10 การเตรียมตัวรับมือด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับปี 2026

หลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นความน่ากังวลของภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะการโจมตีที่ซับซ้อน การใช้ AI เข้ามาช่วยเสริมกระบวนการโจมตี ในขณะที่พื้นผิวขององค์กรดูจะขยายตัวขึ้นทำให้การป้องกันยากอย่างครอบคลุมทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในบทความนี้เราขอหยิกยก 10 การเตรียมตัวในการรับมือกับภัยคุกคามในปี 2026 ที่ CISO พึงให้ความสนใจดังนี้

Credit: ShutterStock

1.) โซลูชันที่มี AI เท่านั้น

การจะขับเคี่ยวกับผู้ร้ายที่ประยุกต์ใช้ AI เหมือนกัน ก็ดูจะมีแต่การเลือกโซลูชันการป้องกันที่มี AI เข้ามาเท่านั้นจึงจะเท่าทัน ซึ่งไม่น่าใช่เรื่องน่ากังวลเพราะโดยส่วนใหญ่ก็มักบรรจุความสามารถเหล่านี้ไว้ในโซลูชันอยู่แล้ว แทบจะเรียกได้ว่าในทุกผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย

2.) IAM

Identity and access management กำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญในระบบการป้องกันที่ช่วยตรวจสอบผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ ทั้งบุคคลและเครื่องจักร โดยเฉพาะในยุค Agentic AI ที่องค์กรต่างๆกำลังเข้าถึง

3.) ระบบเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องและพร้อมกับการฟื้นฟูกลับมา

ระยะเวลาที่แฮ็กเกอร์ใช้ระหว่างการเจาะระบบไวขึ้นเรื่อยๆ การค่อยไล่ทดสอบดูจะไม่ได้ผลเหมือนก่อน เราควรมีเครื่องมือเฝ้าดู ขุดคุ้ยปัญหา และกู้คืนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องมีการกำหนดระยะเวลาระหว่างเจอเหตุกับการแก้ปัญหาให้ได้สั้นที่สุด โดยองค์กรประกอบที่มักเกี่ยวข้องคือ EDR, ซอฟต์แวร์จัดการช่องโหว่, การจัดการความเสี่ยงจาก Third-party และ การป้องกันพื้นผิดการโจมตีจากภายนอก รวมถึแพลตฟอร์มการป้องกันแอปพลิเคชันแบบ cloud-native

4.) แพลตฟอร์ม Threat Intelligence

ด้วยเทคนิคการโจมตีที่เพิ่มขึ้นและปริมาณการแจ้งเตือนที่ถาโถม ทำให้การรวมข้อมูลภัยคุกคามจากหลายแหล่งเป็นเรื่องที่มีน่าสนใจ เพื่อพร้อมสำหรับตัดสินใจและเรียนรู้กับภัยคุกคามกำเนิดใหม่

5.) Unified intelligence platforms

ไอเดียคล้ายกับ Threat Intelligence แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างเข้าด้วยกันทั้ง ERP, CRM และ Endpoint เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการของทีมความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้มักมาพร้อมกับความสามารถด้านการจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI

6.) เตรียมพร้อมสำหรับ Quantum-safe

องค์กรต้องเริ่มต้นปฏิรูปโปรโตคอลและการเข้ารหัสข้อมูลที่ปลอดภัยต่อการมาถึงของควอนตัมได้แล้ว

7.) SASE

การให้น้ำหนักกับการป้องกันที่ขอบเขตของระบบในองค์กรเพียงอย่างเดียวใช้การไม่ได้อีกต่อไป เพราะทุกวันนี้ระบบไอทีกระจายตัวกัน และ SASE คืออีกหนึ่งคำตอบที่จะช่วยปิดช่องว่างกว่าแค่การมี Firewall เพื่อป้องกันหน้าด่านทางเข้า เพราะรวมศูนย์โซลูชันการป้องกันทั้งเครือข่ายและคลาวด์

8.) ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมเรื่อง Zero Trust

องค์กรควรเริ่มวางกรอบการทำงานและดำเนินสู่แนวทาง Zero Trust อย่างจริงจัง ให้เป็นไปตามคอนเซปต์ที่ต้องตรวจสอบทุกการเข้าถึงและติดตามว่าจะไม่มีการละเมิดสิทธิ์ที่พึงมี

9.) เครื่องมือตรวจสอบ Shadow AI

การใช้งาน AI อาจจะเป็นรูรั่วของข้อมูล ซึ่งองค์กรต้องตรวจสอบและควบคุมการใช้งานเครื่องมือ AI ให้ได้ ซึ่งประโยชน์ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง

10.) ยึดมั่นในหัวใจแห่งพื้นฐาน

CISO และทีมงานต้องยึดมั่นในแกนหลักพื้นฐานเสมอ ไม่ว่าจะมีเครื่องมือใหม่เกิดขึ้นมากมายในตลาด เครื่องมือแกนหลักและหลักการพื้นฐานเดิมยังต้องยึดมั่น เพราะนี่คือสิ่งที่จะช่วยให้องค์กรรอดพ้นอย่างมั่นคง

ที่มา : https://www.techtarget.com/searchsecurity/feature/Must-have-security-technologies

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

ข้อมูลลับองค์กรธุรกิจตกอยู่ในความเสี่ยง: แคสเปอร์สกี้รายงานการโจมตีด้วยสปายแวร์เพิ่มขึ้น 18% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [PR]

การโจมตีด้วยสปายแวร์ที่เพิ่มขึ้นทำให้องค์กรธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ตามรายงานของแคสเปอร์สกี้ บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัลระดับโลก

Nextwave Webinar : ยุคใหม่ของ TLS/SSL Certificate 47 วัน องค์กรคุณพร้อมหรือยัง? [26 พ.ค. 2569 – 14.00 น.]

รู้หรือไม่ว่า TLS/SSL Certificate ที่องค์กรของคุณใช้งานอยู่ กำลังจะมีอายุสั้นลงอย่างต่อเนื่อง จนเหลือเพียง 47 วันภายใน 3 ปีข้างหน้า คำถามสำคัญคือ…คุณพร้อมแค่ไหน?