การ Backup นั้นมีหลายรูปแบบหากใช้อย่างไม่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดผลกระทบทั้งเวลาที่ต้องใช้เพื่อการ Restore ข้อมูลและเสียพื้นที่เก็บไฟล์ Backup อย่างไม่จำเป็น รวมถึง Bandwidth ที่เราต้องเสียให้ในระหว่างการ Backup ด้วย ดังนั้นเราจึงขอหยิบยกบทความของ Networkworld ที่ได้นำเสนอแนวคิดของการทำ Backup แบบต่างๆ เพื่อให้เข้าใจและนำไปใช้อย่างถูกต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Archive Bit เป็นเรื่องที่ควรรู้ก่อนการทำ Backup คือในระบบของ Windows ใช้ Archive Bit เพื่อติดตามว่าไฟล์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่หลังจากการ Backup ครั้งล่าสุด ซึ่งจะถูกเคลียร์เพื่อจะได้รู้ว่าถูก Backup ล่าสุดแล้วและจะไม่ถูก Backup ซ้ำจนกระทั่งการทำ Full Backup ครั้งต่อไป (มีคนเห็นต่างว่าทำไมไม่ชื่อ Backup Bit จะตรงกว่าเพราะไม่ใช่การ Archive ซะหน่อย) แต่ปัญหาคือถ้าเรามีแอปพลิเคชัน Backup มากกว่า 1 ตัวและทำงานเวลาเดียวกันอาจจะมีการแย่งกระทำ Archive Bit กันเองได้ อย่างไรก็ตามสมัยใหม่เราได้มีการใช้งาน Virtualization ซึ่งกระทำผ่าน API ในระดับ Block แล้ว ดังนั้นค่า Archive ในปัจจุบันจึงมีความสำคัญน้อยลงเพราะเป็นการมองเฉพาะการ Backup ในระดับโฮสต์เท่านั้น (เครื่องจริงๆ ไม่ได้ทำผ่าน Hypervisor)
4 วิธีของการ Backup มีดังนี้
1.Full Backup
เป็นการ Backup ทุกไฟล์ เช่น Full Backup ของ Windows ก็ทำสำเนาเอาทุกไฟล์ในทุกไดร์ฟอย่าง C:\ , D:\ และอื่นๆ มาทั้งหมด ถ้าใน Unix หรือ Linux ก็ไล่ตั้งแต่ /home, /opt และอื่นๆ ข้อแนะนำคือควรยกเว้นการ Backup เฉพาะไฟล์ที่รู้ว่าไม่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น ไฟล์ Config อย่าง C:\Windows\TEMP หรือ /tmp ใน Linux ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงในกรณีที่คนอื่นๆ อาจนำไฟล์ที่เราไม่รู้ไปวางไว้ที่อื่นและอาจไม่ได้ถูก Backup ไปด้วย
2.Incremental Backup
เป็นการ Backup เอาเฉพาะข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงจากการ Backup ครั้งล่าสุด ดูตัวอย่างตามรูปด้านล่างจะเห็นได้ว่าไฟล์ Backup จะมีขนาดเล็กนี่คือข้อดีของการไม่ไปรบกวนประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์มากนักเพราะจะให้ Backup ไฟล์ 10 GB ทั้งๆที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลแค่ 1 MB ก็คงเกินไป แต่หากต้องการได้ข้อมูลของวันศุกร์ก็ต้องเอาข้อมูลจากชุด Backup จากวันจันทร์ ถึง พฤหัส มาประกอบกันถ้าเสียไปอันนึงก็จะมีปัญหา นอกจากนี้ปัจจุบันซอฟต์แวร์ Backup สมัยใหม่ก็มีการใช้งาน Backup แบบ Block-based incremental คือการจัดการในระดับ Block นั่นเอง โดยการใช้ API จาก VMware หรือ Hyper-V

3.Differential Backup
การ Backup เฉพาะข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงจาก Full Backup ดูตามรูปด้านล่าง ซึ่งวิธีการเป็นที่นิยมกับการใช้เทป Backup โดยการนำข้อมูลกลับก็ใช้ Full Backup และ ไฟล์ Backup เพิ่มไปยังจุดหมายที่ต้องการซึ่งประหยัดเวลากว่าการทำ Full Backup ได้มาก

4.Forever-incremental
การมาถึงของดิสก์และ Deduplication ได้ทำให้การ Backup แบบ Full และ Differential นิยมน้อยลงเพราะไม่ต้องนั่งคิดเรื่องลดจำนวนเทปอีกต่อไป รวมถึงเวลาการ Restore ข้อมูลจาก incremental จำนวนมากกับ Full Backup แทบไม่ต่างกันเพราะว่าอันที่จริงแล้วในระบบ Backup เพียงทำการเก็บบันทึกไว้ว่า ไฟล์หรือ Block ทั้งหมดนั้นถูกเก็บอยู่ที่ไหนใน Storage และก็แค่ย้ายจาก Storage กลับไปยังเครื่อง Client เท่านั้นเอง ทั้งนี้ขั้นตอนก็ไม่ได้สัมพันธ์กันด้วยในโลกของการ Backup ยุคใหม่ๆ และวิธีการ Backup แบบ Forever incremental นั้นก็จะช่วยเรื่องของการได้ข้อมูลที่อัปเดตล่าสุดอีกด้วย
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






