รับมือกับความผันผวนทางธุรกิจ ในยุค New Normal ด้วย Modernize Data Platform จาก Azure โดย A-HOST

คงต้องยอมรับว่าหลังจากนี้การดำเนินชีวิตและธุรกิจของเราคงไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ แม้ว่าอาจจะเห็นบริษัทที่ได้ผลประโยชน์เหตุการณ์ แต่ก็มีบริษัทจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ในด้านการลงทุนด้าน IT ก็เช่นกัน ความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจทำให้การลงทุนแบบเดิมไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจอีกต่อไปเพราะขาดความยืดหยุ่น รวมถึง Business Disruption ที่การดำเนินธุรกิจแบบเดิม อาจไม่เพียงพอในการแข่งขัน ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าและบริการด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว อย่างที่เราทราบดีแล้วว่าข้อมูลคือหัวใจของการดำเนินธุรกิจในยุคนี้ ด้วยเหตุนี้เองการเตรียมบริการข้อมูลให้สามารถพร้อมดำเนินงานในทุกสภาวะการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้เองเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านทาง A-HOST ผู้เชี่ยวชาญและให้คำปรึกษาในด้านแอปพลิเคชันและ Managed Service จึงได้มาเล่าวิธีการเปลี่ยนการลงทุนทางด้าน IT ให้เป็นค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมสอดคล้องกับธุรกิจของบริษัทให้ฟังแบบเจาะลึกถึงเรื่องการย้ายระบบไอทีและฐานข้อมูล SQL Server สู่ Microsoft Azure ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการ Public Cloud ชั้นนำ ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอสรุปรายละเอียดมาให้ได้ติดตามกันครับ

ทำไม Cloud จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการองค์กร

แต่ละองค์กรต่างมีปัญหาและสาเหตุในการใช้งาน Cloud ต่างกันออกไป แต่โดยรวมสามารถสรุปได้ดังนี้

1.) หมดสัญญากับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้งานอยู่ : หลายองค์กรไม่ได้มีงบประมาณมากพอที่จะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นของตัวเอง ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะทำสัญญาเช่าพื้นที่รายปี แต่หากเกิดปัญหาหรือต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาก็ทำได้ไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เองการใช้ Cloud จึงเป็นทางเลือกเหมาะสม

2.) ขยายการใช้งานได้ทันที : ความคล่องตัวในการให้บริการเป็นเรื่องรอไม่ได้ ดังนั้นหากมีลูกค้าเข้ามาเยอะวันนี้ก็ต้องพร้อมเดี๋ยวนั้น ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยกับระบบ On-premise

3.) On-premise เกิดค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่ความต้องการทางธุรกิจไม่คงที่ : เห็นได้ชัดแล้วว่าในภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรือให้บริการไม่ได้ หรือหากลักษณะธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การลงทุนแบบ On-premise ยังต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งต้องวางแผนระยะยาวให้ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่การใช้งาน Cloud จะทำให้บริษัทสามารถเก็บกระแสเงินสดได้มากขึ้น และลงทุนได้ตามจริง 

4.) ความมั่นคงปลอดภัยและข้อบังคับขององค์กร : หลายองค์กรอาจจะหาทางลดภาระที่ต้องดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยด้วยตัวเอง หรืออาจถูกบังคับจากข้อกำหนดที่ต้องมี DR Site ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงหากต้องลงทุนเอง แต่บน Cloud สามารถทำได้ง่าย ไวและคุ้มค่ากว่า

5.) ต้องการนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ : หลายองค์กรต้องการเปลี่ยนแอปพลิเคชันให้ทันสมัย รับกับคอนเซปต์ Cloud Native หรือ Monolithic ซึ่งเทคโนโลยีบน Cloud ค่อนข้างเอื้ออำนวยสามารถพัฒนาบริการได้เร็วกว่าและมักมีของใหม่ออกมาทันโลกเสมอ เช่น Kubernetes, Container, Serverless รวมถึง Managed Service ต่างๆ 

6.) ตัดปัญหาการหมดอายุของซอฟต์แวร์ : เราจะเห็นได้ว่า Vendor ต่างๆ กำลังผันตัวมาให้บริการบน Cloud ซึ่งการันตีว่าบริการจะได้รับการอัปเกรตและดูแล ตราบเท่าที่เรายังใช้งานอยู่ ซึ่งต่างกับการซื้อซอฟต์แวร์ในอดีตที่มักมีการจำกัดเวลาการ Support เป็นรายปี

แนะนำ Microsoft Azure 

Microsoft Azure คือผู้ให้บริการ Public Cloud ชั้นนำ โดยมีฐานการให้บริการถึง 60+ Regions ทั่วโลกและมีดาต้าเซนเตอร์ในกว่า 140 ประเทศ ซึ่งจากภาพด้านบนเห็นได้ว่า Azure จะมีแพลตฟอร์มต่อยอดที่สามารถรองรับธุรกิจได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นงานด้าน Data Analytics, AI, IoT, Media, Application และกลุ่ม Developer รวมถึงเครื่องมืออำนวยความสะดวกในเรื่องของ Networking, Compute, Storage และ Security แถมยังมีการจับมือเป็นพันธมิตรเพื่อเปิดกว้างในการทำงานกับ Vendor รายอื่นไม่ว่าจะเป็น IBM, Red Hat, Oracle และ SAP เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจุดเด่นที่เหนือกว่าผู้เล่นรายอื่นคือ Microsoft เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ยอดนิยมจำนวนมากอาทิเช่น SQL Server, Windows Server, Dynamics, SharePoint และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งได้รับความนิยมในระดับองค์กรอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้การย้ายระบบ Traditional เหล่านี้ขึ้น Cloud จึงการรันตีได้ว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของ License และความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์

พิเศษเฉพาะลูกค้าที่ใช้งานระบบ Windows Server 2008 และ  SQL Server 2008 ที่หมดระยะเวลาการ Support ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อย้ายระบบดังกล่าวมาอยู่บน Microsoft Azure จะได้รับการขยายระยะเวลาในการ Support ไปอีก 3 ปีเพื่อลดความเสี่ยงในการอัปเกรตใดๆในกรณีที่ระบบยังสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อยู่

บริการ SQL Database on Azure

อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่าหัวใจสำคัญขององค์กรคือข้อมูล ดังนั้นไม่ว่าสภาวะไหนก็ตามองค์กรต้องดูแลให้ฐานข้อมูลสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันในภาพของการใช้งาน SQL Server บน Azure Cloud นั้นมีอยู่ 2 รูปแบบดังนี้

1.) SQL Server on Azure VM (IaaS)

คือการลง SQL Server ไว้บน Azure VM ทั้งนี้ผู้ดูแลขององค์กรจะยังต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นเอง รวมถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์ แต่ก็ยังได้คุณสมบัติจ่ายตามจริงและสามารถขยายการใช้งานได้เมื่อต้องการด้วยคุณสมบัติของ Cloud

2.) Azure SQL Server (PaaS)

บริการ Database-as-a-Service หรือ Azure SQL Database หมายถึงทีมงานของ Azure จะเป็นผู้ดูแลการใช้งานทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์ การอัปเดตซอฟต์แวร์ รวมถึงการสำรองข้อมูล แถมยังมี AI ที่ช่วยทำ Performance Tuning ได้อีก ดังนั้นผู้ใช้เพียงแค่เริ่มใช้งานเสมือนเป็นแอปพลิเคชันตัวหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ผู้ใช้งานจะมีทางเลือกในบริการ  Azure SQL Database ได้ 3 ทางคือ

  • Single – Standalone Database ที่เหมาะสำหรับงานที่มี Workload สม่ำเสมอเช่น หนักเช้า เบาเที่ยง และกลางคืนนิ่งสงบวนไปทุกวัน
  • Elastic Pool – เป็นการแชร์ทรัพยากรขนาดใหญ่ร่วมกันบน Azure ดังนั้นจะเหมาะกับงานที่ไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณได้ ผู้ใช้งานจะสามารถกำหนดมาตรการในการขยายการใช้งานทรัพยากรได้ด้วยตนเอง
  • Managed Instance – เป็นการนำ Instance ไปบริการจัดการเองโดยผู้ใช้งานจะสามารถสร้าง Database Instance กี่ตัวก็ได้ในทรัพยากรที่ถือครองอยู่ เช่น DB1 ขนาด 8 Core และ DB2 ขนาด 2 Core เป็นต้น ทั้งนี้แนวทางนี้มีความใกล้เคียงกับการใช้งานและการันตีความเข้ากันได้กับ On-premise Database มากที่สุด

แนวทางการย้ายระบบแบบ On-premise สู่ Azure 

Microsoft ได้แนะนำการย้ายระบบเดิมแบบ On-premise ขึ้นบน Azure ไว้ดังนี้

  • Rehost – ย้ายระบบ On-premise ด้วยการ Migrate ข้อมูลเข้าสู่ Azure IaaS 
  • Refactor – หลังจากทำ Rehost แล้วองค์กรอาจจะค่อยเริ่มการใช้งานลักษณะของ PaaS มากขึ้น เพื่อลดภาระในการดูแลระบบหรือ Routine Operation ทั้งในด้านของแอปพลิเคชันหรือ Database (SQL Server) แบบ Managed Service
  • Rearchitect – เปลี่ยนรูปแบบของแอปพลิเคชันแบบ Monolithic สู่ Microservice เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและขยาย Resource ตาม Functional เพื่อรองรับ Workload ที่สูงขึ้น
  • Rebuild – เริ่มต้นขึ้นระบบใหม่บน Azure ซึ่งอาจจะเปิดให้ทำงานร่วมกับระบบเดิมแบบ Hybrid ก็ได้
  • Replace – ยกเลิกระบบเก่าและเปลี่ยนไปใช้งาน SaaS ทันที

เครื่องมือช่วยเหลือเพื่อย้ายระบบ

การย้ายระบบเองอาจมีความซับซ้อนอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทาง Microsoft จึงมีเครื่องมือช่วยเหลือ 3 ตัวคือ

1.) Data Migration Assistant (DMA) – เป็นเครื่องมือที่รองรับในการย้าย SQL Server 2005 ขึ้นไป สามารถประเมินความพร้อมในการ Migrate/Upgrade เวอร์ชันของ SQL Database (Assessment Tool) เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเข้ากันได้ของเวอร์ชันเดิมและเวอร์ชันใหม่ นอกจากนี้ยังสามารถ Migrate แบบอัปเกรตไป SQL Server เวอร์ชันใหม่กว่าปลายทางได้

2.) SQL Server Migration Assistant (SSMA) – เครื่องมือช่วยย้าย Database จากค่ายอื่นมาเป็น SQL Server โดยรองรับทั้ง Oracle, DB2, MySQL และ Access อาทิ Migration Analysis, Schema Conversion

3.) Azure Data Migration Service (Azure DMA) – เครื่องมือที่ช่วยย้าย On-premise มาเป็น Azure SQL Database ได้และเครื่องมือนี้ยังรองรับทั้ง Oracle, DB2, MySQL และ Third-party Database อื่นๆ ได้เช่นกัน

ความเสี่ยงของการทำ Database Migration/Upgrade

ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือจาก Azure เพื่อย้ายระบบสู่ Cloud แต่อันที่จริงแล้ว ในทางปฏิบัติมียังมีเรื่องมากมายที่ต้องคำนึงถึงอยู่ดังนี้

  • ปัญหาความเข้ากันได้ของเวอร์ชันฐานข้อมูลต้นทางและปลายทาง รวมถึง Database Code ที่อาจมีการยกเลิกการใช้ (ในเวอร์ชันเก่า) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านฟีเจอร์ที่อาจเกิดปัญหาหากไม่มีวางแผนหรือแก้ไขก่อนดำเนินการ Migration
  • การเชื่อมต่อกันของระบบและระบบเครือข่ายหลังการเปลี่ยนแปลง เช่น IP Address, DNS, Active Directory และอื่นๆ
  • แผนในการทำงานของแอปพลิเคชันระหว่าง On-premise และ Cloud ให้สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน
  • การเคลื่อนย้ายข้อมูลว่าจะทำอย่างไร เช่น เมื่อข้อมูลมีขนาดใหญ่มากจะย้ายด้วยวิธีใดให้เหมาะสมกับระยะเวลาและกระทบกับแผนน้อยที่สุด
  • การดำเนินการทดสอบอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานสำเร็จ และครอบคลุมกับการใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่พบปัญหาภายหลังการ Migration หรือ เกิดน้อยที่สุด
  • วางแผนเรื่อง Downtime และการจัดการข้อมูลในระหว่าง Migrate ว่าจะรับมือ Data Gap หรือ ส่วนต่างอย่างไร หากเกิดปัญหาระหว่างทางจะแก้ไขอย่างไร
  • แผนการ Rollback กรณีเกิดปัญหาและต้องแก้ไขก่อนดำเนินการต่อ
  • การปฏิบัติตาม Best Practice ต่าง ๆ ของ Microsoft ที่ควรดำเนินการ

ด้วยเหตุนี้จะดีกว่าไหมถ้าให้มืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่าอย่าง A-HOST มาช่วยทำหน้าที่นี้แทน ตั้งแต่การประเมินระบบ ออกแบบและวางแผนขั้นตอนต่างๆ อย่างครอบคลุม รวมถึงการย้ายและทดสอบระบบหลังการ Migrate ตาม Best Practice ให้มั่นใจได้ว่าระบบจะสามารถทำงานต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา

นอกจากนี้เอง A-HOST ยังมีบริการของ Microsoft อย่างครบวงจรดังนี้

  • Sure | Migrate – ให้บริการในด้าน Azure Migration หรือ พัฒนาระบบใหม่บน Azure Cloud รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Public, Private, และ Hybrid Access โดยให้บริการครบวงจร ตั้งแต่ Assessment, System Design, Implementation และ Support หลัง Go-live
  • Sure | DR – ให้บริการในด้าน DR Solution on Azure โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการออกแบบและดำเนินการในการให้บริการ DR Service จาก A-HOST รวมถึงการออกแบบ DR Process ที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการทำ DRP ขององค์กร
  • Sure | Manage – ให้บริการในด้านการดูแล บำรุงรักษาระบบ (Managed Service) บน Microsoft Azure หลังจากระบบได้ Go-live แล้ว เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการให้บริการ รวมทั้งสามารถรองรับให้บริการระบบ On-premise ได้เช่นกัน 

โปรโมชันพิเศษ

5 ลูกค้าที่สนใจ ในการ Migration ระบบ ที่ติดต่อเข้ามารับฟรี บริการให้คำปรึกษาและ System Assessment (up to 8 VMs) พร้อมเอกสารสรุป แนะบริการ Migration Consulting จากทีมงาน A-HOST เพียงติดต่อ ผ่านช่องทางด้านล่าง และ ระบุ CODE: TechTalkThai

ติดต่อทีมงานมืออาชีพของ A-HOST ได้ทันทีที่

Email: channelmarketing@a-host.co.th

TEL: 094-954-6994 (K’Priyathida) หรือ 02-298-0625 ถึง 32

WEBSITE:  http://www.a-host.co.th/


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

[Guest Post] ผลสำรวจชี้ มัลติคลาวด์ยังได้รับความนิยมต่อเนื่อง แต่ความซับซ้อนและความท้าทายต่าง ๆ ก็ยังคงอยู่เช่นกัน

ผลสำรวจพบว่ามีการใชัมัลติคลาวด์เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันองค์กรต่าง ๆ ก็มุ่งความสนใจไปที่ไฮบริด มัลติคลาวด์

7 ความสามารถของ Aruba EdgeConnect ที่ทำให้ระบบเครือข่ายมีประสิทธิภาพเหนือกว่าโซลูชัน SD-WAN ทั่วไป

ในบทความนี้เราจะสรุปถึงความสามารถของ Aruba EdgeConnect ที่โดดเด่นเหนือกว่าโซลูชัน SD-WAN ทั่วไปในเชิงของประสิทธิภาพให้ทุกท่านได้นำไปศึกษากัน ดังนี้ครับ