Red Hat ชี้ Open Source คือตัวเร่งสำคัญในการนำ AI เข้าสู่ระดับองค์กร พร้อมโชว์ความพร้อมเครื่องมือจัดการ AI Lifecycle และ Agentic AI ครบทุกมิติ เดินหน้าจับมือ NVIDIA สร้างอธิปไตยทางข้อมูล ป้องกันการผูกขาดเทคโนโลยี ย้ำองค์กรให้ตื่นตัวรับมือภัยคุกคามไซเบอร์และ Post-Quantum Cryptography ที่จะทวีความรุนแรงตามการเติบโตของเทคโนโลยี AI

Daniel Aw รองประธานและผู้จัดการทั่วไป Red Hat ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าวว่า ตลอดช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา Open Source มีส่วนขับเคลื่อนนวัตกรรมในช่วงการเปลี่ยนแปลงของตลาดมาตลอด ตั้งแต่ยุค Linux ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ที่เข้ามาช่วยกระจายการเข้าถึงเทคโนโลยี OS ตามมาด้วยยุค Cloud-Native ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 ที่มี Kubernetes เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
ปัจจุบัน Red Hat จึงเชื่อมั่นว่า Open Source จะกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการสร้างนวัตกรรมที่รวดเร็วสำหรับยุค AI เพื่อนำเข้าสู่ระดับองค์กร โดยเดือนเมษายน 2026 ได้ขยายเวลาสนับสนุน Red Hat Enterprise Linux หรือ RHEL จากเดิม 10 ปี เพิ่มเป็น 14 ปี ควบคู่กับการผลักดัน AI Ops ภายในแพลตฟอร์ม Ansible เพื่อขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วด้วย AI
Vincent Caldeira ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ของ Red Hat APAC เสริมว่า การพัฒนา AI ในองค์กรจำเป็นต้องจัดการได้อย่างครอบคลุมตลอดทั้ง Lifecycle โดยมีข้อมูลเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด Red Hat จึงได้เปิดตัวความสามารถใหม่ ๆ เพื่อตอบรับโจทย์ดังกล่าวดังนี้
- Auto RAG: ช่วยองค์กรปรับปรุงกระบวนการและลดความยุ่งยากในการเตรียมข้อมูลสำหรับให้โมเดล AI เรียกใช้งาน รวมถึงสามารถทดสอบความแม่นยำในการดึงข้อมูลได้เร็วขึ้น
- Evaluation Hub: ศูนย์กลางการควบคุมสำหรับประเมินผลระบบ AI ทั้งระบบ โดยระบบนี้ผสานการทำงานการประเมินผลแบบ Open Source เข้ามาให้ใช้งานผ่าน UI เดียวแบบ End-to-end
- Model-as-a-Service: บริการให้เรียกใช้โมเดลผ่าน Endpoint หรือ API โดยนักพัฒนาไม่ต้องยุ่งยากกับการบริหารจัดการ GPU หรือการวางระบบด้วยตนเอง ทำให้การแบ่งปันทรัพยากรโมเดลทำได้ง่าย
- Agentic AI: รับมือกับกระแสการสร้าง AI Agent สำหรับงานระดับองค์กร โดยเน้นที่การจัดการ Agent การควบคุมขอบเขตการตัดสินใจ และความสามารถในการติดตามการทำงาน
ขณะเดียวกัน Red Hat ประกาศยกระดับความร่วมมือกับ NVIDIA อย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนาโซลูชัน Red Hat AI Factory และยังการันตีการสนับสนุนในรูปแบบ Day-zero Support สำหรับชิปประมวลผลสถาปัตยกรรมใหม่จาก NVIDIA ทั้ง Blackwell และ Rubin ในรีลีสถัดไป ในด้าน Sovereign AI นั้น Red Hat ได้เป็นซอฟต์แวร์ ISV ที่ได้รับการรับรองในโปรแกรม NVIDIA Cloud Partner
“หัวใจของ Sovereign AI คือการมีอำนาจในการเลือกและควบคุมเบ็ดเสร็จใน 3 เลเยอร์ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน, ข้อมูล, และการปฏิบัติการ การใช้ Open Source ในทุกเลเยอร์จะช่วยให้องค์กรรอดพ้นจากการถูกผูกขาดเทคโนโลยี” Vincent Caldeira กล่าว
Daniel Aw กล่าวต่อว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเปิดรับเทคโนโลยี Open Hybrid Cloud และ AI รวดเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก คือ บริการทางการเงิน เพื่อบริหารจัดการและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์เพียงรายเดียว ตามมาด้วยกลุ่มภาครัฐ โดยเฉพาะภาคส่วนความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ผ่านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้หลายประเทศต้องหันมานำ AI ไปใช้ในสนามรบและปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน Sovereign
ด้านภัยคุกคามระดับควอนตัม หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC) Vincent Caldeira มองว่า องค์กรต่าง ๆ ต้องตื่นตัวมากกว่านี้ ซึ่งในปัจจุบัน หลายอุตสาหกรรมทั่วโลกยังไม่ให้ความสำคัญเพื่อเตรียมรับมือกับภัยคุกคามนี้มากเท่าที่ควร เนื่องจากติดพันกับวาระเรื่อง AI และความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานเป็นหลัก
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






