VA Scan ช่องโหว่เป็นประจำ อีกหนึ่งหนทางเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลตั้งแต่ภาครัฐฯ จนถึงเอกชน [Guest Post]

โลกยุคดิจิทัลทุกวันนี้ ความปลอดภัยของข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่ทั้งภาครัฐฯ และหน่วยงานเอกชนทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก สำหรับภาคเอกชนนั้นมีการลงทุนในส่วนความปลอดภัยของข้อมูลตามความเฉพาะทางของกิจการและตามระดับความอ่อนไหวของข้อมูลนั้นๆ อยู่แล้ว เช่น หน่วยงานทางการแพทย์ บริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ และ Fintech เป็นต้น รวมถึงหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่มีความอ่อนไหวจำนวนมาก ที่ยินยอมพร้อมจะลงทุนในทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพื่อรับประกันความปลอดภัยของข้อมูลเหล่านี้ และในขณะเดียวกันธนาคารและบริษัทด้านการเงินก็ได้เพิ่มความเข้มงวดตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ความปลอดภัยของเครือข่าย อีกทั้งไม่หยุดยั้งที่จะยกระดับความสามารถในการป้องกันทั้งในด้านเทคโนโลยีและการจัดการ

ในระยะเวลาที่ผ่านมานี้ หน่วยงานภาครัฐฯ หลากหลายหน่วยงานเผชิญกับการถูกโจมตีจากแฮคเกอร์  เผยให้เห็นช่องโหว่ที่ระบบทำการป้องกัน ซึ่งทำให้เห็นถึงความเร่งด่วนในการเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐฯ มากยิ่งขึ้น นอกจากกรณีข้อมูลรั่วไหลแล้ว การบุกรุกระบบและความเสี่ยงจากการถูกโจมตีแบบ DDoS ที่มากขึ้นนี้ ทำให้การดำเนินการ VA Scan เป็นระยะจึงกลายเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย ซึ่งเปรียบได้กับการที่คนเราต้องตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้สามารถค้นพบปัญหาที่หลบซ่อนอยู่ได้อย่างทันเวลา และสามารถป้องกันภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย

Vulnerability Assessment หรือ VA Scan คือ เทคโนโลยีตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลแบบอัตโนมัติ ช่วยให้สามารถระบุช่องโหว่ของระบบและจัดทำออกมาเป็นรายงานการสแกนโดยละเอียดได้ ยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านไปด้วยกาลเวลาที่ไม่หยุดหมุน แต่หากเพราะองค์ประกอบของระบบและเครือข่ายที่ล้าสมัยหรือขาดการอัปเดตจนก่อให้การช่องโหว่ ก็ทำให้แฮคเกอร์สามารถโจมตีผ่านวิธี Social Engineering หรือวิธีการเข้ารหัสได้ และเราสามารถแบ่งประเภทของ VA Scan ได้จากขอบเขตการสแกน วิธีการและความถี่ ดังที่จะกล่าวถึงต่อไป

1.แบ่งประเภทตามขอบเขตการสแกน

▪ สแกนทั้งเครือข่าย (Network-wide Scanning) คือ การสแกนเครือข่ายทั้งหมด รวมทั้งอุปกรณ์และระบบทั้งหมด เหมาะกับองค์กรหรือกิจการขนาดใหญ่ รูปแบบนี้สามารถทำให้เข้าใจสถานะความปลอดภัยของเครือข่ายได้อย่างรอบด้าน ควรกำหนดเวลาในการดำเนินการสแกนเป็นระยะๆ สม่ำเสมอ

▪ สแกนบางส่วน (Partial Scanning)  คือ การดำเนินการสแกนเพียงเฉพาะส่วนหรือเฉพาะอุปกรณ์ที่สำคัญ ทำให้ประหยัดเวลาและทรัพยากร เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีทรัพยากรจำกัดหรือต้องการดำเนินการเจาะจงไปที่บางส่วนเพื่อตรวจสอบได้อย่างเจาะจง

2.แบ่งประเภทตามวิธีการสแกน

▪ Active Scanning คือ วิธีการตรวจสอบผ่านการส่งคำขอออกไปยังเป้าหมายของระบบเพื่อดำเนินการตรวจสอบช่วงโหว่ สามารถตรวจพบช่องโหว่ที่หลบซ่อนอยู่ได้ และได้ผลลัพธ์แม่นยำยิ่งขึ้น แต่อาจทำให้เกิดกระแสโหลดของระบบเป้าหมายได้ มักจะใช้ Nessus และ OpenVAS เป็นต้น

▪ Passive Scanning คือ วิธีการตรวจสอบผ่านการมอนิเตอร์จำนวนการใช้งานเครือข่ายในการระบุช่องโหว่ ซึ่งไม่ส่งผลต่อระบบโดยตรง จะเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีความอ่อนไหว แต่ความสามารถในการค้นหาช่องโหว่นั้นยังไม่สามารถเทียบเท่าการสแกนแบบอัตโนมัติได้ มักจะใช้ Wireshark และ Snort เป็นต้น

3.แบ่งประเภทตามความถี่

▪ การสแกนครั้งเดียว (One-time Scanning) คือ การดำเนินการสแกนช่องโหว่หนึ่งครั้งในเวลาที่กำหนดไว้พิเศษ วิธีการนี้เหมาะกับการสแกนก่อนนำระบบขึ้นออนไลน์ หรือการสแกนหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ เพื่อตรวจจับสถานะความปลอดภัยของปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว

▪ การสแกนเป็นระยะ (Regular Scanning) คือ การสแกนแบบกำหนดระยะเวลา และมอนิเตอร์สถานะความปลอดภัยของระบบอย่างต่อเนื่อง  สามารถค้นหาช่องโหว่ใหม่ๆ ได้ทันที  รูปแบบนี้เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่

▪ การสแกนอย่างต่อเนื่อง (Continuous Scanning) คือ การดำเนินการสแกนอย่างทันทีหรือเกือบจะทันที สามารถค้นพบและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้โดยทันที รูปแบบนี้จะเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ต้องการความปลอดภัยระดับสูง เช่น หน่วยงานทางการเงิน

                องค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลตามความต้องการขององค์กรได้ โดยผ่านการเลือกแผนการสแกนหาช่องโหว่ที่เหมาะสม เพื่อปกป้องข้อมูลได้อย่างครอบคลุม

สำหรับผู้ใช้งานและองค์กรแล้วนั้น การเลือกสรรเครื่องมือและประเภทที่เหมาะสมนั้นถือว่าเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่แต่การต้องเผชิญกับโซลูชันและเครื่องมือสแกนจำนวนมาก ก็มักจะทำให้ยากต่อการตัดสินใจว่าควรเริ่มลงมือจากส่วนไหนก่อน  หรือเมื่อสแกนเสร็จสิ้นจนแล้วเสร็จเป็นรายงาน แต่ขาดผู้เชี่ยวชาญมาอ่านผลรายงานและแก้ไขปัญหาช่องโหว่ที่พบ ก็ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายอันยิ่งใหญ่เช่นกัน ณ ขณะนี้การใช้ Outsource ที่เป็นผู้ให้บริการการสแกน VC จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกอันชาญฉลาด ทีมผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจสอบสถานะของระบบได้อย่างครอบคลุม กำหนดโซลูชั่นการสแกนที่เหมาะสมที่สุดได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานและองค์กรสามารถรับมือกับความท้าทายด้านความปลอดภัยนี้ได้

                GWS CLOUD มีประสบการณ์การให้บริการด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการบูรณาการระบบคลาวด์มายาวนานกว่า 15 ปี ทั้งยังได้รับมาตรฐานรับรองความปลอดภัยของข้อมูลอย่าง ISO 27001, 27011 และ ISO 27017, 27018 ซึ่งเป็นมาตรฐานในการรับรองการจัดการด้านความปลอดภัยของบริการคลาวด์จากหน่วยงาน BSI ประเทศอังกฤษอีกด้วย พวกเรามุ่งเน้นไปที่สภาพแวดล้อมที่องค์กรมีอยู่แล้วจึงดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูล ผ่านแผนการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างครบวงจร และการมอนิเตอร์สนับสนุนทางเทคนิคตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้องค์กรสามารมั่นใจได้ว่าสภาพแวดล้อมข้อมูลจะได้รับการปกป้องอย่างรอบด้าน

About Maylada

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ