Google+ ประกาศปิดตัวเร็วขึ้น 4 เดือน หลังพบบั๊กใหม่ที่เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ 52.5 ล้านรายได้

Google+ ได้ประกาศเลื่อนวันปิดตัวเร็วขึ้นจากเดิม 4 เดือน มาเป็นเดือนเมษายน 2019 แทน หลังพบบั๊กใหม่ในระบบของตนที่ทำให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานกว่า 52.5 ล้านรายถูกเข้าถึงได้โดยไม่ได้รับอนุญาต

Google+ Logo

เดิมที Google นั้นพบบั๊กใน Google+ ว่าทำให้ข้อมูลของผู้ใช้งานประมาณ 500,000 คนสามารถถูกเข้าถึงผ่าน Partner App ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ออกมาประกาศถึงบั๊กดังกล่าวพร้อมประกาศปิดตัว Google+ ภายในเดือนสิงหาคม 2019 แต่บั๊กใหม่ที่พบในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานมากถึง 52.5 ล้านคนเลยทีเดียว และยังกระทบผู้ใช้งานภาคธุรกิจด้วย ทำให้ Google ตัดสินใจประกาศปิดบริการดังกล่าวเร็วขึ้นกว่าเดิม 4 เดือน

จากการสืบสวนของ Google นั้น ยังไม่พบว่ามีใครใช้บัํกดังกล่าวในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด และหลังจากนี้ Application ต่างๆ ที่ใช้ข้อมูลจาก Google+ นั้น จะไม่สามารถดึงข้อมูลใดๆ ได้ภายใน 90 วันนับถัดจากนี้

หลังจากนี้ Google จะมุ่งเน้นพัฒนา Google+ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในภาคธุรกิจเท่านั้น

ที่มา: https://sg.channelasia.tech/article/650656/google-shutdown-speeds-up-new-privacy-bug-affected-52-5m-users/

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

HPE อัดยาแรง! แจกฟรี VM Essentials 1 ปี พร้อม Zerto 1 ดอลลาร์ ดึงลูกค้า VMware

HPE ใช้จังหวะที่ VMware ปรับขึ้นค่าไลเซนส์ นำเสนอสิทธิพิเศษให้ลูกค้าใช้งานระบบ VM Essentials ฟรี 1 ปีเต็ม พร้อมสิทธิ์ใช้งานซอฟต์แวร์ปกป้องข้อมูล Zerto ในราคาเพียง 1 ดอลลาร์ …

Forrester เผยผู้บริโภคยังไม่พร้อมให้ AI Agent ชำระเงินแทน ชี้ความเชื่อใจคือกำแพงสำคัญ

AI Shopping Agent กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบีบให้แพลตฟอร์มค้าปลีกต้องรองรับระบบค้นหาแบบต่าง ๆ ขณะนี้เวนเดอร์ ผู้ให้บริการระบบชำระเงิน และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มค้นหาต่างเร่งพัฒนา AI ให้มีอิสระถึงขั้นทำรายการสั่งซื้อแทนผู้บริโภคได้โดยอัตโนมัติ แต่รายงานล่าสุดจาก Forrester ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เวนเดอร์อ้างว่าเทคโนโลยีทำได้กับสิ่งที่ผู้ใช้งานในปัจจุบันยินยอมให้ทำนั้นไม่เหมือนกัน