Databricks ปิดรอบระดมทุนกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ ที่มูลค่ากิจการ 1.34 แสนล้านดอลลาร์

Databricks ประกาศว่าได้ระดมทุนทั้งในรูปแบบทุนและหนี้รวมกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งการเติบโตของบริษัท

Credit: Databricks

บริษัทเปิดเผยการลงทุนดังกล่าวเป็นครั้งแรกในช่วงปลายปีที่แล้ว ขณะที่ยังอยู่ระหว่างการสรุปเงื่อนไขทางการเงิน โดยในเวลานั้น Databricks ระบุว่ากำลังระดมทุนในรูปแบบทุนมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ต่อมาส่วนของเงินทุนได้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์

ขนาดของดีลเพิ่มขึ้นเนื่องจาก JPMorgan Chase ซึ่งเป็นหนึ่งในนักลงทุนหลักสี่รายของรอบนี้ เพิ่มสัดส่วนการลงทุน นอกจากนี้ Microsoft และสถาบันการเงินรายใหญ่อีกหลายแห่งได้เข้าร่วมการระดมทุนด้วย Databricks ระบุว่าธุรกรรมดังกล่าวยังรวมถึงเงินกู้มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ โดยมี JPMorgan Chase, Barclays, Citi, Goldman Sachs และ Morgan Stanley เป็นผู้นำ

บริษัทจะนำเงินทุนไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Genie และ Lakebase ซึ่งทั้งสองเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ของ Databricks

Genie เป็นผู้ช่วย AI ที่ช่วยให้พนักงานสามารถสอบถามข้อมูลในแพลตฟอร์มของ Databricks ด้วยคำสั่งภาษาธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์ซัพพลายเชนสามารถขอให้เครื่องมือแสดงความแตกต่างของระยะเวลาการประมวลผลสินค้าในแต่ละคลังสินค้า ขณะเดียวกัน นักพัฒนาสามารถผสาน Genie เข้ากับบริการภายนอกผ่าน API

ผู้ช่วย AI นี้โต้ตอบกับข้อมูลในแพลตฟอร์มของ Databricks โดยการสร้างคำสั่ง SQL เพื่อลดความเสี่ยงของข้อผิดพลาด ลูกค้าสามารถป้อนโค้ด SQL ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าสำหรับคำขอที่ใช้บ่อยได้ คำสั่งที่ผ่านการทดสอบล่วงหน้าจะมีโอกาสให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนน้อยกว่าโค้ดที่สร้างขึ้นแบบเฉพาะหน้า

Lakebase ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเน้นของการพัฒนาด้านวิศวกรรมของ Databricks ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เมื่อปีที่แล้ว จากการเข้าซื้อสตาร์ตอัพมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดยเป็นฐานข้อมูล PostgreSQL แบบจัดการที่ไม่ต้องให้นักพัฒนาดูแลโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง ตามข้อมูลของ Databricks เอเจนต์ AI สามารถใช้ Lakebase เพื่อจัดเก็บข้อมูลการตั้งค่าและข้อมูลที่นำไปใช้ประกอบการตอบคำสั่ง

บริษัทเปิดเผยในเดือนธันวาคมว่าบริการดังกล่าวมีลูกค้านับพันราย และในเดือนเดียวกัน Databricks ได้เปิดตัวฟีเจอร์ที่ช่วยให้ Lakebase สามารถปรับขนาดเป็นศูนย์ได้ หมายความว่าอินสแตนซ์สามารถปิดการทำงานทั้งหมดเมื่อไม่มีการใช้งาน ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์ที่ไม่จำเป็น ฟีเจอร์การปรับขนาดเป็นศูนย์เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในเชิงเทคนิค นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เวิร์กโหลดจำนวนมากยังคงใช้ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานอยู่บ้างแม้ในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน

“ด้วยเงินทุนใหม่ก้อนนี้ เราจะทุ่มเทให้กับ Lakebase มากยิ่งขึ้น เพื่อให้นักพัฒนาสามารถสร้างฐานข้อมูลเชิงปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อเอเจนต์ AI ได้” Ali Ghodsi ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Databricks กล่าว “ขณะเดียวกัน เรากำลังลงทุนใน Genie เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถสนทนากับข้อมูลของตนเอง และสร้างข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องและนำไปใช้ได้จริง”

บริษัทยังเปิดเผยในวันนี้ว่ารายได้ประจำต่อปีจากผลิตภัณฑ์ AI ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนธันวาคม เป็น 1.4 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันอัตรารายได้รวมของ Databricks อยู่ที่ 5.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 65% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์รายนี้ระบุว่าแรงขับเคลื่อนด้านยอดขายส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของลูกค้ารายใหญ่ โดยมีองค์กรมากกว่า 800 แห่งที่ใช้จ่ายอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีกับผลิตภัณฑ์ของ Databricks และในจำนวนนี้มี 70 รายที่ใช้จ่ายมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์

นอกเหนือจากการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอ AI แล้ว Databricks ยังจะนำเงินทุนใหม่ไปใช้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับพนักงาน และมีแผนที่จะเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมด้วย

ที่มา: https://siliconangle.com/2026/02/09/databricks-closes-7b-financing-round-134b-valuation/

About นักเขียนฝึกหัดหมายเลขเก้า

Check Also

Sonar เข้าซื้อกิจการ Gitar สตาร์ตอัป AI Code Review ยกระดับระบบตรวจสอบโค้ดด้วย Agentic Reasoning

Sonar ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มตรวจสอบคุณภาพและความมั่นคงปลอดภัยของโค้ด ประกาศเข้าซื้อกิจการ Gitar สตาร์ตอัปผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ AI-native Code Review การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผสานความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของ Gitar เข้ากับเอนจินตรวจสอบโค้ดของ Sonar เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยที่รัดกุมยิ่งขึ้นสำหรับทีม DevOps ในยุคที่ …

Huawei เปิดตัวสถาปัตยกรรมชิปใหม่ แก้ปัญหาคว่ำบาตรและข้อจำกัด Moore’s Law

Huawei Technologies ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์จากจีนได้เปิดตัวเฟรมเวิร์กการออกแบบชิปใหม่ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะช่วยลดช่องว่างในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กับผู้นำระดับโลกอย่าง TSMC และ Nvidia ได้