Google เตรียมขยาย Data Center เพิ่มอีก 5 แห่ง พร้อมลงทุนเคเบิ้ลใต้น้ำอีก 3 สาย

Google ประกาศขยาย Data Center เพิ่มอีก 5 แห่งทั่วโลก พร้อมลงทุนในเคเบิ้ลใต้น้ำอีก 3 สาย เสริมประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าทั่วโลก

Google ได้ประกาศเตรียมที่จะเพิ่ม Data Center อีก 5 แห่งทั่วโลกในปี 2018 นี้ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์, มอนทรีออล, ลอสแอนเจลิส, ฟินแลนด์ และฮ่องกง โดยในสองที่แรกเตรียมเปิดใช้งานได้ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ก่อนหน้านี้ Google มี Data Center อยู่จำนวน 13 แห่งทั่วโลก นอกจากนี้ Google ยังประกาศลงทุนในเคเบิ้ลใต้น้ำอีกจำนวน 3 สาย ได้แก่
1. Curie cable: เชื่อมต่อจากประเทศชิลีไปยังลอนแอนเจลิส ลงทุนโดย Google เองทั้งหมด ทำให้กลายเป็นเคเบิ้ลใต้น้ำสายแรกที่ไม่ได้ถูกสร้างโดยบริษัททางด้านการสื่อสาร และเคเบิ้ลใต้น้ำสายนี้จะกลายเป็นท่อส่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในชิลี ช่วยเพิ่มความเร็วในการให้บริการกับลูกค้าในกลุ่มลาตินอเมริกา
2. Havfrue cable: เชื่อมต่อจากสหรัฐอเมริกาไปยังเดนมาร์กและไอแลนด์ เป็นการลงทุนร่วมกับ Facebook, Aqua Comms และ Bulk Infrastructure คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2019
3. HK-G cable: เชื่อมต่อจากฮ่องกงไปยังเกาะกวม โดยทำงานร่วมกับ RTI-C และ NEC ซึ่งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพในการสื่อสารให้กับประเทศในแถบเอเชีย

เคเบิ้ลใต้น้ำทั้ง 3 สาย คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2019 ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Google ใช้เงินลงทุนในการโครงสร้างพื้นฐานไปแล้วกว่า 9 แสนล้านบาท และลงทุนในเคเบิ้ลใต้น้ำไปแล้วกว่า 11 สาย

Credit: Google
Credit: Google

ที่มา: https://blog.google/topics/google-cloud/expanding-our-global-infrastructure-new-regions-and-subsea-cables/


About เด็กฝึกงาน TechTalkThai หมายเลข 1

นักเขียนมือใหม่ผู้หลงใหลใน Enterprise IT และซูชิ

Check Also

เริ่มต้นกับ 5G NEXTGen Platform พร้อมนำพลังแห่ง 5G สู่ทุกธุรกิจ

หากพูดถึง 5G หลายท่านคงเคยได้ใช้งานผ่านมือถือกันมาบ้างแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในมุมของฝั่ง Consumer ที่ท่านคุ้นเคยเท่านั้น แต่การนำ 5G มาใช้ในธุรกิจจริง ถึงแม้จะเป็นที่ตระหนักรับรู้ ว่า 5G มีขีดความสามารถมากมาย ที่รองรับการใช้งานเพื่อธุรกิจยุคใหม่ แต่สำหรับการนำไปใช้งานขององค์กรยังถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย …

[Guest Post] ฟอร์ติเน็ตเปิดตัวโซลูชัน Cloud native protection ปกป้องธุรกิจให้พ้นจากภัยคุกคามบนคลาวด์ พร้อมให้ใช้งานแล้วบน AWS

FortiCNP ช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการด้านความปลอดภัยบนคลาวด์ บริหารความเสี่ยงภัยได้เร็วขึ้น และให้การป้องกันภัยคุกคามได้เกือบเรียลไทม์ด้วยคุณสมบัติในการตรวจจับมัลแวร์ในระดับ Zero-Permission