4 รูปแบบของการ Backup ที่ผู้ดูแลระบบควรทราบ

การ Backup นั้นมีหลายรูปแบบหากใช้อย่างไม่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดผลกระทบทั้งเวลาที่ต้องใช้เพื่อการ Restore ข้อมูลและเสียพื้นที่เก็บไฟล์ Backup อย่างไม่จำเป็น รวมถึง Bandwidth ที่เราต้องเสียให้ในระหว่างการ Backup ด้วย ดังนั้นเราจึงขอหยิบยกบทความของ Networkworld ที่ได้นำเสนอแนวคิดของการทำ Backup แบบต่างๆ เพื่อให้เข้าใจและนำไปใช้อย่างถูกต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Archive Bit เป็นเรื่องที่ควรรู้ก่อนการทำ Backup คือในระบบของ Windows ใช้ Archive Bit เพื่อติดตามว่าไฟล์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่หลังจากการ Backup ครั้งล่าสุด ซึ่งจะถูกเคลียร์เพื่อจะได้รู้ว่าถูก Backup ล่าสุดแล้วและจะไม่ถูก Backup ซ้ำจนกระทั่งการทำ Full Backup ครั้งต่อไป (มีคนเห็นต่างว่าทำไมไม่ชื่อ Backup Bit จะตรงกว่าเพราะไม่ใช่การ Archive ซะหน่อย) แต่ปัญหาคือถ้าเรามีแอปพลิเคชัน Backup มากกว่า 1 ตัวและทำงานเวลาเดียวกันอาจจะมีการแย่งกระทำ Archive Bit กันเองได้ อย่างไรก็ตามสมัยใหม่เราได้มีการใช้งาน Virtualization ซึ่งกระทำผ่าน API ในระดับ Block แล้ว ดังนั้นค่า Archive ในปัจจุบันจึงมีความสำคัญน้อยลงเพราะเป็นการมองเฉพาะการ Backup ในระดับโฮสต์เท่านั้น (เครื่องจริงๆ ไม่ได้ทำผ่าน Hypervisor)

4 วิธีของการ Backup มีดังนี้

1.Full Backup

เป็นการ Backup ทุกไฟล์ เช่น Full Backup ของ Windows ก็ทำสำเนาเอาทุกไฟล์ในทุกไดร์ฟอย่าง C:\ , D:\ และอื่นๆ มาทั้งหมด ถ้าใน Unix หรือ Linux ก็ไล่ตั้งแต่ /home, /opt และอื่นๆ ข้อแนะนำคือควรยกเว้นการ Backup เฉพาะไฟล์ที่รู้ว่าไม่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น ไฟล์ Config อย่าง C:\Windows\TEMP หรือ /tmp ใน Linux ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงในกรณีที่คนอื่นๆ อาจนำไฟล์ที่เราไม่รู้ไปวางไว้ที่อื่นและอาจไม่ได้ถูก Backup ไปด้วย

2.Incremental Backup

เป็นการ Backup เอาเฉพาะข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงจากการ Backup ครั้งล่าสุด ดูตัวอย่างตามรูปด้านล่างจะเห็นได้ว่าไฟล์ Backup จะมีขนาดเล็กนี่คือข้อดีของการไม่ไปรบกวนประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์มากนักเพราะจะให้ Backup ไฟล์ 10 GB ทั้งๆที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลแค่ 1 MB ก็คงเกินไป แต่หากต้องการได้ข้อมูลของวันศุกร์ก็ต้องเอาข้อมูลจากชุด Backup จากวันจันทร์ ถึง พฤหัส มาประกอบกันถ้าเสียไปอันนึงก็จะมีปัญหา นอกจากนี้ปัจจุบันซอฟต์แวร์ Backup สมัยใหม่ก็มีการใช้งาน Backup แบบ Block-based incremental คือการจัดการในระดับ Block นั่นเอง โดยการใช้ API จาก VMware หรือ Hyper-V

credit : easeus

3.Differential Backup

การ Backup เฉพาะข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงจาก Full Backup ดูตามรูปด้านล่าง ซึ่งวิธีการเป็นที่นิยมกับการใช้เทป Backup โดยการนำข้อมูลกลับก็ใช้ Full Backup และ ไฟล์ Backup เพิ่มไปยังจุดหมายที่ต้องการซึ่งประหยัดเวลากว่าการทำ Full Backup ได้มาก

credit : easeus

4.Forever-incremental

การมาถึงของดิสก์และ Deduplication ได้ทำให้การ Backup แบบ Full และ Differential นิยมน้อยลงเพราะไม่ต้องนั่งคิดเรื่องลดจำนวนเทปอีกต่อไป รวมถึงเวลาการ Restore ข้อมูลจาก incremental จำนวนมากกับ Full Backup แทบไม่ต่างกันเพราะว่าอันที่จริงแล้วในระบบ Backup เพียงทำการเก็บบันทึกไว้ว่า ไฟล์หรือ Block ทั้งหมดนั้นถูกเก็บอยู่ที่ไหนใน Storage และก็แค่ย้ายจาก Storage กลับไปยังเครื่อง Client เท่านั้นเอง ทั้งนี้ขั้นตอนก็ไม่ได้สัมพันธ์กันด้วยในโลกของการ Backup ยุคใหม่ๆ และวิธีการ Backup แบบ Forever incremental นั้นก็จะช่วยเรื่องของการได้ข้อมูลที่อัปเดตล่าสุดอีกด้วย

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

ระวัง Ghost Admin บัญชีไร้ตัวตนแต่สิทธิ์สูง ช่องโหว่เงียบที่องค์กรปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รู้ตัว

เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานระดับ Enterprise สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไม่ใช่แค่การโจมตีจากภายนอก แต่คือ Ghost Admin หรือบัญชีระดับผู้ดูแลระบบที่ไร้เจ้าของดูแลแต่กลับมีอำนาจในการจัดการข้อมูลและควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเต็มรูปแบบ และถูกทิ้งร้างไว้โดยปราศจากธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลที่เหมาะสม

การ์ทเนอร์เตือนภายในสิ้นปี พ.ศ. 2573 งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เสี่ยงเผชิญภาวะ “ขาดทุน-ด้อยค่า” [PR]

การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ เผยว่าหากผู้ให้บริการ AI ต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าอัดฉีดงบลงทุน (CAPEX) ในระดับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คาดว่าภายในสิ้นปี พ.ศ. 2573 งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีมูลค่ารวมสูงกว่า …