FBI บุกทลาย 15 เว็บไซต์ที่ให้บริการ DDoS as a Service

FBI ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านกฏหมายและบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง เช่น Cloudflare, Flashpoint และ Google เพื่อขออำนาจศาลบุกปิดเว็บไซต์กว่า 15 แห่งที่ให้บริการ DDoS as a Service

Credit: Jinga/ShutterStock

หลังจากที่ FBI ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายระดับชาติจากสหราชอาณาจักรฯ และตำรวจฮอลแลนด์ รวมถึงหลายบริษัทใหญ่ที่ร่วมกันให้ข้อมูลทำให้ FBI สามารถขอหมายเข้าจับกุมชาย 3 คนชื่อ Matthew Gatrel และ Juan Matinez ในแคลิฟอเนีย David Bukoski ในอลาสก้า ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ปฏิบัติการเว็บไซต์ส่วนหนึ่งในรายชื่อที่ศาลระบุเอาไว้ เช่น Downthem.org, netstress.org, quantumstress.net, vbooter.org และ defcon.pro เป็นต้น

แม้ว่าบริการ DDoS as a Service อาจถูกนำไปใช้ในด้านดีบ้าง เช่น ทดสอบระบบขององค์กรว่าจะทนทานต้องการโจมตีชนิดนี้ได้แค่ไหน อย่างไรก็ตามในหลายครั้งบริการเหล่านี้ก็กลับถูกคนร้ายนำไปใช้ในด้านเลวร้ายเสียมาก เช่น บางไซต์ที่ถูกปิดในครั้งนี้ถูกรายงานว่ามีการนำไปใช้โจมตี DDoS ก่อให้เกิดทราฟฟิคสูงกว่า 40 Gbits/Sec หรืออย่าง Downthem ที่ลูกค้ากว่า 2 พันรายได้ถูกนำไปใช้สร้างการโจมตีกว่า 2 แสนครั้งมาแล้ว โดย FBI ได้เคยเตือนถึงภัยคุกคามจากบริการเหล่านี้มาหลายปีแล้ว ดังนั้นก็คงต้องให้กำลังใจหน่วยงานต่างๆ ให้จริงจังกับบริการภัยคุกคามที่นับวันจะ as a Service ง่ายขึ้นทุกทีครับ

ที่มา : https://techcrunch.com/2018/12/20/fbi-ddos-booter-sites-offline/

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Sam Altman เสนอสหรัฐนำฟอรัมนานาชาติ กำหนดมาตรฐาน AI โลก

Sam Altman ได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งฟอรัมระดับนานาชาติที่นำโดยสหรัฐอเมริกา เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกสำหรับปัญญาประดิษฐ์ โดยโต้แย้งว่าไม่ควรปล่อยให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเข้ามาครอบครองเทคโนโลยีนี้แต่เพียงผู้เดียว

Google ทลายเครือข่ายพร็อกซี NetNut ที่กระจายบนอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่อง

Google ได้เข้าสกัดกั้นเครือข่าย NetNut ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายพร็อกซีที่อยู่อาศัย (residential proxy network) ที่ใหญ่ที่สุดที่ยังเปิดให้บริการอยู่ ส่งผลให้บริการที่เคยเปลี่ยนอุปกรณ์ตามบ้านเรือนกว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกให้กลายเป็นจุดส่งต่อทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของผู้อื่นต้องหยุดชะงักลง