Avast! พร้อมเข้าซื้อ AVG ด้วยเงินกว่า 46,000 ล้านบาท

avast_logo     avg_logo

Avast! ผู้ให้บริการโปรแกรม Antivirus ชื่อดัง ประกาศเตรียมเข้าซื้อ AVG บริษัท Antivirus คู่แข่งด้วยเงินมูลค่าสูงถึง $1,300 ล้าน หรือประมาณ 46,000 ล้านบาท หลังปิดดีลนี้จะส่งผลให้ Avast! กลายเป็นบริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Endpoint Protection ที่มีจำนวนมากถึง 400 ล้านเครื่องโดยทันที

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

Avast! และ AVG ต่างเป็นบริษัทผู้ให้บริการโซลูชัน Antivirus จากสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงยุค 80 และ 90 และในช่วงปี 2000 ก็ได้ขยายบริการออกไปยังทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ใครหลายคนเลือกใช้ในปัจจุบัน

Avast! เสนอราคาให้ AVG ที่ $25 (ประมาณ 880 บาท) ต่อหุ้น รวมทั้งสิ้นมีมูลค่าสูงถึง $1,300 ล้าน โดย Avast! ระบุว่า การเข้าซื้อกิจการของ AVG ครั้งนี้ก็เพื่อขยายบริษัทให้โตมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงพัฒนาเทคโนโลยี และแชร์ข้อมูลมัลแวร์ระหว่างกัน เพื่อให้สามารถตรวจจับและจัดการภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว เป็นการพัฒนาโซลูชันสำหรับปกป้องผู้ใช้ รวมไปถึง Privacy ให้ล้ำหน้ามากยิ่งขึ้น

จากการเข้าซื้อ AVG ครั้งนี้ จะส่งผลให้ Avast! กลายเป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ Endpoint Protection และ Antivirus ที่รันอยู่บนอุปกรณ์กว่า 400 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่ง 160 ล้านเครื่องเหล่านั้นเป็นอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

ที่มา: https://www.helpnetsecurity.com/2016/07/07/avast-acquire-avg-1-3-billion/


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Mellanox เปิดตัว 200Gbps Network Card พร้อมความสามารถหลากหลายในตัว

Mellanox ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Mellanox ConnectX-6 Dx การ์ด Network ความเร็ว 200Gbps ที่รองรับได้ทั้ง NVMe และ TCP แล้วอย่างเป็นทางการ

พบปัญหาระหว่าง VMware ESXi และ Windows Server 2019 ข้อมูล Snapshot อาจไม่สมบูรณ์

The Register ได้ออกมารายงานถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำ Snapshot บน VMware สำหรับ VM ที่ใช้ Windows Server 2019 ว่าอาจมีปัญหาด้านข้อมูล Snapshot ไม่สมบูรณ์ และปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีทางออกที่เป็นทางการจากฝั่งของ VMware หรือ Microsoft แต่อย่างใด