นใจในแนวการป้องกันด้วย Hillstone Networks Intrusion Prevention System

Hillstone Networks Intrusion Prevention System 

Credit : Hillstone Networks

หากพูดถึงตำแหน่งที่เหมาะสมของ NIPS คงจะหนีไม่พ้นการตั้งอยู่เบื้องหลังของ Firewall เพื่อคัดกรองภัยก่อนปล่อยทราฟฟิคกระจายสู่เน็ตเวิร์คภายใน โดยรูปแบบที่นิยมที่ทำให้ NIPS สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถก็คือการวางขวางระบบ (in-line) อย่างไรก็ดีการทำงานในรูปแบบนี้ก็อาจเป็นข้อถกเถียงหรือสร้างความกังวลให้แก่การให้บริการของธุรกิจ โดยเฉพาะโซลูชัน Appliance ที่มีโอกาสเสียหายได้ ด้วยเหตุนี้ Hillstone NIPS จึงมีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการได้หลายรูปแบบ เช่น 

  • การวางระบบแบบ Passive เพื่อเป็นอุปกรณ์ตรวจสอบและแจ้งเตือนเท่านั้น ทำให้เป็นไปได้ในวัตถุประสงค์ด้านการทดสอบประสิทธิภาพ หรือการใช้เพื่อการตรวจสอบภายในว่ามีภัยอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยการันตีว่าจะไม่มีการทำงานผิดพลาดที่ส่งผลต่อระบบ
  • การวางระบบแบบ Active หรือการวางขวางให้โซลูชันสามารถติดตามและลงมือตอบสนองเหตุการณ์ได้อย่างทันที
  • ในการ Deploy ใช้งานท่านสามารถคอนฟิคได้ในรูปแบบของ Route Mode/ NAT (L3) และ Transparent (L2) ที่มี Bypass ในอินเทอร์เฟสได้ 
  • มีฟีเจอร์สนับสนุน High Availability ได้หลายด้านทั้ง Failover ในระดับต่างๆ การทำ HA ที่ทำ Link Aggregation, Full Mesh HA, สร้าง Heartbeat Interface สำรองและ HA Reserve Management 

แน่นอนว่าหากไม่พูดถึงความเข้มแข็งในด้านภัยคุกคามและแอปพลิเคชันคงไม่ได้ โดย NIPS จาก Hillstone Networks มีการอัปเดตความสามารถใหม่อยู่เสมอ ปัจจุบันมีความสามารถดังนี้

  • รู้จักกับ Signature ของภัยคุกคามมากกว่า 12,700 รายการ ทั้งนี้ผู้ดูแลสามารถเลือกปรับ Signature เหล่านี้ให้เหมาะสมกับบริบทได้ โดยมีโซลูชันจะมีการอัปเดต Signature อย่างอัตโนมัติ
  • รองรับการโจมตีเว็บเซิร์ฟเวอร์และการโจมตีพื้นฐานได้หลายรูปแบบเช่น CSRF, Brute Force ในหลายช่องทางทั้ง FTP, LDAP, SMTP, Telnet, VNC, RDP และอื่นๆ ตลอดจนรหัสผ่านที่อ่อนแอบน FTP. MSRPC, POP3 และ Telnet
  • เมื่อระบบตรวจพบกิจกรรมที่รุกรานและผิดปกติแล้ว จะมีการตอบสนองได้หลายระดับคือ ติดตาม บล็อก และรีเซ็ตการเข้าถึง
  • มี Antivirus ที่สามารถยับยั้งการส่งไฟล์ที่อันตรายที่อาจส่งผ่าน SMB หรือโปรโตคอลเช่น HTTP/HTTPS, SMTP, POP3, IMAP, SFTP เป็นต้น
  • มีความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมระดับเครือข่ายที่ผิดปกติตั้งแต่ L3 ถึง L7 โดยทราบถึงรูปแบบพฤติกรรมของมัลแวร์ได้มากกว่า 2,000 รายการ
  • มีข้อมูลเกี่ยวกับ IP และ โดเมนของเซิร์ฟเวอร์ Botnet หรือ IP ที่อาจเป็นอันตรายที่ข้องเกี่ยวกับกิจกรรมของอาชญากรทางไซเบอร์
  • เข้าใจถึงแอปพลิเคชันได้กว่า 4,000 รายการ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถคัดกรองทราฟฟิคตามรายนามหรือตอบสนองกับเฉพาะแอปอย่างเจาะจงได้
  • มีความสามารถด้าน URL Filtering, Anti-spam, Cloud Sandboxing และ Data Security ได้
  • สามารถทำ SSL Decryption ได้ ซึ่งจำเป็นต่อการเข้าใจทราฟฟิค โดยเฉพาะมัลแวร์ที่สมัยนี้ก็ใช้ช่องทางเข้ารหัสเป็นส่วนใหญ่

การบริหารจัดการและความง่ายในการใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ดูแลต้องพิจารณาเมื่อต้องเลือกโซลูชันเข้าไปสักตัวหนึ่ง และสำหรับ Hillstone NIPS ท่านจะได้รับความสามารถดังนี้

  • สามารถจัดทำรายงานได้หลายมุมมองทั้งเพื่อนำส่งผู้บริหาร ผู้ใช้งานทางธุรกิจ และมุมมองของผู้ดูแลระบบเครือข่าย
  • สามารถจัดเก็บ Log ในเครื่องได้สูงสุดถึง 6 เดือน หรือส่ง Syslog ต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอกพร้อมเข้ารหัส Log ตามเวลาที่กำหนด
  • Log มีการแสดงความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ภัยคุกคามกับบัญชีผู้ใช้
  • แสดงสถิติภาพรวมการทำงานต่างๆทั้งปริมาณทราฟฟิค สมรรถนะของทรัพยากร และการเชื่อมต่อ
  • สามารถบริการจัดการ NIPS ได้จากศูนย์กลางของสาขาต่างๆ ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆจาก Hillstone Networks ได้ผ่าน Hillstone Security Management Platform (HSM)

และนี่คือทั้งหมดของ Hillstone Networks Intrusion Prevention System ท่านใดสนใจสามารถเข้าชมคุณสมบัติของ Hillstone S-Series ได้ที่ https://www.hillstonenet.com/wp-content/uploads/Hillstone_S-Series_NIPS-V4.5_EN.pdf หรือติดต่อทีมงาน Hillstone Networks ได้ทันทีที่ https://www.hillstonenet.com/more/engage/contact/ ซึ่งจะมีทีมงานติดต่อท่านกลับไป

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Meta เปิดตัวหน่วยธุรกิจใหม่ Meta Enterprise Platform บุกตลาด AI องค์กร นำโดยอดีต CEO MongoDB

Meta ประกาศจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ชื่อ Meta Enterprise Platform สำหรับให้บริการ AI แก่องค์กร โดยแต่งตั้ง CJ Desai อดีต CEO ของ MongoDB …

Anthropic เปิดตัว Claude Sonnet 5.5 เร็วขึ้นกว่า 30% และลดต้นทุนต่องานได้สูงสุด 30%

Anthropic เปิดตัว Claude Sonnet 5.5 โมเดลตัวที่สองในตระกูล Claude 5.5 ที่สร้างผลลัพธ์เร็วขึ้นกว่า 30% และมีต้นทุนต่องานลดลงสูงสุด 30% เมื่อเทียบกับ Claude Sonnet …