CEO โลกแห่ลงทุน Enterprise AI แต่มีเพียง 18% ที่โครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้ว

ผลสำรวจล่าสุดจาก NTT และ WSJ Intelligence ที่เก็บข้อมูลจากซีอีโอระดับโลกกว่า 359 ราย ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ในการใช้ AI กับความเป็นจริงของโครงสร้างพื้นฐานในองค์กร เพราะซีอีโอส่วนใหญ่จะวางแผนเพิ่มงบประมาณด้าน AI อย่างมหาศาล แต่กลับมีเพียงส่วนน้อยที่มีความพร้อมในการรองรับเทคโนโลยีนี้ในระยะยาว

ผลสำรวจพบว่า 68% ของซีอีโอทั่วโลก จะมีแผนเพิ่มการลงทุนใน AI ภายใน 2 ปีข้างหน้า และเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าจะเพิ่มงบประมาณขึ้นมากกว่า 11% แต่ผลสำรวจกลับพบสถิติที่น่าเป็นห่วงดังนี้

  • มีเพียง 18% เท่านั้นที่เชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของตนได้รับการปรับแต่งอย่างเพียงพอที่จะรองรับ AI ในที่มากขึ้นได้
  • ซีอีโอส่วนใหญ่มองว่า Predictive AI คือความสำคัญอันดับต้น ๆ ในเชิงธุรกิจ แต่ยอมรับว่าผลลัพธ์ที่แท้จริงจะมาจากองค์ประกอบรวมของ Predictive, Generative และ Agentic AI
  • อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการก้าวสู่ AI Maturity คือ ข้อจำกัดด้านพลังการประมวลผล, เครือข่ายแบบเก่า และคอขวดในการเตรียมข้อมูล

Abhijit Dubey ซีอีโอของ NTT DATA ให้ความเห็นว่า AI จะไม่สามารถสเกลได้ด้วยโมเดลที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และบุคลากรที่มีทักษะ

ขณะเดียวกันรายงานระบุว่าองค์กรกำลังเผชิญกับปัญหาในการบริหารจัดการ AI โดยเฉพาะใน 3 มิติหลักคือ

  1. ซีอีโอราว 70% ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพสูงสุดของ AI มาก่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม และ 75% ยังคงมีความเชื่อแบบ Zero-sum ว่าแนวทางความยั่งยืนจะทำให้ผลกำไรลดลง ทั้งที่ 83% ยอมรับว่าการสเกล AI อย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล
  2. ความเสี่ยงที่ซีอีโอกังวลที่สุดจากการใช้ AI นอกระบบควบคุมได้แก่ ข้อมูลรั่วไหล 41%, ความถูกต้องของข้อมูล 40%, ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย 38% และการตัดสินใจที่เชื่อถือไม่ได้ 35%
  3. นอกจากนี้ 83% ของผู้บริหารรู้สึกถูกกดดันให้ต้องสเกล AI ให้เร็วที่สุดเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน จนอาจต้องมองข้ามความกังวลด้านการใช้พลังงาน

เพื่อแก้ปัญหาเรื่องภาระงานที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของ AI โดยไม่ทำให้การใช้พลังงานพุ่งสูงเกินไป NTT ได้เปิดตัวเทคโนโลยี Photonics หรือการใช้แสงในการรับส่งข้อมูลแทนไฟฟ้า

โปรเจกต์ IOWN (Innovative Optical and Wireless Network) ของ NTT ถูกวางให้เป็นแพลตฟอร์มหลักหลังจากนี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือ

  • ลดการใช้พลังงานลงสูงสุด 100 เท่า
  • เพิ่มขีดความสามารถในการส่งข้อมูลได้ถึง 125 เท่า
  • ลดความหน่วงลง 200 เท่า เมื่อเทียบกับโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน

ผลสำรวจระบุว่า 91% ของผู้บริหาร รู้จักเทคโนโลยี Photonics แล้ว โดย 55% แสดงความสนใจที่จะนำมาปรับใช้ในองค์กร และ 36% เริ่มมีการใช้งานเทคโนโลยีนี้ในบางส่วนแล้ว เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลจำนวนมากจาก AI ในอนาคต

ที่มา: https://group.ntt/en/topics/2026/01/14/wsj_survey.html

About Veerapon Tangsiripathanawong

Check Also

Sonar เข้าซื้อกิจการ Gitar สตาร์ตอัป AI Code Review ยกระดับระบบตรวจสอบโค้ดด้วย Agentic Reasoning

Sonar ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มตรวจสอบคุณภาพและความมั่นคงปลอดภัยของโค้ด ประกาศเข้าซื้อกิจการ Gitar สตาร์ตอัปผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ AI-native Code Review การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผสานความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของ Gitar เข้ากับเอนจินตรวจสอบโค้ดของ Sonar เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยที่รัดกุมยิ่งขึ้นสำหรับทีม DevOps ในยุคที่ …

Huawei เปิดตัวสถาปัตยกรรมชิปใหม่ แก้ปัญหาคว่ำบาตรและข้อจำกัด Moore’s Law

Huawei Technologies ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์จากจีนได้เปิดตัวเฟรมเวิร์กการออกแบบชิปใหม่ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะช่วยลดช่องว่างในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กับผู้นำระดับโลกอย่าง TSMC และ Nvidia ได้