
Red Hat Summit Connect Bangkok 2025 งานสุดยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคที่ตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยของ Red Hat โดยในปีนี้ได้ขนทัพทีมงานและพันธมิตรมากมายเข้ามาร่วมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโซลูชันและนวัตกรรมใหม่ที่ Red Hat ช่วยเข้าไปแก้ปัญหาโจทย์ต่างๆของภาคธุรกิจ โดยทึมงาน TechTalkThai ขอสรุปประเด็นหลักของงานมาให้ทุกท่านได้ติดตามกันอีกครั้งในบทความนี้

“ความซับซ้อนในเทคโนโลยีมีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น และด้วยการแข่งขันทางธุรกิจ องค์กรมักมีความต้องการใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยในทุกๆก้าว Red Hat มีพันธกิจเดียว นั่นก็คือการช่วยองค์กรเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ก้าวไปพร้อมกับ Ecosystem ที่เปิดกว้างกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เปลี่ยนความท้าทายสู่โอกาส แล้วอะไรคือก้าวถัดไปในองค์กรของท่าน” คุณ Supannee Amnajmongkol,Country Manager, Thailand, Red Hat ได้กล่าวต้อนรับ พร้อมตอกย้ำพันธกิจที่สำคัญของ Red Hat และชวนให้ผู้ฟังได้ครุ่นคิดถึงเป้าหมายถัดไปของตนเอง
AI คือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโฉมหน้าทุกวงการ ทุกอุตสาหกรรม ทุกธุรกิจ โดยผู้นำองค์กรทั่วโลกต่างตระหนักถึงความเร่งด่วนจำเป็นจาก AI ที่จะช่วยเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับเต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ความพร้อมด้านข้อมูล สภาพแวดล้อมของระบบไอที และแอปพลิเคชันที่ต้องยกเครื่องครั้งใหญ่ให้รวดเร็วตอบสนองความต้องการได้ ซึ่ง Red Hat พร้อมที่จะช่วยเหลือองค์กรฝ่าฝันการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อเปิดรับอนาคตที่จะมาถึง ผ่านโซลูชันระดับองค์กรอย่าง Red Hat Enterprise Linux, Red Hat OpenShift และ Ansible ที่มาพร้อมกับประสบการณ์แบบ Lightspeed
Innovate freely, operate efficiently: Build on a unified AI and application platform

“การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมีแต่จะยิ่งรวดเร็วขึ้น หลายๆเทคโนโลยียังคงไม่หายไปไหน แต่ที่น่าจับตาคือ Cloud และ AI คือเทคโนโลยีที่จะเป็นแกนหลักแห่งอนาคตที่จะมาถึง” — Andreas Spanner, Chief Architect, APAC Office of the CTO, Red Hat กล่าวเริ่มต้นช่วงการบรรยายของเขา เพื่อให้ผู้ฟังได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา
Cloud มีการพัฒนารูปแบบการใช้งานไปมาก ทั้ง Public Cloud, Private Cloud และล่าสุดประเด็นด้านกฏหมายที่ผลักดันไปสู่ Sovereign Cloud นอกจากนี้เององค์กรยังต้องการแพลตฟอร์มที่รองรับ Workload ประเภท VM และ Container ที่เป็นรากฐานของแอปพลิเคชันยุคใหม่ด้วย รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่อย่ง AI โดยในองค์กรเองยังมีตำแหน่งใหม่ที่ตามมาจากเทคโนโลยี เช่น DevOps, Platform Engineer, GitOps และ FinOps ที่มักพูดถึงความสามารถเชิงการปฏิบัติการแบบอัตโนมัติ(Automation) โดย Red Hat คือโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ทั้งหมด ซึ่งความโดดเด่นของการเป็น Open Source ทำให้นวัตกรรมของ Red Hat ถูกขับเคลื่อนมาจากความต้องการของผู้คนทั่วโลก ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ

คุณ Piyanant Siridej,OpenShift Sales Specialist, Thailand, Red Hat ฉายภาพให้ทุกท่านเห็นถึงความก้าวหน้าของ Red Hat ในด้านประสิทธิภาพและความพร้อมในการเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการ Modernization ในระดับองค์กร ซึ่งหยิบยกเอา ไฮไลต์สำคัญจากงานใหญ่ประจำปีของ Red Hat มาพูดถึงอีกครั้ง ดังนี้
ประสิทธิภาพ
- Red Hat Enterprise Linux 10(RHEL) : สามารถบริการจัดการระบบปฏิบัติการได้ด้วยแนวคิดแบบ Container ทำงานซ้ำได้ จัดการง่ายขึ้น(RHEL image mode) นอกจากนี้ผู้ใช้งานคลาวด์ยังสามารถเลือกใช้ RHEL cloud-optimized หรือระบบปฏิบัติการ RHEL 10 ที่ปรับจูนมาพร้อมสำหรับ Public Cloud ต่างๆได้ และผู้ดูแลระบบ RHEL 10 ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยผู้ช่วย AI หรือ RHEL Lightspeed
- Red Hat Ansible Automation Platform : สามารถทำงานร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Automation ยอดนิยมอย่าง Terraform ได้อย่างแนบเนียน เพื่อผสานจุดเด่นของทั้งสองเครื่องมือเข้าด้วยกันตอบโจทย์การความเป็นอัตโนมัติได้ในทุกมิติ นอกจากนี้ยังมีการเสริมความสามารถ AI หรือ Ansible Lightspeed เข้ามาด้วย
- Red Hat OpenShift : Red Hat OpenShift รองรับการใช้งานจาก Public Cloud ได้อย่างครบถ้วนทั้ง AWS, Google, Microsoft Azure, IBM และ Oracle Cloud เช่นกันผู้ใช้งาน OpenShift ก็จะมีความสามารถ AI เข้าช่วยในการทำงาน หรือ OpenShift Lightspeed
Modernization
Red Hat วางตัวเองว่าเป็นแพลตฟอร์มสำหรับงานระดับองค์กร ซึ่งโซลูชันล่าสุดอย่าง Red Hat Virtualization และ Red Hat OpenShift ถูกนำไปใช้ในองค์กรระดับโลกมากมาย เพราะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการทำงานได้ รวมถึงยังทำงานได้กับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ และ ผู้ให้บริการ Cloud มากมาย กล่าวคือ Red Hat สามารถรองรับการทำงานได้ทุกรูปแบบทั้ง On-premise, Virtual, Private Cloud, Public Cloud และ Sovereign Cloud แม้กระทั่งการใช้งานระดับ Edge
นอกเหนือจากการเป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับระบบไอทีแล้ว Red Hat ยังได้มอบความสามารถ Ansible Automation เพื่อความรวดเร็วในการทำงานของ ผู้ปฏิบัติการด้านไอที (IT Operation) ที่บูรณาการระบบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในขณะที่ฝั่งนักพัฒนาก็สามารถการันตีความปลอดภัยใน Software Supply Chain ได้อย่างมั่นใจ โดยผนึกการใช้งานไว้อย่างเป็นธรรมชาติภายใต้ OpenShift GitOps & pipeline ที่นักพัฒนาคุ้นเคย
เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงในระดับองค์กร

KBTG คือกระบอกเสียงแห่งแวดวงธุรกิจธนาคารที่ตอกย้ำให้ผู้ฟังได้มั่นใจเกี่ยวกับ Red Hat ได้เป็นอย่างดี ซึ่งกสิกรผู้นำในธุรกิจธนาคารที่ต้องดูแลลูกค้าเกือบครึ่งของประเทศ ได้เปลี่ยนผ่านระบบของพวกเขาเป็น Containerized ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน และได้เลือกให้ Red Hat เข้ามาเป็นรากฐานสำคัญ ทีมงานมีความประทับใจกับระบบที่เปิดกว้างช่วยให้พวกเขาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ง่าย และได้รับการดูแลจาก Red Hat เป็นอย่างดี โดยคุณ Jarung Kiatsupapong, Vice Chairman, KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) เผยว่า Red Hat คือหนึ่งในพาร์ทเนอร์ที่พวกเขาไว้ใจและต้องการต่อยอดสู่บริการ AI อย่างล้ำสมัยมากขึ้นกับ Use Cases ต่างๆ จากปัจจุบันที่ทำในเรื่อง Forecast และ Insights อยู่แล้ว
เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็เป็นอีกหนึ่งตัวแทนจากภูมิภาค โดย คุณ Fauzan Mohamad,Head of Enterprise Cloud Services, Tenaga Nasional Berhad สาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ได้เผยให้เห็นถึงภาพรวมด้านดิจิทัลของธุรกิจที่มี IT และ OT จำนวนมากที่จัดการได้ยากลำบาก เช่น Smart Meter, Robotic และอื่นๆ โดย Red Hat คือผู้ช่วยที่ทำให้พวกเขาสามารถให้บริการระบบได้อย่างรวดเร็วเป็นอัตโนมัติ มีความทนทานปลอดภัย โดยในอนาคตพวกเขาต้องการมุ่งสู่ AI ให้อย่างจริงจัง ทำให้ Red Hat AI เป็นโซลูชันที่โดดเด่นสำหรับโจทย์นั้น
PT. Pegadaian ผู้ให้บริการการเงินการลงทุนและรับจำนำรายใหญ่จากอินโดนีเซีย เป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจในช่วงเสวนา จากประชากรของประเทศเกือบ 300 ล้านคน หรือมากกว่าไทยหลายเท่า โดยพวกเขามี แอปพลิเคชันให้บริการที่ชื่อว่า Pegadaian Syariah Digital ที่ทำให้บุคคลสามารถเข้าถึงเงินได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง คุณ Ronald Hariyanto,Head of Center of Excellence Department, PT. Pegadaian เผยว่าพวกเขามีเครื่องจำนวนที่ใช้งาน Red Hat Enterprise Linux สามารถนำส่งแอปพลิเคชันที่ทันสมัยบน Red Hat OpenShift และทำงานอัตโนมัติได้ผ่าน Red Hat Ansible โดยความคล่องตัวเช่นนี้ยังช่วยลดต้นทุนการทำงานได้เป็นอย่างมากด้วย

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ Red Hat มีส่วนร่วมในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและเอกชน ผ่านความร่วมมือกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) ซึ่ง NT ถือเป็นผู้ใหบริการคลาวด์ภาครัฐภายใต้นโยบาย Cloud First policy ให้ภาครัฐสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานภาครัฐ โดยแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สจาก Red Hat ทำให้การใช้งานของ NT ไม่ต้องผูกติดกับ Vendor รายใด ง่ายต่อการพัฒนาแอปพลิเคชัน ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการดิจิทัลอื่นได้อย่างไร้รอยต่อ และ รองรับการขยายสเกลการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นด้วย

“สิ่งที่ทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าสนใจก็คือความหลากหลายของผู้คน ความต้องการ และวัฒนธรรม ซึ่งยากที่รับมือ แต่จากเรื่องราวที่ทุกท่านได้เข้ามาร่วมในงานครั้งนี้ เรา(Red Hat) ได้พิสูจน์ตัวเองให้ทุกท่านได้เห็นแล้วว่า เราพร้อมที่จะรองรับความต้องการของธุรกิจได้ทุกรูปแบบ ทุกอุตสาหกรรม แม้ท่านจะมีเส้นทางเป็นของตัวเอง แต่ขอให้เชื่อมั่นว่า Red Hat คือแพลตฟอร์มที่จะทำให้ประสบการณ์ของท่านเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งเราเองเปิดกว้างสำหรับทุกความร่วมมือ เพื่อมุ่งสู่ความเป็น Open Hybrid Cloud ตอบโจทย์ในทุกการใช้งานทั้ง Virtualization, Containerization และ AI Workload” — คุณ Prem Pavan,Vice President and General Manager of Southeast Asia and Korea (SEAK), Red Hat กล่าวปิดท้าย
ดำดิ่งเจาะลึกกับโซลูชันจาก Red Hat
ในช่วงบ่ายของงานจะเป็นการพาผู้ฟังทุกท่านเจาะลึกเพื่อขยายความภาพรวมที่ถูกพูดถึงในช่วงเช้า โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นหลักคือ
1.) Red Hat AI

โจทย์ด้าน AI เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนในหลายประเด็น เพราะสำหรับตัว AI เองก็ครอบคลุมในหลายหัวข้อ เช่น GenAI, Predictive AI, RAG, LLM, Agentic AI และ MCP ซึ่งภายใต้หัวข้อเหล่านี้ยังสามารถแบ่งหัวข้อย่อยได้อีกมากมาย ตั้งแต่ความเข้ากันได้กับ GPU, Server, AI Governance, AIOPS, LLM Models และการนำไปใช้บนสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมถึงยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพสำหรับการนำไปใช้ได้จริง โดย Portfolio ของ Red Hat AI ประกอบด้วย OpenShift AI, Enterprise Linux AI และ Inference Server ที่เพิ่งประกาศออกมาล่าสุด ใจความสำคัญของ Red Hat ก็คือการมีรากฐานที่แข็งแกร่งรองรับ AI Workload ที่มักเป็น Containerized สามารถนำไปรันที่ไหนก็ได้ โดยที่ Red Hat ได้ผ่านการรับรองกับพาร์ทเนอร์ด้าน คลาวด์ เซิร์ฟเวอร์ และผู้เล่นในตลาด Accelerator ยอดนิยมอย่าง NVdia, Intel, AMD AWS และ IBM แล้ว
ในมุมของการพัฒนาโมเดล Red Hat ยังมี Ecosystem และเครื่องมือที่ตอบโจทย์วงจรการพัฒนาโมเดลตั้งแต่การเตรียมการด้านข้อมูล ช่วงการพัฒนา และการ deploy ใช้งานโมเดล รวมถึงการควบคุมการใช้งานได้ เพราะเครื่องมือส่วนใหญ่เป็นโอเพ่นซอร์สอยู่แล้ว เช่น PyTorch, KServe, Kubeflow, Granite LLM และอื่นๆ ล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ยังมีการปล่อย Red Hat AI Inference Server ออกมาด้วยโดยถือกำเนิดจาก vLLM ที่ชูไอเดียเรื่องของการเปิดกว้างให้รันโมเดล genAI ใดๆได้บนฮาร์ดแวร์จากค่ายต่างๆ และรองรับการสเกลเพื่อใช้งานบน Kubernetes ด้วย llm-d รวมถึงยังมีเครื่องมือปรับจูนให้โมเดลมีความคล่องตัวมากขึ้นสะดวกต่อการใช้จริง นอกจากนี้ Inference Server ยังพูดถึงการตรวจสอบโมเดลและปรับจูนโมเดลไว้แล้วใน AI Repository บน Hugging Face
IBM และ Red Hat ยังมานั่งคุยกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการอิมพลีเม้นต์โปรเจ็กต์ AI ที่ช่วยเพิ่ม ROI ได้ถึง 3 เท่า ซึ่งพูดถึงการออกแบบ Multi-cloud ที่ Red Hat สามารถช่วยลดความซับซ้อน รวมศูนย์ระบบให้การบริหารจัดการ Kubernetes Workload ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมีส่วนที่แตกต่างๆเพิ่มค่าใช้จ่าย แถมยังคล่องตัวต่อการเลือกใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ตอบโจทย์ต่อธุรกิจและควบคุมเรื่อง Compliance ได้ง่ายเพราะเป็นมาตรฐานเดียวกัน
2.) Red Hat Enterprise Linux 10
นอกเหนือจาก Image Mode, Lightspeed และ Cloud-optimized ที่ถูกกล่าวถึงในช่วงเช้าแล้ว ในเนื้อหาของ RHEL 10 ได้ถูกเจาะลึกมากขึ้น โดย RHEL คือรากฐานของแผนระบบของ Red Hat แทบทุกอย่าง เมื่อเริ่มต้นจากรากฐานที่มีความแข็งแกร่งระบบที่เหลือจึงน่าเชื่อถือ โดยในเวอร์ชันล่าสุดได้มีการอัปเดตการรองรับด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ภายใน ระยะเวลาในการรองรับ โดยยังมีเวอร์ชันที่เน้นไปงานเฉพาะทางด้าน AI อย่าง RHEL AI ด้วย แต่เหนืออื่นใดในโลกของ Cybersecurity ที่กำลังตื่นตัวจาก Quantum Computing และมีประเด็นว่าคนร้ายอาจเก็บข้อมูลไว้ล่วงหน้ารอสำหรับการถอดรหัสในวันที่ Quantum มาถึงได้ ด้วยเหตุนี้องค์กรจึงต้องเริ่มต้นการป้องกันทันทีซึ่งผู้ใช้งาน RHEL 10 สามารถเปิดใช้อัลกอริทึมการเข้ารหัสที่รองรับ Quantum Safe ได้ทันที
3.) Red Hat OpenShift

Red Hat OpenShift(RHOS) เป็นโซลูชันสำหรับการต่อยอดเพื่อรองรับความต้องการสำหรับงานขั้นสูงขึ้นในระดับองค์กร สำหรับการใช้งานที่ขยายตัวมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ Red Hat OpenShift Virtualization(RHOV) ที่เพิ่งเปิดตัวมาเมื่อไม่นานนี้เน้นการจัดการ VM Workload ซึ่ง Red Hat ได้ให้ความมั่นใจว่าพวกเขามีทีมงานที่พร้อมช่วยในการย้าย Workload ขององค์กรจากแพลตฟอร์ม Virtualization ที่มีอยู่มายัง RHOV ได้อย่างไร้รอยต่อตั้งแต่การประเมินขั้นตอนเพื่อวางกลยุทธ์ และเครื่องมือสำหรับการย้าย Workload ได้อย่างมั่นใจ
นอกจากนี้ตัว RHOS ยังมีความสามารถที่ครอบคลุมในอีกหลายระดับอย่าง Kubernetes Engine และ Container Platform ทั้งนี้ยังตอบโจทย์สำหรับหน้าที่ของนักพัฒนาแอปพลิเคชันได้อย่างมีคุณภาพ ช่วยในการตรวจสอบ Dependencies ของแอปพลิเคชัน ดูแลความมั่นคงปลอดภัย ตอบโจทย์ด้าน Compliance และสอดคล้องกับเครื่องมือในวงจรการพัฒนา รวมไปถึงฟีเจอร์ที่สนับสนุนในการทำงานกับ Kubernetes และ Confidential Computing อย่างสมบูรณ์ โดยภาพรวมคือ RHOS ทำให้แอดมินและนักพัฒนาให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมั่นคงปลอดภัยในหน้าที่ของตนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งยังมี RHOS Lightspeed ช่วยเสริมสมรรถนะในการทำงานได้อีกด้วย
4.) Red Hat Ansible

Automation เป็นโจทย์ใหญ่ที่จะช่วยลดงานขององค์กรให้ทันท่วงทีต่อความความต้องการของธุรกิจ ลดลดความผิดพลาดจากมนุษย์ และทำให้งานปฏิบัติการมีกรอบบังคับที่เหมือนกันในทุกสภาพแวดล้อม โดย Red Hat Ansible สามารถสร้าง Workflow ที่ครอบคลุมกับทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เครือข่าย ระบบปฏิบัติการ คลาวด์ Virtualization และ การตั้งค่าแอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อจับคู่กับ Red Hat Insight จะสามารถตอบโจทย์ในเรื่องการรับมือกับช่องโหว่ แก้ไขระบบก่อนเกิดปัญหา(Predictive analytics) การฟื้นฟูระบบเมื่อเกิดปัญหา และป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิด Compliance นอกจากนี้ยังสามารถจับคู่กับระบบเฉพาะทางอื่นๆเพื่อตอบสนองเหตุได้อย่างอัตโนมัติผ่าน Playbook อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น Red Hat ยังเจาะลึกเกี่ยวกับการจับคู่ระหว่าง Ansible และการทำ Day 2 Virtualization Operation ที่สาธิตให้เห็นตั้งแต่การ Provision, Configure, Snapshot, Visibility และ Deprovision ซึ่งแน่นอนว่าไม่ Ansible สามารถรองรับกับแพลตฟอร์ม Virtualization ในหลายค่ายได้
โดยเมื่อทำงานร่วมกับโซลูชันจาก Red Hat ในด้านอื่นๆจะยิ่งเสริมประสิทธิภาพให้แก่การทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ และไฮไลต์สำคัญจาก Ansible Lightspeed ก็คือการช่วยปรับปรุงการเขียนโค้ดได้อย่างถูกต้อง พร้อมอธิบายข้อมูลกับผู้ใช้ให้เกิดความเข้าใจหาสาเหตุปัญหา รวมถึงการสร้าง Playbook, Role และการทำงานที่ผู้ใช้ต้องการได้ ล่าสุดยังมีการจับคู่กับ Terraform ที่สามารถทำ Automation บนทรัพยากรของ Terraform ได้ และรองรับ Terraform Enterprise & Cloud ได้ด้วย
สำหรับใครที่พลาดงานใหญ่ Red Hat Connect Bangkok 2025 ท่านยังสามารถเข้าร่วมงาน Red Hat Summit : Connect Singapore ในรูปแบบ Virtual Event ซึ่งจะจัดขึ้นใน วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2568 เพื่อเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับโซลูชันของ Red Hat ได้อีกครั้ง โดยลงทะเบียนได้ที่ https://events.redhat.com/profile/form/index.cfm?PKformID=0x1510957abcd&sc_cid=RHCTA1250000448736

TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






