[Guest Post] ผลสำรวจของฟอร์ติเน็ต พบองค์กร 2 ใน 3 ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแรนซัมแวร์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง

85% มีความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีของแรนซัมแวร์มากกว่าภัยไซเบอร์อื่นๆ

จอห์น แมดดิสัน  ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และรองประธานอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์แห่งฟอร์ติเน็ตแจ้งว่า “จากรายงานภูมิทัศน์ภัยคุกคามทั่วโลกของฟอร์ติการ์ดแล็บส์ล่าสุด พบแรนซัมแวร์เติบโตขึ้น 1070% เมื่อเทียบเป็นปีต่อปี ในขณะที่องค์กรต่างๆ อ้างว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญในการป้องกันการโจมตีของแรนซัมแวร์คือภัยคุกคามที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ทั้งนี้ ผลการสำรวจในหัวข้อแรนซัมแวร์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่องค์กรจะนำโซลูชันเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ การแบ่งส่วนเครือข่าย (Segmentation), SD-WAN, Zero Trust Network Access (ZTNA) ตลอดจนความปลอดภัยสำหรับอีเมลเกทเวย์ (Secure Email Gateway: SEG) และ EDR เข้ามาช่วยป้องกันภัยแรนซัมแวร์และปกป้องวิธีการเข้าถึงเครือข่ายอันเป็นส่วนที่ผู้ตอบแบบสอบถามเองรู้สึกกังวลที่สุดนั้นให้ปลอดภัย นอกจากนี้ องค์กรต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในการรักษาความปลอดภัยที่สามารถจัดการกับเทคนิคการหลอกล่อและโจมตีใหม่ๆ ของแรนซัมแวร์ที่เกิดขึ้นมากมายไปทั่วทั้งเครือข่าย อุปกรณ์ปลายทาง และคลาวด์ ซึ่งองค์กรต่างตระหนักดีว่าประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มในการป้องกันแรนซัมแวร์เป็นสิ่งสำคัญ”

Fortinet® (NASDAQ: FTNT) ฟอร์ติเน็ตผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจรออกรายงาน Global State of Ransomware ปีพ.ศ. 2564 เผยให้เห็นว่าองค์กรส่วนใหญ่มีความวิตกถึงภัยแรนซัมแวร์มากกว่าภัยคุกคามไซเบอร์ประเภทอื่นๆ  ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ระบุว่าตนเองมีความพร้อมในการรับมือกับการโจมตีแรนซัมแวร์ ซึ่งรวมถึงการจัดเตรียมฝึกอบรมสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องภัยไซเบอร์ให้แก่พนักงาน จัดทำแผนการประเมินความเสี่ยงต่างๆ และจัดหาประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม รายงานพบความไม่สอดคล้องอันชัดเจนระหว่างคำตอบของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากที่ตอบในเรื่องโซลูชั่นเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการป้องกัน และคำตอบในเทคโนโลยีที่องค์กรเห็นว่าสามารถป้องกันวิธีที่การเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายของตนที่ดีที่สุด

เทคโนโลยีที่มีความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยจากแรนซัมแวร์

 

จากคำถามว่า องค์กรเห็นว่าเทคโนโลยีใดจำเป็นที่สุดในการสู้ภัยแรนซัมแวร์นั้น เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับผู้ปฏิบัติงานจากทางไกลและที่อุปกรณ์มากที่สุด จึงเห็นว่าเทคโนโลยีความปลอดภัยสำหรับเว็บเกทเวย์ (Secure Web Gateway: SWG) วีพีเอ็น (VPN) และวิธีการเข้าถึงเครือข่าย (Network Access Control) สำคัญและเลือกเป็นอันดับต้นๆ  ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงเครือข่ายองค์กร (ZTNA) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่น่าจะได้รับการพิจารณาแทนที่เทคโนโลยีวีพีเอ็นแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความสำคัญของการแบ่งส่วนเครือข่าย (Segmentation) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญที่ป้องกันผู้บุกรุกไม่ให้เคลื่อนที่ข้ามเครือข่ายภายในเพื่อเข้าถึงข้อมูลและไอพีที่สำคัญได้โดยง่ายนั้น ได้รับเลือกใช้งานอยู่ในระดับต่ำที่ 31%   และในทำนองเดียวกัน เทคนิคการตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ  (UEBA) และแซนบ็อกซ์ (Sandbox) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการระบุการบุกรุกและมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ได้รับเลือกอยู่ในระดับต่ำกว่า  ความประหลาดใจอีกประการหนึ่งคือเทคโนโลยีความปลอดภัยสำหรับอีเมลเกทเวย์ (Secure Email Gateway) ได้ถูกนำมาใช้งานในระดับต่ำเพียง 33% ทั้งที่องค์กรต่างรายงานไว้ว่าฟิชชิงเป็นกลวิธีการหลอกลวงขั้นต้นของผู้โจมตี

พบองค์กรกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการสูญเสียข้อมูล

ข้อกังวลเกี่ยวกับการโจมตีของแรนซัมแวร์ที่องค์กรมีในอันดับต้นๆ เรียงลำดับได้คือ ความเสี่ยงที่จะสูญเสียข้อมูล (62%) ตามด้วยการสูญเสียประสิทธิภาพการทำงาน (38%) และการหยุดชะงักของการดำเนินงาน (36%)  นอกจากนี้ 84% ขององค์กรรายงานว่ามีแผนรับมือเหตุการณ์ และ 57%  มีประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์ไว้แล้ว  สำหรับคำถามที่เกี่ยวกับการจ่ายค่าไถ่หากถูกโจมตีนั้น  มีองค์กรจำนวน 49% รับว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนและจ่ายค่าไถ่ทันที และอีกจำนวน 25% เห็นว่าการจ่ายค่าไถ่นั้นขึ้นอยู่กับมูลค่าของค่าไถ่ที่เรียกมา  ทั้งนี้  องค์กร 1 ใน 4 ที่ได้เคยจ่ายค่าไถ่ไปแล้วนั้นยอมรับว่า ตนเองได้รับข้อมูลส่วนใหญ่คืน แต่ไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด

องค์กรทั่วโลกต่างกังวลเกี่ยวกับแรนซัมแวร์ในระดับใกล้เคียงกัน

รายงานพบว่า องค์กรต่างกังวลเกี่ยวกับแรนซัมแวร์ในระดับใกล้เคียงกันอย่างสมเหตุสมผลทั่วทั้งโลก แต่ยังมีความแตกต่างบางประการในระดับภูมิภาค ผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคทวีปยุโรป EMEA (95%) ลาตินอเมริกา LATAM (98%) และเอเชีย-แปซิฟิก/ญี่ปุ่น APJ (98%) วิตกกังวลกับการโจมตีของแรนซัมแวร์สูงกว่าองค์กรในอเมริกาเหนือ (92%) ซึ่งเป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงสูงสุดจากภัยแรนซัมแวร์นั้นทุกภูมิภาครับรู้ว่าคือการสูญเสียข้อมูล ตามด้วยความกังวลว่าองค์กรจะไม่สามารถตามให้ทันกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนมากขึ้น  โดยเอเชีย-แปซิฟิก/ญี่ปุ่นเป็นภูมิภาคเดียวที่ระบุอย่างชัดเจนว่าเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือปัญหาการขาดการรับรู้และการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้งาน ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชีย-แปซิฟิก/ญี่ปุ่นและลาตินอเมริการับว่ามักจะตกเป็นเหยื่อของการโจมตีแรนซัมแวร์ในอดีต (78%) เมื่อเทียบกับในอเมริกาเหนือ (59%) และ ในทวีปยุโรป (58%)  โดยวิธีการหลอกล่อเพื่อเข้าคุกคามที่เกิดขึ้นทั่วไปมากที่สุดในทุกภูมิภาคคือฟิชชิง  ในขณะที่การใช้ประโยชน์จากโปรโตคอลควบคุมระยะไกล (RDP) และพอร์ตที่มีช่องโหว่ที่เปิดอยู่นั้นเป็นวิธีการโจมตีอันดับต้นๆ ใน APJ และลาตินอเมริกาเช่นกัน

องค์กรต้องการอุปกรณ์ที่ทำงานได้แบบบูรณาการ พร้อมกับข่าวกรองภัยคุกคาม

ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบทั้งหมดมองว่าข้อมูลภัยคุกคามที่สามารถดำเนินการได้จริงด้วยโซลูชันการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการหรือแพลตฟอร์มนั้นมีความสำคัญต่อการป้องกันการโจมตีของแรนซัมแวร์ และควรใช้เอไอมาขับเคลื่อนและยกระดับการทำงานด้านการตรวจจับพฤติกรรมให้ชาญฉลาดและรวดเร็ว

องค์กรต้องการโซลูชั่นที่ทำงานร่วมกับข่าวกรองภัยคุกคาม เป็นหนึ่งเดียว ใช้เอไอขับเคลื่อนการทำงาน

 

แม้ว่าผู้ตอบแบบสำรวจเกือบทั้งหมดรู้สึกว่าองค์กรของตนมีความพร้อมในระดับปานกลาง มีการวางแผนที่จะลงทุนในการฝึกอบรมสร้างความตระหนักรับรู้ของภัยไซเบอร์ให้แก่พนักงาน และเห็นคุณค่าของการลงทุนในเทคโนโลยีปลอดภัยอีเมลขั้นสูง การแบ่งส่วนเครือข่าย และแซนบ็อกซ์ เพิ่มเติมมากขึ้นจากอุปกรณ์หลัก อันได้แก่ เน็กซ์เจนเนอเรชั่นไฟร์วอลล์ (NGFW)  ความปลอดภัยสำหรับอีเมลเกทเวย์ (SEG) และ EDR เพื่อใช้ในการตรวจจับ ป้องกันและจำกัดแรนซัมแวร์นั้น องค์กรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพิจารณาใช้โซลูชันเหล่านี้เพื่อลดความเสี่ยงจากวิธีและเทคนิคใหม่ๆ ที่แรนซัมแวร์ในปัจจุบันปรับพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรชั้นแนวหน้าที่สุดมักจะเลือกใช้แนวทางการป้องกันแรนซัมแวร์เป็นแบบที่อยู่บนแพลตฟอร์มและอุปกรณ์สามารถทำงานผสานรวมกับข่าวกรองภัยคุกคาม (Threat Intelligence) ที่ดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพและราบรื่น นอกจากนี้ ยังต้องใช้เอไอและแมชชีนเลิร์นนิ่งในการขับเคลื่อนประสานการทำงานให้เป็นระบบหนึ่งเดียว เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเร็วในการตรวจจับ ตอบสนองต่อภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ได้ดียิ่งขึ้น

เกี่ยวกับการสำรวจเรื่องแรนซัมแวร์ของฟอร์ติเน็ต:

  • รายงานนี้อิงจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารด้านไอที โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่า องค์กรต่างๆ มองการคุกคามของภัยแรนซัมแวร์อย่างไร องค์กรกำลังปกป้องตนเองจากแรนซัมแวร์อย่างไร และวางแผนป้องกันในอนาคตอย่างไร
  • ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้ตัดสินใจด้านงานไอทีในองค์กรธุรกิจประเภทไอทีและความปลอดภัยชั้นนำจำนวน 455 ราย ในองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ทั่วโลก ใน 24 ประเทศ สามารถนับว่าเป็นตัวแทนเกือบครบทุกสาขาอุตสาหกรรม รวมทั้งภาครัฐ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • กรุณาคลิกที่นี่เพื่ออ่านบล็อกที่รายงานข้อมูลจากการสำรวจนี้ หรือคลิกที่นี่เพื่ออ่านรายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็ม

 

เกี่ยวกับฟอร์ติการ์ดแล็บส์  

ฟอร์ติการ์ดแล็บส์ (FortiGuard Labs) เป็นองค์กรวิจัยและข่าวกรองภัยคุกคามอันเป็นส่วนหนึ่งของฟอร์ติเน็ต ภารกิจของฟอร์ติการ์ดแล็บส์ คือการให้ลูกค้าของฟอร์ติเน็ตมีระบบข้อมูลภัยคุกคามที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกป้องจากกิจกรรมที่เป็นอันตรายและการโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อน  ฟอร์ติการ์ดแล็บส์ประกอบด้วยนักล่าภัยคุกคาม นักวิจัย นักวิเคราะห์ วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่มีความรู้มากที่สุดในอุตสาหกรรม ทำงานในห้องปฏิบัติการวิจัยภัยคุกคามโดยเฉพาะทั่วโลก ฟอร์ติการ์ดแล็บส์ตรวจสอบพื้นผิวการโจมตีทั่วโลกอย่างต่อเนื่องโดยใช้เซ็นเซอร์เครือข่ายนับล้านและพันธมิตรแบ่งปันข่าวกรองหลายร้อยราย วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมอื่นๆ เพื่อศึกษาขุดข้อมูลทั้งหมดเพื่อค้นหาภัยคุกคามใหม่ ความพยายามเหล่านี้ส่งผลให้เกิดข่าวกรองภัยคุกคามที่ทันท่วงทีและดำเนินการได้ในรูปแบบของการอัปเดตผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยของฟอร์ติเน็ต การวิจัยภัยคุกคามเชิงรุกเพื่อช่วยให้ลูกค้าของฟอร์ติเน็ตเข้าใจภัยคุกคามและภัยคุกคามที่ตนเผชิญได้ดีขึ้น และโดยการให้บริการให้คำปรึกษาด้านภัยคุกคามที่ชาญฉลาดเพื่อช่วยให้ลูกค้าของฟอร์ติเน็ตเข้าใจและสามารถป้องกันภูมิทัศน์ภัยคุกคามของตนเองได้ดีขึ้น  รู้จักฟอร์ติการ์ดแล็บส์ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.fortinet.com

 

เกี่ยวกับฟอร์ติเน็ต

ฟอร์ติเน็ต (NASDAQ: FTNT) ปกป้ององค์กร ผู้ให้บริการ และหน่วยงานรัฐบาล ขนาดใหญ่ทั่วโลกให้พ้นจากภัยไซเบอร์ ฟอร์ติเน็ตช่วยให้ลูกค้าสามารถมีข้อมูลเชิงลึกในภัยคุกคาม และสร้างการป้องกันที่ชาญฉลาดให้ธุรกิจลูกค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาต่อเครือข่ายไร้พรมแดนในวันนี้และในอนาคต  ทั้งนี้ เครือข่ายด้านความปลอดภัยซีเคียวริตี้แฟบลิคอันเป็นสถาปัตยกรรมใหม่จากฟอร์ติเน็ตเท่านั้นที่สามารถมอบคุณสมบัติด้านความปลอดภัยโดยจะไม่ยอมแพ้แก่ภัยที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในเครือข่าย แอปพลิเคชัน มัลติ-คลาวด์ หรือ อุปกรณ์ปลายทาง เช่น โมบาย หรือไอโอที ฟอร์ติเน็ตดำรงตำแหน่งเป็น #1 ในการจัดส่งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยสู่ตลาดโลกมากที่สุด  และมีลูกค้ามากกว่า 530,000 รายทั่วโลกไว้วางใจฟอร์ติเน็ตให้ปกป้องธุรกิจของตน ทั้งนี้ ศูนย์อบรม Fortinet Network Security Expert (NSE) Training Institute เป็นผู้จัดหลักสูตรการอบรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึงในอุตสาหกรรม   รู้จักฟอร์ติเน็ตเพิ่มเติมได้ที่ www.fortinet.com   และ The Fortinet Blog  หรือ FortiGuard Labs  

 

About Maylada

Check Also

Microsoft เปิดตัว Integrated Security Operations Center บน Defender ยกเครื่อง SOC รองรับ AI Agent

Microsoft เปิดตัว Integrated Security Operations Center (ISOC) บน Microsoft Defender พร้อมย้ายความสามารถด้าน SIEM จาก Microsoft Sentinel …

[วีดีโอย้อนหลัง] SendQuick Webinar : Identity Under Attack “ถอดบทเรียนการโจมตีในไทย และวิธีป้องกันด้วย MFA”

เรื่อง MFA กำลังเป็นประเด็นใหญ่ โดยเฉพาะกับหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งวันนี้ได้เริ่มประกาศบังคับใช้เป็นข้อบังคับพื้นฐานแล้วในประกาศจาก สกมช. โดยใครที่พลาด SendQuick Webinar เรื่อง “Identity Under Attack : ถอดบทเรียนการโจมตีในไทย …