Oracle ออก Patch อุด 248 ช่องโหว่ เยอะสุดเป็นประวัติการณ์

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

มาถึงรอบ Patch แรกของปีนี้แล้ว ซึ่งปกติ Oracle จะปล่อย Patch ออกมาทุกๆ 3 เดือน และที่ผ่านมามีการอุดช่องโหว่โดยเฉลี่ยประมาณ 100 ช่องโหว่ต่อครั้ง แต่คราวนี้ Oracle ออก Patch อุดช่องโหว่มากถึง 248 ช่องโหว่เลยทีเดียว และครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีอย่าง Oracle Database, Java SE, PeopleSoft, Oracle WebLogic, , Solaris, MySQL และ Oracle VM Virutal Box พร้อมผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Oracle อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้ก็มี Critical Patch ไม่น้อยเลยทีเดียว

การที่ Patch อุดช่องโหว่ออกมามากขึ้นแบบนี้ ก็ถือเป็นสัญญาณดีจากยักษ์ใหญ่อย่าง Oracle ที่มาใส่ใจประเด็นทางด้านความปลอดภัยกันจริงจังกว่าเดิมนะครับ ถึงเหล่าผู้ดูแลระบบจะต้องมีงานเพิ่มในการอุดช่องโหว่เหล่านี้ แต่ถ้าหากปล่อยให้ระบบมีช่องโหว่ต่อไป ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกโจมตีในอนาคตก็คงเทียบไม่ได้กับเวลาที่ใช้ในการอุดช่องโหว่เลยครับ

สำหรับองค์กรที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Oracle ก็เข้าไปตรวจสอบได้ที่นี่ http://www.oracle.com/technetwork/topics/security/cpujan2016-2367955.html เลยนะครับว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ได้รับผลกระทบอะไรบ้างหรือไม่

สุดท้ายนี้ก็ขออวยพรให้ผู้ดูแลระบบที่ใช้งาน Oracle เป็นจำนวนมาก ทำการ Patch ให้เรียบร้อยทันหยุดตรุษจีนนะครับ

ที่มา: http://www.networkworld.com/article/3024516/oracle-issues-record-number-of-patches.html#tk.rss_all


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Microsoft อัปเดตฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยให้ OneDrive

Microsoft ได้ประกาศเพิ่มความสามารถ ‘OneDrive Personal Vault’ เพื่อช่วยการป้องกันการเข้าถึงไฟล์บน OneDrive ด้วยวิธีการพิสูจน์ตัวตนที่เข้มแข็งขึ้นหรือใช้ 2-steps Verification

ผู้เชี่ยวชาญชี้พบปฏิบัติการของแฮ็กเกอร์จีนแทรกซึมผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์กว่า 10 แห่งในหลายทวีป

Cybereason บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ออกรายงานว่ามีการค้นพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีกลุ่มแฮ็กเกอร์จีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเข้าแทรกซึมผู้ให้บริการด้านเครือข่ายโทรศัพท์ไม่ต่ำกว่า 10 แห่งในหลากหลายทวีป เช่น เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป โดยปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับชื่อว่า ‘Soft Cell’