CDIC 2018: สรุปแนวโน้มด้านภัยคุกคามและประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ล่าสุดในไทย

ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสไปร่วมงาน “Cyber Defense Initiative Conference (CDIC) 2018” ซึ่งเป็นงานสัมมนาประจำปีด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จึงได้สรุปเนื้อหาในเซสชัน Keynote ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผนยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, อัปเดตร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ล่าสุด และแนวโน้มด้านภัยคุกคามไซเบอร์ในปี 2019 มาให้ได้อ่านกันครับ

ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติต้องครอบคลุมทุกมิติ

พลโทเจิดวุธ คราประยูร รองผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาสรุปถึงการทำแผนยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติล่าสุด ซึ่งเป็นแผน 20 ปีที่กำลังจัดทำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในขณะนี้ โดยระบุว่าแผนดังกล่าวจะใช้หลัก Comprehensive Security คือ ความมั่นคงปลอดภัยต้องครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เทคโนโลยี สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร รวมไปถึงอาศัยการประเมินช่องโหว่และภัยคุกคามเป็นหัวใจสำคัญ

แผนยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติแบ่งออกเป็น 5 แผนแม่บทซึ่งมีเป้าหมายและตัวชี้วัดดังต่อไปนี้

“แผนยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติถือเป็น 1 ใน 5 ประเด็นสำคัญและเร่งด่วนที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ ประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” — พลโทเจิดวุธกล่าว

ร่าง พ.ร.บ. ไซเบอร์ถูกปรับแก้ประเด็นที่ขัดแย้งแล้ว

พ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ออกมาอัปเดตร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ล่าสุด หลังจากที่มีการหลากหลายประเด็นที่มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ที่มากจนเกินไป ซึ่งสามารถสรุปโดยสังเขปได้ ดังนี้

  • พ.ร.บ. ไซเบอร์ มีหลักการเพื่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศ (CII) และจะต้องไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน
  • คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) มีโครงสร้างดังแสดงในรูปด้านล่าง ซึ่งสำนักงาน กปช. จะเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และให้ทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเดียว ห้ามทำธุรกิจเพื่อหารายได้ ห้ามเข้าถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วน ห้ามเข้าร่วมทุนกับนิติบุคคล ห้ามกู้ยืมเงิน และหากมีรายได้ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

  • เพิ่มเติมข้อความที่มาตรา 9 เพื่อเน้นให้ กปช. มีหน้าที่และอำนาจเพื่อคุ้มครอง CII เท่านั้น
  • มาตรา 32 เปลี่ยนจากเลขาธิการมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไปเป็นให้เลขาธิการภายใต้การควบคุมดูแลของ กปช. แทน
  • ยกเลิกมาตรา 47 ที่ระบุว่า หากพบว่าหน่วยงานใดยังไม่ได้มาตรฐานขั้นต่ำ เลขาธิการอาจขอดูข้อมูลการออกแบบและตั้งค่า ข้อมูลการทำงาน และข้อมูลอื่นใดที่เห็นว่าจำเป็นได้ ไปเป็นให้ กปช. เสนอต่อนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้อำนาจในทางบริหารสั่งการไปยังหน่วยงานนั้นๆ เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขจนได้มาตรฐาน (กรณีที่เป็นหน่วยงานของรัฐ) หรือให้แจ้งไปยังหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล เพื่อใช้มาตรการต่างๆ ตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้หน่วยงานนั้นๆ ดำเนินการแก้ไขจนได้มาตรฐาน (กรณีที่เป็นหน่วยงานเอกชน)
  • ยกเลิกมาตรา 49 ที่ระบุว่า หากพบว่าหน่วยงานใดประเมินความเสี่ยงไม่เป็นที่น่าพอใจ เลขาธิการอาจขอให้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงใหม่อีกครั้ง หรือหากยังไม่ดีขึ้น อาจเข้าไปขอปรับปรุงแผน ไปเป็นแนวทางเดียวกับมาตรา 47 ดังที่กล่าวไปด้านบน
  • มาตรา 58 การดำเนินมาตรการแก้ไขภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้แก่ การกำจัดมัลแวร์ การปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อจัดการกับข้อบกพร่อง ยกเลิกการเชื่อมต่อชั่วคราว หรือหยุดการดำเนินกิจกรรมใดๆ รวมไปถึงการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลทรัพย์สินสารสนเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์จำเป็นต้องขอหมายศาลก่อน
  • มาตรา 59 ในการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์ในระดับร้ายแรง กปช. หรือ คปมช. ต้องขอหมายศาลก่อนจึงจะสามารถเข้าถึงทรัพย์สินสารสนเทศ ทดสอบการทำงานของคอมพิวเตอร์ หรือยึดหรืออายัดคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 30 วัน
  • มีการกำหนดบทลงโทษแก่พนักงานเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม
  • บทเฉพาะกาล ส่วนใหญ่ยกเลิกของเดิมเกือบทั้งหมด

“ร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ล่าสุดถูกปรับให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว” — พ.ต.อ. ญาณพล กล่าว

10 อันดับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ควรจับตามองในปี 2019

อาจารย์ปริญญา หอมเอนก ประธานและผู้ก่อตั้ง ACIS ระบุว่า การทำ Digital Transformation นั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องทางฝั่งเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นฝั่งธุรกิจโดยตรง ต้องพูดคุย วางแผน กำหนดแนวทางในเชิงธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าหรือโอกาส โดยที่ฝั่งเทคโนโลยีมีหน้าที่ในการสนับสนุน ดังนั้นแล้ว การที่องค์กรจะทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จจะต้องเริ่มที่บอร์ดบริหารและ C-level แล้วไล่ระดับลงมาถึงพนักงานในองค์กรทุกๆ คน

“Digital Transformation คือการผสานรวมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับทุกแอเรียของธุรกิจ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและการส่งมอบมูลค่าและบริการให้แก่ลูกค้า” — อาจารย์ปริญญายกคำจำกัดความของ Fortinet มาสรุป

นอกจากนี้ อาจารย์ปริญญายังได้สรุปแนวโน้มภัยคุกคามและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ควรจับตามองในปี 2019 ซึ่งวิจัยโดยห้องปฏิบัติการของ ACIS ดังต่อไปนี้

  1. การโจมตีแบบ State-sponsored Attack ที่มีหน่วยงานรัฐหนุนหลังจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้พุ่งเป้าที่การแฮ็กเพื่อสร้างความเสียหายโดยตรง แต่ใช้เป็นฐานในการโจมตีประเทศอื่นๆ ต่อ
  2. GDPR และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะทวีความเข้มข้นขึ้น ปีหน้าจะได้เห็นหลายๆ ประเทศเอาจริงเอาจังกับกฎหมายดังกล่าว
  3. การทำ Incident Management จะเป็นวัฏจักรที่สมบูรณ์เพื่อรองรับแนวคิด Cyber Resilience
  4. เหตุ Data Breach จากการใช้ Public Cloud จะเกิดบ่อยมากขึ้น เนื่องจากการไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุมเพียงพอ
  5. การโจมตีที่พบส่วนใหญ่ยังคงเป็นการโจมตีที่รู้จักกันอยู่แล้ว (ไม่ใช่ Zero-day) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีที่มาจากอีเมล
  6. การพิสูจน์ตัวตนแบบ Single-Factor Authentication จะลดน้อยลง เปลี่ยนไปเป็น 2-Factor หรือ Multi-factor มากขึ้น
  7. IoT และ OT จะตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์มากขึ้น
  8. AI เป็นดาบ 2 คม ซึ่งช่วยสนับสนุน SOC ให้สามารถรับมือต่อภัยคุกคามได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน แฮ็กเกอร์ก็สามารถนำ AI ไปใช้เพื่อให้การโจมตีประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น
  9. เรื่องอื้อฉาว ดราม่า หรือการกลั่นแกลงออนไลน์บนโซเชียลมีเดียจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
  10. Digital Transformation จะก้าวไปสู่การเป็น Cybersecurity Transformation

“แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลมาเกี่ยวข้องคือ Cyber Resilience ตอนนี้แค่ป้องกันภัยคุกคามอย่างเดียวไม่เพียงพออีกแล้ว ระบบของเราต้องทนทานต่อการถูกโจมตีและสามารถให้บริการเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก” — อาจารย์ปริญญากล่าวปิดท้าย

สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่น่าสนใจอื่นๆ สามารถเข้ามาเยี่ยมชมงาน CDIC 2018 เพื่อแลกพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้ได้จนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2018 ณ ไบเทค บางนา


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

VMware เปิดสอน VMware NSX ฟรี มี Subtitle ภาษาไทย พร้อม Hands-on Lab ให้ทำ

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ VMware กำลังผลักดันอย่างสุดตัวในตอนนี้ก็คือ Software-Defined Networking หรือ SDN ในเว็บไซต์ vForum จึงได้มีการเปิดคอร์สออนไลน์เพื่อสอน VMware NSX เจาะลึกด้วยกันถึง 3 คอร์ส พร้อม Subtitle ภาษาไทยประกอบ และ Hands-on Lab ให้ทำเพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจกันได้ฟรีๆ และจะเปิดให้เข้าไปทำได้ถึงวันที่ 28 ธ.ค. 2018 นี้ โดยมีวิธีการเข้าเรียนและทำ Hands-on Lab ฟรีดังนี้

แจกเครื่องมือฟรี Remove.bg ใช้ AI ตัดพื้นหลังออกจากภาพได้อัตโนมัติ

Remove.bg คือเครื่องมือ AI ที่ใช้ในการตัดภาพพื้นหลังออกไปโดยอัตโนมัติ เหลือแต่ภาพของบุคคลกับพื้นหลังแบบใส เพื่อนำไปใช้งานต่อได้อย่างง่ายดาย