[Guest Post] ตลาดการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยขยายตัวเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การที่ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องนั้น มีส่วนผลักดันให้สังคมไร้เงินสดได้ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ โดย 71% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ประเทศไทยมีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ. 2563 พบว่ามีผู้ใช้กว่า 53.57 ล้านคน และข้อมูลล่าสุดโดย Statista ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลด้านการตลาดและผู้บริโภคระดับโลก คาดว่าจะมีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 60 ล้านคนภายในปี พ.ศ. 2569 แม้ว่าการเพิ่มขึ้นดังกล่าวนั้นอาจเป็นผลที่สอดคล้องกับจำนวนประชากรไทยที่เพิ่มขึ้น แต่ตัวขับเคลื่อนหลักคือการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การที่สมาร์ทโฟนสามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างกว้างขวางกระตุ้นให้แอปพลิเคชันสำหรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเป๋าสตางค์ดิจิทัล (e-wallet) จากการสำรวจ Global Consumer Insights Survey 2019 ของ PwC พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เติบโตเร็วเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเรื่องของการชำระเงินผ่านอุปกรณ์มือถือ โดยเป็นรองจากประเทศเวียดนาม

ผู้บริโภคชำระเงินผ่านระบบมือถือมากขึ้น

แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการชำระเงินผ่านระบบมือถือมีข้อมูลสนับสนุนจากรายงาน Global Payment Trends ปี 2019 โดย JP Morgan ที่ว่าประชากรเกือบ 37 ล้านคน หรือ 71% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย สั่งซื้อสินค้าออนไลน์โดยใช้โทรศัพท์มือถือ โดย 1 ใน 5 ของผู้ใช้กลุ่มนี้นิยมใช้ e-wallet ในการชำระเงิน e-wallet จึงเป็นช่องทางการชำระเงินที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 4 ในประเทศไทย ผู้บริโภคในประเทศไทยสามารถเลือกชำระเงินผ่านมือถือได้มากถึง 23 ช่องทาง อ้างอิงข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 จึงกล่าวได้ว่าสังคมไร้เงินสดในประเทศไทยนั้นจัดเป็นเรื่องลำดับต้นๆของวาระแห่งชาติ

รายงานล่าสุดของ International Data Corporation (IDC) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก 2C2P ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการชำระเงิน พบว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการผลักดันจากระบบชำระเงินทางดิจิทัล โดยในระหว่างปีพ.ศ. 2560 – 2563 จำนวนผู้ใช้ e-wallet เพิ่มขึ้นจาก 500 ล้านเป็น 2.8 พันล้านคน และมีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดจากช่องทางการชำระเงินทางอีคอมเมิร์ซ โดยคาดว่าตลาดขนาดใหญ่ที่สุดเป็นประเทศอินโดนีเซีย (ด้วยมูลค่า 83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) รองลงไปเป็นประเทศเวียดนาม (29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และประเทศไทย (24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

รายงานดังกล่าวยังเปิดเผยว่า ภายในปีพ.ศ. 2568 การใช้จ่ายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซทั่วทั้งภูมิภาคจะเพิ่มสูงขึ้นไปแตะ 162% หรือคิดเป็นมูลค่า 179.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการชำระเงินทางระบบดิจิทัลมีส่วนแบ่งคิดเป็น 91% ของขนาดธุรกรรมทั้งหมด การเพิ่มขึ้นนี้จะได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและการค้าปลีก โดยการมีตัวเลือกการชำระเงินที่ครอบคลุมมากขึ้น ณ จุดขาย และการเกิดขึ้นของวิธีการชำระเงินรูปแบบใหม่อื่นๆ

คนไทยเพิ่มความนิยมเข้าใช้ Lazada หรือ Shopify รวมถึงโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์อื่นๆ เช่น Pantip และ Sanook บนอุปกรณ์มือถือมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคนี้ยังเป็นที่สนใจของแฮกเกอร์ในโลกไซเบอร์ที่แสวงหาแนวทางใหม่ๆตลอดเวลาเพื่อแทรกซึมเข้าไปบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมถึงการโจมตีด้วยการทำวิศวกรรมสังคม (social engineering)

อันตรายที่แอบแฝงมากับระบบการชำระเงินออนไลน์

แม้ว่าบางคนอาจคิดว่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่ทำบนเดสก์ท็อปหรือแล็ปท็อป แต่ในความเป็นจริงนั้นโทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์หลักที่ผู้ใช้งานในทุกๆวัยเลือกใช้มากขึ้นเมื่อต้องการซื้อสินค้าและทำธุรกรรมออนไลน์เนื่องจากสามารถทำได้จากทุกที่ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์เพราะอุปกรณ์มือถือของพวกเขาอาจไม่ได้ถูกปกป้องด้วยซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหรือมัลแวร์

ที่สำคัญกว่านั้นคือแอปพลิเคชันการชำระเงินบนอุปกรณ์มือถือสามารถถูกแฮ็กได้ แอปพลิเคชันเหล่านี้มักใช้การตรวจสอบสิทธิ์ด้วยการป้อนรหัสผ่านหรือ PIN ที่แฮกเกอร์สามารถโจมตีได้ด้วยการรันสคริปต์ที่ป้อนข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้งานจากข้อมูลที่ขโมยมาจากช่องทางอื่นๆได้อย่างง่ายดาย (credential stuffing) สคริปต์เหล่านี้ทำงานโดยใช้คู่ของชื่อบัญชีและรหัสผ่านที่เป็นมีความน่าจะเป็นไปได้ป้อนเข้าระบบจนกว่าจะพบคู่ที่ทำให้ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ได้

เมื่อแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลบนมือถือ ข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต ประวัติการทำธุรกรรม และพฤติกรรมการซื้อสินค้า อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อใช้ในการหลอกลวงแบบฟิชชิง หรือการนำไปขายต่อ ซึ่งก่อให้เกิดการฉ้อโกงบัตรเครดิต การเรียกเงินคืนจากธุรกรรมปลอม การหลอกลวงการชำระเงินหรือที่ร้ายแรงกว่านั้นคือการฟอกเงินที่อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากช่องโหว่ในแอปพลิเคชันที่คุณใช้

การใช้อุปกรณ์มือถือของคุณเป็นเครื่องมือสำหรับการชำระเงินทางออนไลน์และเข้าถึงโลกโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องสะดวกสบาย แต่การทำให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ของคุณมีระบบที่ดีในการปกป้องการโจมตีทางไซเบอร์นั้นเป็นเรื่องสำคัญและถึงเวลาแล้วที่เราต้องให้ความสนใจ หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยรายงานข่าวการหลอกลวงแบบต่างๆรวมถึงการทำฟิชชิง และสัญญาณอันตรายที่เกิดจากการทำวิศวกรรมสังคมที่แฮกเกอร์ไซเบอร์ใช้ในการเข้าควบคุมอุปกรณ์และเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับของคุณ

ช้มือถือให้ปลอดภัยด้วยการปกป้องแบบหลายชั้น   

การโจมตีทางไซเบอร์บนอุปกรณ์มือถือสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบและในหลายจุด หลายคนอาจบอกว่า “ติดตั้ง VPN ก็พอแล้ว” แต่ที่จริงยังไม่พอ เพราะ VPN ปกป้องเฉพาะการถ่ายโอนข้อมูลที่ใช้งานอยู่ผ่านทาง VPN เท่านั้น ส่วนการทำงานอื่นๆภายในแอปพลิเคชันจะไม่ได้รับการปกป้องและข้อมูลอื่นๆ เช่น รายชื่อบุคคลและข้อความที่เก็บไว้ภายในมือถือจะไม่ได้รับการปกป้องเช่นกัน แม้ว่า VPN มีความสำคัญ แต่ไม่ใช่โซลูชันที่ใช้รักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์มือถือได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ทั่วไปไม่ได้ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ๆ เพราะเป็นภัยคุกคามที่ไม่มีซิกเนเจอร์ระบุตัวตนได้ชัดเจนว่าเป็นมันเป็นการโจมตี ในยุคการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการก่อการร้ายทางไซเบอร์รูปแบบล้ำสมัยนั้นจะทำให้คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอุปกรณ์ของคุณถูกจู่โจม ดังนั้นการยกระดับมาตรฐานการป้องกันภัยทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพและการป้องกันเชิงกลยุทธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

zIPS โดย Zimperium นำเสนอการป้องกันภัยคุกคามบนอุปกรณ์มือถือแบบองค์รวมด้วยโซลูชันเต็มรูปแบบที่ป้องกันการโจมตีจากหลายด้าน โดย zIPS ได้รับความเชื่อถือจาก Gartner และเป็นที่รู้จักทั่วโลก และ zIPSเป็นซอฟแวร์ระดับองค์กรที่มีการให้บริการแบบส่วนบุคคลที่ถูกพัฒนาโดยองค์กรจากประเทศสหรัฐอเมริกา

zIPS ใช้เทคโนโลยีกลไกการตรวจจับที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วเรียกว่า z9 ซึ่งติดตั้งอยู่บนอุปกรณ์มือถือ ดังนั้น zIPS จึงให้การปกป้องอย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อแม้ในขณะที่อุปกรณ์ไม่ได้ต่อออนไลน์ zIPS ไม่จำเป็นต้องมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้อุปกรณ์มือถืออย่างมาก เนื่องจากโซลูชันป้องกันไวรัสอื่นๆ ต้องการให้อุปกรณ์ต่อออนไลน์เพื่อทำงานได้ตามปกติ

ทุกวันนี้ การโจมตีทางไซเบอร์จำนวนมากเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์โดยไม่มีสัญญาณเตือนภัยใดๆ และไม่มีซิกเนเจอร์ที่ชัดเจนเพื่อให้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหรือมัลแวร์ตรวจจับได้อย่างถูกต้อง แต่ zIPS สามารถตรวจจับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้เพราะมันมีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างบนการทำให้อุปกรณ์เรียนรู้ข้อมูลและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง (machine learning) ในการตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัยที่ไม่เป็นไปตามการใช้งานปกติ

zIPS ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์จึงสามารถเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ที่โจมตีระบบปฏิบัติการ ระบบเครือข่าย และแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือตลอดจนการโจมตีแบบฟิชชิ่ง หากเกิดการพยายามในการแก้ไขโปรไฟล์ แก้ไขระบบ หรือโจมตีระบบปฏิบัติการ zIPSจะตอบโต้กลับและจะแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเชื่อมต่อเครือข่ายที่น่าสงสัยทั้งหมดเพื่อรักษาข้อมูลบนอุปกรณ์มือถือให้ปลอดภัย zIPS จะทำการตรวจจับการสกัดกั้นข้อมูลการสื่อสาร ตรวจจับการเข้าถึงและการสอดแนมที่ไม่ได้รับอนุญาต และตรวจจับการดักจับข้อมูลระหว่างผู้ใช้มือถือและเว็บเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น

zIPS ปกป้องคุ้มครองผู้ใช้อุปกรณ์มือถือที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใช้งานบ่อยๆ โดยจะตรวจจับแอปพลิเคชันที่ไม่ปลอดภัย น่าสงสัย หรือเป็นอันตราย และยังตรวจจับการโจมตีแบบ “ดาวน์โหลดและสั่งการ” (download and execute) นอกจากนี้ zIPS ยังเพิ่มความมั่นใจด้วยการตรวจจับการพยายามโจมตีแบบฟิชด้วยการตรวจจับ URL ที่เป็นอันตราย และการฟิชชิงผ่านทางอีเมลและทางข้อความตัวอักษร

zIPS เป็นโซลูชันเดียวที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการใช้งานส่วนตัว โซเชียล องค์กร และผู้ประกอบธุรกิจผ่านอุปกรณ์มือถือ

สำหรับลูกค้าองค์กรหรือลูกค้าทั่วไปที่สนใจ zIPS by Zimperium สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SAThailand@SAsiapac.com

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิก TechTalkThai เพียงใช้โค้ด THPROMO เมื่อสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ https://sasiapac.com/shop/

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจาก SA Solutions for Asia – Thailand.

About Maylada

Check Also

OpenAI ขึ้นแท่นผู้นำใน Gartner Magic Quadrant ด้าน Enterprise AI Coding Agents ดัน Codex สู่แกนหลักการพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กร

Gartner ได้ประกาศให้ OpenAI เป็นผู้นำในรายงาน Magic Quadrant สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Enterprise AI Coding Agents ประจำปี 2026 สะท้อนความสำเร็จของแพลตฟอร์ม Codex …

Stripe ยกระดับระบบชำระเงินสู่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Machine-to-Machine รับยุค Agentic AI

Stripe เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 288 รายการ พร้อมส่งแผนพลิกโฉมระบบชำระเงินจากเดิมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการทำธุรกรรมสำหรับมนุษย์ ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตั้งโปรแกรมได้และทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับธุรกกรรมแบบ Machine-to-Machine ถือเป็นการปูทางเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบ Agentic AI อย่างเต็มรูปแบบ