ประกาศเลิกใช้งาน SHA-1 แนะผู้ใช้งานเตรียมเปลี่ยนไปใช้ SHA-2

จากการที่ทีมนักวิจัยจาก 3 ชาติได้ออกมาเผยแพร่งานวิจัยล่าสุดที่ระบุว่า ค้นพบช่องโหว่บนฟังก์ชันแฮช SHA-1 ที่ก่อให้เกิดการชนกันของข้อมูล เรียกว่า Freestart Collision ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2015 แฮ็คเกอร์จะสามารถเจาะระบบ SHA-1 ได้อย่างแน่นอน และจะเป็นจุดสิ้นสุดของการใช้ฟังก์ชัน SHA-1 อย่างสมบูรณ์

เพียง $75,000 ~ $120,000 ก็สามารถแฮ็ค SHA-1 ได้

ในอดีต Bruce Schneier ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยคาดการณ์ว่า การแฮ็ค SHA-1 โดยใช้ Collision Attack จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ $173,000 และจะทำสำเร็จภายในปี 2018 แต่จากผลงานวิจัยล่าสุดทำให้ทีมนักวิจัยคาดการณ์ว่า ถ้าเช่าระบบคลาวด์ Amazon EC2 จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ $75,000 ~ $120,000 ในการตั้งระบบเพื่อแฮ็ค SHA-1 และสามารถทำได้สำเร็จภายในสิ้นปี 2015 นี้

ประกาศเลิกใช้งาน SHA-1 ในปี 2017

Microsoft, Google และ Mozilla ได้ออกมาประกาศว่า เว็บเบราเซอร์ของพวกตนจะยกเลิกการรองรับ SSL Certificate ที่ใช้ฟังก์ชัน SHA-1 อย่างสมบูรณ์ในปี 2017 รวมทั้งระบุว่า SSL Certificate ที่ใช้ SHA-1 ไม่ควรถูกออกให้ใช้งานหลังปี 2015 นอกจากนี้ ทั้ง 3 บริษัทใหญ่ยังแนะนำว่า Signature ที่ใช้ SHA-1 ในปัจจุบันควรถูกระบุว่าเป็น Signature ที่ไม่ปลอดภัยในการใช้งาน สมควรถูกเปลี่ยนไปใช้ SHA-2 ให้เร็วที่สุด

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

ควรเปลี่ยนไปใช้ SHA-2 หรือ SHA-3 โดยเร็ว

ผู้ดูแลระบบเว็บเซิฟเวอร์ ควรเปลี่ยนไปใช้ฟังก์ชันแฮชแบบ SHA-2 หรือ SHA-3 แทนฟังก์ชันแบบเดิมที่ไม่ปลอดภัย โดยคาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปีนี้ จะเหลือเว็บไซต์ที่ยังคงใช้ SHA-1 อยู่ไม่ถึง 10% ส่งผลให้ผู้ใช้งานที่ยังคงใช้ระบบปฏิบัติการและเว็บเบราเซอร์เวอร์ชันเก่าๆที่ไม่รองรับ SHA-2 จะเริ่มประสบปัญหาในการเล่นอินเตอร์เน็ต เช่น Google, Facebook หรือ Twitter ในปี 2016 อย่างแน่นอน

ที่มา: http://www.net-security.org/secworld.php?id=19025

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Elastic 9.4 ออกแล้ว

Elastic ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Elastic 9.4 อย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของ Context Engineering, Application และ Infrastructure เพิ่มเติม, เสริม AI ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และเพิ่มความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้

Extreme Networks เปิดตัว Wi-Fi 7 AP รุ่นใหม่ พร้อม Agentic AI สำหรับบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติ

Extreme Networks ได้ออกมาประกาศถึงอัปเดตครั้งใหญ่ โดยเปิดตัว Wi-Fi 7 Access Point รุ่นใหม่ล่าสุด 5 รุ่น พร้อมนวัตกรรมใหม่ในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายด้วย AI Agent เพื่อดูแลรักษาระบบเครือข่ายขององค์กรให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ