ทำความรู้จักกับ 10 Supercomputers ที่แรงที่สุดในโลก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศผล Supercomputer ที่แรงที่สุด 500 อันดับแรกโดยเว็บไซต์ http://www.top500.org/ บทความนี้จึงได้รวบรวม 10 อันดับแรกของ Supercomputer ที่แรงที่สุดในโลกมาให้ได้รู้จักกันครับ ต้องขอบคุณข้อมูลจาก Networkworld ที่ช่วยสรุปข้อมูลมาให้อ่านกันง่ายๆ

อันดับที่ 10: Stampede

Stampede เป็น Supercomputer ของมหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยเซิฟเวอร์ของ Dell ทั้งหมด เป็นขุมพลังสำคัญของหลายการวิจัยในมหาวิทยาลัย มีความเร็วในการประมวลผลสูงถึง 5,186 Teraflops

Supercomputer_10

อันดับที่ 9: Shaheen II

Supercomputer ประจำมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี King Abdullah แห่งซาอุดิอาระเบีย ติด 10 อันดับ Supercomputer ที่แรงที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ประกอบด้วยหน่วยประมวลผล Intel Xeon E5 จำนวน 196,608 คอร์ ให้กำลังสูงสุดถึง 5,537 Teraflops

Supercomputer_9

อันดับที่ 8: Hazel Hen

เข้ามาติด 1 ใน 10 อันดับ Supercomputer ที่แรงที่สุดเป็นครั้งแรกกับ Hazel Hen ระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงของมหาวิทยาลัย Stuttgart เข้ามาแทนที่ JUQUEEN Supercomputer ของเยอรมนีที่หลุดอันดับไป โดยสามารถประมวลผลได้ด้วยความเร็ว 5,640 Teraflops

Supercomputer_8

อันดับที่ 7: Piz Daint

Piz Daint เป็น Supercomputer ที่ใช้ชื่อเรียกตามเทือกเขาอัลไพน์ ประมวลผลได้ 6,271 Teraflops ต้องขอบคุณ Nvidia Tesla GPU จำนวน 73,808 คอร์ที่ช่วยเร่งความเร็วในการทำงาน Piz Daint ถือว่าเป็น Supercomputer ที่ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด โดยให้กำลังสูงถึง 2697.2 Megaflops ต่อกำลังไฟ 1 วัตต์

Supercomputer_7

อันดับที่ 6: Trinity

Trinity เป็นอีกหนึ่ง Supercomputer ที่เข้ามาติด 10 อันดับแรกในปีนี้ โดยมีความเร็วในการประมวลผลสูงถึง 8,100 Teraflops Supercomputer นี้อยู่ภายใต้การดูแลของห้องปฏิบัติการวิจัยแห่งชาติ Los Alamos ใน New Mexico สหรัฐอเมริกา

Supercomputer_6

อันดับที่ 5: Mira

Mira เป็นหนึ่งในสองของระบบของ Blue Gene/Q-powered ที่ยังรั้งอยู่ใน 10 อันดับแรก โดยมีประสิทธิภาพ 8,596 Teraflops ถูกใช้งานโดยกระทรวงพลังงาน ณ สถาบันวิจัยแห่งชาติ Argonne ในเมืองชิคาโก

MIRA

อันดับที่ 4: K Computer

Supercomputer ที่ถูกใช้งานมาอย่างยาวนานที่สุดใน 10 อันดับแรก คือ K Computer ของฟูจิตสึ ให้ขุมพลังในการประมวลผลสูงถึง 10,510 Teraflops แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งใน Supercomputer ที่ใช้พลังงานได้คุ้มค่าน้อยที่สุด (คือ กินไฟมากนั่นเอง)

Supercomputer_4

อันดับที่ 3: Sequoia

อีกหนึ่งระบบของ Blue Gene/Q-powered ที่อยู่ใน 10 อันดับแรก Sequoia ติดตั้งอยู่ที่ห้องปฏิบัติการวิจัยแห่งชาติ Lawrence Livermore ในเมืองแคลิฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็น Supercomputer ที่มีจำนวนคอร์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยมีจำนวนสูงถึง 1,572,864 คอร์ สำหรับประมวลผลด้วยความเร็ว 17,173 Teraflops

Supercomputer_3

อันดับที่ 2: Titan

Titan เป็น Supercomputer ประจำสถาบันวิจัยแห่งชาติในเมือง Tennessee ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานในโปรเจ็คท์งานวิจัยใหญ่ๆของกระทรวงพลังงาน โดยมีขุมพลังการประมวลผลที่ 17,590 Teraflops

Supercomputer_2

อันดับที่ 1: Tianhe-2

Supercomputer ที่ครองอันดับหนึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกยังคงเป็น Tianhe-2 (Milky Way-2) ของมหาวิทยาเทคโนโลยีความมั่นคงแห่งชาติ ประเทศจีน ซึ่งรั้งตำแหน่งอันดับหนึ่งเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน Tianhe-2 นับว่าเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในโลก โดยมีหน่วยประมวลผลมากถึง 3 ล้านคอร์ และให้ประสิทธิภาพสูงถึง 33,862 Teraflops

Supercomputer_1

ที่มา: http://www.networkworld.com/article/3005241/data-center/the-10-mightiest-supercomputers-in-the-world.html

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

HPE อัดยาแรง! แจกฟรี VM Essentials 1 ปี พร้อม Zerto 1 ดอลลาร์ ดึงลูกค้า VMware

HPE ใช้จังหวะที่ VMware ปรับขึ้นค่าไลเซนส์ นำเสนอสิทธิพิเศษให้ลูกค้าใช้งานระบบ VM Essentials ฟรี 1 ปีเต็ม พร้อมสิทธิ์ใช้งานซอฟต์แวร์ปกป้องข้อมูล Zerto ในราคาเพียง 1 ดอลลาร์ …

Forrester เผยผู้บริโภคยังไม่พร้อมให้ AI Agent ชำระเงินแทน ชี้ความเชื่อใจคือกำแพงสำคัญ

AI Shopping Agent กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบีบให้แพลตฟอร์มค้าปลีกต้องรองรับระบบค้นหาแบบต่าง ๆ ขณะนี้เวนเดอร์ ผู้ให้บริการระบบชำระเงิน และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มค้นหาต่างเร่งพัฒนา AI ให้มีอิสระถึงขั้นทำรายการสั่งซื้อแทนผู้บริโภคได้โดยอัตโนมัติ แต่รายงานล่าสุดจาก Forrester ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เวนเดอร์อ้างว่าเทคโนโลยีทำได้กับสิ่งที่ผู้ใช้งานในปัจจุบันยินยอมให้ทำนั้นไม่เหมือนกัน