แนวทางการตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน สำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิตที่เน้นการส่งออก ด้วย Smart Manufacturing

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเราพูดถึงแนวคิดของ Smart Manufacturing นั้นเรามักจะนึกถึงเรื่องของการใช้เทคโนโลยีและความสามารถในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ทำงานได้อย่างเป็นอัตโนมัติ หรือนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้เสริมกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และบริการกันเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี เมื่อแนวโน้มด้านความยั่งยืนหรือ Sustainability นั้นถูกพูดถึงกันเป็นวงกว้างมากขึ้นทั่วโลก แนวคิดด้าน Smart Manufacturing เองก็มีการวิวัฒนาการไปสู่ทิศทางของความยั่งยืนและการรักษาสิ่งแวดล้อมกันมากยิ่งขึ้น จนความยั่งยืนเองก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตอัจฉริยะไปแล้ว

แนวโน้มด้านความยั่งยืนเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงงานและการผลิตของไทยที่มุ่งเน้นการส่งออกอย่างไร? และการปรับตัวที่เกิดขึ้นควรเป็นอย่างไร? ในบทความนี้เราจะสรุปเนื้อหาถึงประเด็นดังกล่าวนี้กันโดยเฉพาะ

 

เป้าหมาย Net Zero ของเหล่ามหาอำนาจทั่วโลก

เหล่ามหาอำนาจทั่วโลกนั้นต่างตั้งเป้าหมายในการรักษาสิ่งแวดล้อมกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นจีนที่เป็นประเทศที่มีสัดส่วนการปล่อย CO2 มากที่สุดในโลกนั้น ก็มีแผนที่จะมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนหรือ Carbon Neutrality ให้ได้ภายในปี 2060 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและ EU ที่เป็นผู้ปล่อย CO2 อันดับ 2 และ 3 ตามลำดับนั้น ก็มีเป้าหมายที่จะเป็น Net Zero ให้ได้ภายในปี 2050

เป้าหมายเหล่านี้ได้เริ่มถูกนำมาใช้ในการกำหนดข้อกฎหมายและนโยบาย ทั้งภาคของการผลิตและการดำเนินธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงการนำเข้าสินค้าโดยประเทศเหล่านี้ ทำให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตที่มีการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมา

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดนั้นก็คือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนหรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่ในฝั่งสหรัฐอมเริกาจะเริ่มนำมาบังคับใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง การผลิตและกลั่นปิโตรเลียม, ปิโตรเคมี, ปุ๋ย, ไฮโดรเจน, กรดอะดิพิก, ซีเมนต์, เหล็กและเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม, กระจก, เยื่อกระดาษและกระดาษ และเอทานอล ในขณะที่ฝั่ง EU นั้นจะครอบคลุมอุตสาหกรรมในกลุ่มเหล็ก, อะลูมิเนียม, ซีเมนต์, ปุ๋ย, กระแสไฟฟ้า, ไฮโดรเจน, เคมีภัณฑ์ และพลาสติก อีกทั้งยังอาจมีการบังคับให้รายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อนำไปคำนวณภาษีคาร์บอนด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีการบังคับใช้ภายใน 3 – 7 ปีนับถัดจากนี้

 

ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างความกดดันใหม่ๆ ให้กับเหล่าธุรกิจโรงงานและการผลิตของไทยที่มุ่งเน้นการส่งออกดังนี้

  • การผลิตสินค้าใดๆ จะต้องมีการระบุสัดส่วนของวัตถุดิบที่ใช้, พลังงานที่ใช้ในการผลิต และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อนำไปคำนวณภาษีคาร์บอนสำหรับการนำเข้าไปยังประเทศเหล่านั้น
  • การขนส่งสินค้าข้ามประเทศ อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากปัจจัยด้านการคิดภาษีคาร์บอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการขนส่ง
  • การประกาศมาตรการใหม่ๆ ในอนาคต ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในภายหลังจนเกิดความผันผวนที่คาดเดาได้ยาก

ความกดดันเหล่านี้จะทำให้เหล่าธุรกิจโรงงานและการผลิตของไทยนั้นต่างต้องเร่งปรับตัว ทั้งในแง่ของการคัดสรรวัตถุดิบใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น, การตรวจสอบและติดตามการใช้พลังงานและการผลิตคาร์บอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการการผลิตเพื่อจัดทำรายงานที่ครอบคลุมชัดเจน ไปจนถึงการรับมือกับค่าขนส่งและภาษีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการตัดสินใจนำเข้าสินค้าของธุรกิจในประเทศปลายทางเหล่านั้นโดยรวม โดยถึงแม้ธุรกิจโรงงานและการผลิตของไทยบางส่วนอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบในปัจจุบันจากการประกาศมาตรการที่ผ่านมา แต่ในอนาคตก็อาจมีมาตรการใหม่ๆ ที่ออกมาจนได้รับผลกระทบ จึงควรเร่งปรับตัวโดยเร็ว

อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดและความเสี่ยงใหม่ๆ เหล่านี้ก็อาจมองเป็นโอกาสได้เช่นกัน เพราะหากธุรกิจโรงงานและการผลิตของไทยสามารถเร่งหาทางปรับตัวเพื่อสร้างทางออกใหม่ๆ ให้กับธุรกิจได้ นั่นก็จะเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ที่จะทำให้ได้เปรียบเหนือคู่แข่งจากประเทศอื่นรอบข้าง อีกทั้งหากประเทศไทยเองหรือประเทศอื่นๆ เริ่มมีการประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เหล่านี้ออกมา ธุรกิจไทยก็จะสามารถปรับตัวเพื่อรุกเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ได้รวดเร็วยิ่งกว่าคู่แข่งไปด้วยเช่นกัน

สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนมุ่งหน้าปรับตัวนั้น มีแนวทางที่น่าสนใจดังนี้

  1. การประสานงานกับคู่ค้าในประเทศต่างๆ เหล่านี้ เพื่อทำความเข้าใจในมาตรการการบังคับใช้, หลักเกณฑ์ในการประเมินและการคำนวณ, แนวทางการรับรองข้อมูล, อัตราภาษีที่จะจัดเก็บเพิ่มเติม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีข้อมูลที่แม่นยำที่สุดก่อนเริ่มดำเนินการ
  2. การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม
  3. การติดตามข่าวสารใหม่ๆ ด้านมาตรการเหล่านี้ ทั้งในประเทศเป้าหมายปลายทางและประเทศอื่นๆ เพื่อให้รับทราบถึงความเสี่ยงและโอกาสใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
  4. การร่วมมือกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือหน่วยงานและสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และเป็นกำลังสำคัญในการเจรจาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเหล่านี้
  5. การเตรียมความพร้อมด้านการตรวจสอบ และจัดทำข้อมูลด้านวัตถุดิบ พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกล่วงหน้า เพื่อให้สามารถปรับตัวได้รวดเร็วเมื่อถึงยามจำเป็น

Smart Manufacturing แห่งอนาคต กับการตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน

สำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิตที่กำลังมุ่งสู่การเป็น Smart Manufacturing นั้น การพัฒนาหรือจัดหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนนั้นก็ได้กลายเป็นอีกความท้าทายใหม่ โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและน่าจับตามองนั้นมีดังต่อไปนี้

 

1. Carbon & Energy Tracking Platform

เทคโนโลยีสำหรับการตรวจสอบ บันทึก และจัดทำรายงานสำหรับคาร์บอนและพลังงานโดยเฉพาะ เพื่อให้ธุรกิจเริ่มมีข้อมูลเหล่านี้สำหรับใช้ในการออกรายงานและการคำนวณภาษีคาร์บอน ทำความเข้าใจกับต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยเหล่านี้ และวางแผนลดการผลิตคาร์บอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการการผลิตและการขนส่งได้อย่างครอบคลุม

ระบบดังกล่าวนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะการมีข้อมูลที่ชัดเจนนั้นจะทำให้การวางแผนเป็นไปได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังทำให้ธุรกิจสามารถเริ่มมองเห็นถึงปัญหาในการติดตามการผลิตคาร์บอนและการใช้พลังงานได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาและปิด Gap ที่ยังคงเกิดขึ้นในการติดตามข้อมูลเหล่านี้ได้ทันท่วงที

2. Sensor & IoT

เทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการติดตามด้านการผลิตคาร์บอนและใช้พลังงานอย่าง Real-Time โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิตที่มีสินค้าและกระบวนการที่หลากหลาย เพื่อให้การจัดทำข้อมูลสำหรับการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นเป็นไปได้อย่างแม่นยำด้วยแหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ Sensor และ IoT จะยังมีบทบาทสำคัญในการต่อยอดสู่การทำ Automation ด้านการผลิตคาร์บอนและการลดการใช้พลังงานในอนาคต ดังนั้นการศึกษาถึงเทคโนโลยี แนวทาง และการทดลองเริ่มต้นใช้งานจึงเป็นการเตรียมตัวอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมได้อย่างรวดเร็ว

3. Industrial EV

ยานพาหนะที่ใช้พลังไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมนั้นกำลังเป็นที่ต้องการทั่วโลก เพราะนอกจากจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างชัดเจนแล้ว การดูแลรักษาและจัดการด้าน Operation ต่างๆ เองก็มีความง่ายดายมากขึ้น รวมถึงยานพาหนะเหล่านี้ยังมักมาพร้อมกับการเป็น Smart Vehicle ที่สามารถติดตามตรวจสอบข้อมูลหรือควบคุมจากระยะไกลหรือทำงานในแบบอัตโนมัติได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ยานพาหนะเหล่านี้จึงสามารถทำการติดตามและตรวจสอบการใช้พลังงานได้อย่างง่ายดาย และกลายเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญทั้งสำหรับการใช้งานภายในโรงงานเอง ไปจนถึงการใช้เพื่อการขนส่งระยะไกลภายในประเทศ

 

4. Smart Logistics & Fleet Management

สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีด้านการขนส่งอัจฉริยะและการจัดการการขนส่งก็จะเป็นอีกส่วนสำคัญที่มีบทบาทในการติดตามด้านการก่อคาร์บอนและการใช้พลังงานในการขนส่ง รวมถึงยังสามารถใช้ในการวางแผนเส้นทางการเดินรถพร้อมคำนวณอัตราภาษีที่อาจเกิดจากกิจกรรมเหล่านี้ล่วงหน้าได้ เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะขาดไปไม่ได้เลยสำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิตที่ต้องมีการรับของส่งของอย่างซับซ้อนและหลากหลาย

หากผู้ประกอบการธุรกิจโรงงานและการผลิต กำลังมองหา Smart Manufacturing แห่งอนาคต เพื่อตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน สามารถรับคำปรึกษาด้านโซลูชันเพื่อธุรกิจการผลิตได้ที่ AIS Business หรือคลิ๊กศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.ais.th/business/enterprise/industries/manufacturing

อ้างอิง

https://www.terrabkk.com/articles/202373/clean-competition-act-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90

https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/Article_13Sep2022.html

https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Chi-US-EU-FB-11-04-2022.aspx

http://www.dailynews.co.th/news/2228915/

About Pawarit Sornin

- จบการศึกษา ปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต - เคยทำงานด้าน Business Development / Project Manager / Product Sales ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Wireless Networking และ Mobility Enterprise ในประเทศ - ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

ERP on Cloud เทรนด์ใหม่อุตสาหกรรมการผลิตไทย : Digiwin Thailand จับมือ GWS CLOUD โชว์โซลูชันในงาน ME EXPO 2026 [Guest Post]

Digiwin Thailand และ GWS CLOUD เตรียมเข้าร่วมจัดแสดงโซลูชัน “Digiwin ERP on GWS CLOUD” ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมการผลิตไทย เป็นครั้งแรก ในงาน ME …

ศรีเจริญ ปาล์ม ออยล์ ยกระดับ การบริหารธุรกิจน้ำมันปาล์ม ด้วย SAP Business One โดย NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

ในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ ที่มีความซับซ้อนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การบริหารจัดการที่แม่นยำและรวดเร็วไม่ใช่เพียง “ตัวช่วย” แต่คือ “หัวใจ” ของความสามารถในการแข่งขัน  สำหรับ บริษัท ศรีเจริญ ปาล์ม ออยล์ จำกัด ธุรกิจที่เติบโตขึ้น อย่างต่อเนื่อง …