ReadyIDC เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ชูจุดขาย ‘AI Ready’ พร้อมเปิดรับลูกค้าแล้ววันนี้!

หลายปีที่ผ่านมาบทบาทของ AI ในภาคธุรกิจได้ปรากฎขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่หัวข้อความท้าทายที่ตามมาซึ่งถูกพูดถึงในเวทีต่างๆ ก็คือความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยที่ตัวดาต้าเซ็นเตอร์เองก็ต้องถูกออกแบบมาสำหรับศักยภาพในการรับปริมาณไฟที่สูงขึ้นด้วย

นี่คือประเด็นสำคัญของความแตกต่างระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นมาในยุคก่อนที่ AI จะเฟื่องฟู กับดาต้าเซนเตอร์ที่ถือกำเนิดขึ้นในไม่กี่ปีมานี้ ในบทความนี้เราจะขอพาทุกท่านไปพบกับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ของ ReadyIDC ที่ถูกออกแบบมาด้วยคอนเซปต์ AI Ready

การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ย่านใจกลางกรุงเทพมหานครเป็นไปค่อนข้างยากในเวลานี้ เนื่องด้วยขีดความสามารถและต้นทุนของพื้นที่ ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ที่เคยเกิดขึ้นย่านใจกลางส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับงาน AI ด้วยเหตุนี้เองการขยายดาต้าเซ็นเตอร์ย่านปริมณฑลจึงมีความเหมาะสมมากกว่า และอยู่ไม่ไกลเกินระยะให้บริการลูกค้าต่างๆ

ด้วยเหตุนี้เองดาต้าเซนเตอร์แห่งที่ 2 ของ ReadIDC ที่เกิดขึ้น จึงเลือกทำเลทองที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมืองเกินไปนัก ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากสะดวกต่อการเดินทาง  ใกล้ทางด่วนศรีสมาน ห่างจากสนามบินดอนเมืองเพียง 10นาที พร้อมรองรับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาตั้งฐานระบบให้บริการดิจิทัลในประเทศไทย ที่ยุคนี้มักถามถึงความพร้อมในการรับฮาร์ดแวร์สำหรับงาน AI

ReadyIDC ไม่ได้เป็นผู้เล่นหน้าใหม่สำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้บริการลูกค้ามานานเกือบ 2 ทศวรรศ โดยให้บริการตั้งแต่ Public Cloud, Private Cloud, GPU as a service  และ Colocation  โดยดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้มีการวางแผนและออกแบบโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างรัดกุม เพิ่มเติมจากประสบการณ์เดิม ดังนี้

  • พื้นที่อาคารตั้งอยู่บนพื้นที่สูงกว่าถนนถึง 2 เมตร เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม การันตีความมั่นใจในสินทรัพย์ภายในอาคาร แถมยังตั้งอยู่ใกล้กับตำแหน่งของสถานีดับเพลิงอีกด้วย
  • ออกแบบระบบตามมาตรฐาน TIER III ซึ่งเป็นการเตรียมระบบให้มีจำนวนมากกว่าที่ใช้ เพื่อป้องกันความเสียหายหรือซ่อมบำรุงระบบระบายอากาศ โดยยังรักษาการทำงานได้ในระดับปกติ และในเฟสถัดไปเพื่อตอบสนองแนวคิดของ AI Data Center ทีมงานของ ReadyIDC จะมีระบบ Liquid Cooling ที่สามารถรองรับความร้อนจากเซิร์ฟเวอร์ในดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับงานประมวลผลขนาดใหญ่จาก AI
  • ระบบเน็ตเวิร์กความเร็วสูงของดาต้าเซ็นเตอร์พร้อมเชื่อมต่อเครือข่ายภายนอกด้วยความแรงสูงถึง 1 Tbps ผ่านพอร์ทมาตรฐานที่รองรับการเชื่อมต่อได้สูงสุด 400 GbE ทำให้มั่นใจได้ว่า ReadyIDC พร้อมรับกับการขยายตัว หากลูกค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นและการรองรับบริการที่ต้องการเชื่อมต่อกับนอกประเทศ
  • ระบบเน็ตเวิร์กภายในประเทศที่เป็นกลางเชื่อมต่อกับโครงข่ายในประเทศไทยรายใหญ่ทุกเจ้า เช่น AIS, 3BB, Symphony, DTAC และ Interlink เป็นต้น  เพื่อให้ความมั่นใจว่าแม้ระบบเครือข่ายรายใดรายหนึ่งจะเกิดปัญหา แต่ลูกค้า ReadyIDC ยังจะสามารถให้บริการต่อไปได้โดยไม่มีสะดุด
  • ออกแบบระบบไฟฟ้าด้วยประสิทธิภาพสูง เพียงพอ และน่าเชื่อถือ โดยมีระบบไฟสำรองที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องต่อได้ถึง 24 ชั่วโมง พร้อม Generator และ ระบบ UPS ป้องกันความไม่เสถียร ผสานสู่แนวคิดการปฏิบัติการระดับ Tier 3 ที่การันตีความพร้อมในการทำงานถึง 99.982%
  • ระบบป้องกันผู้บุกรุกเชิงกายภาพที่เข้มงวด ทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่กล้องวงจรปิดที่มองเห็นผู้ใช้งานได้ตลอดเวลาครอบคลุมพื้นที่ไร้จุดอับ ซึ่งผู้ที่จะเข้าถึงสถานที่จะต้องมีการยืนยันตัวตนและปฏิบัติตามกฏขอย่างเคร่งครัด
  • รองรับมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO/IEC 27001 ที่ว่าด้วยเรื่องของ การจัดการความเสี่ยง การกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัย และความพร้อมในการบริหารจัดการตรวจสอบ ซึ่งช่วยการรันตีให้ความมั่นใจได้ว่า ReadyIDC Edge DC 2 นั้นพร้อมให้บริการด้วยความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

การเรียกตัวเองว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่พร้อมระดับ ‘AI Ready’ คือต้องมีการวางระบบไฟที่เพียงพอ ตั้งแต่ระดับภาพรวมของอุปกรณ์ระดับตึกไปจนถึงระดับ Rack ต้องถูก ‘คิด’ ผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในยุคอดีตไม่ได้ถูกออกแบบมา ด้วยเหตุนี้เอง ณ ปัจจุบัน ReadyIDC Edge DC 2 จึงเป็นตัวเลือกที่พร้อมสำหรับงาน AI

ReadyIDC Edge DC 2 ยังถูกออกแบบมาให้รองรับปริมาณไฟฟ้าระดับสูงสุดโดย ที่แต่ละตู้ Rack รองรับโหลดสูงสุดได้ 20 Kwh จุดนี้เองที่ทำให้บริการ Colocation จาก ReadyIDC พร้อมสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีการใช้การ์ด GPU หรือ AI Accelerator สำหรับงานประมวลผล AI Workload

นอกจากความสามารถของการจัดการไฟฟ้าที่ทำได้เพียงพอแล้ว ลูกค้ากลุ่ม Colocation ยังมีตัวเลือกในการใช้บริการได้อย่างยืดหยุ่น เพราะทาง ReadyIDC ได้เปิดทางเลือกให้ลูกค้าใช้พื้นที่ได้หลายรูปแบบ เริ่มต้นตั้งแต่ Single Colocation ขนาด 1U, 2U, 3U และ 4U ไปจนถึง Private Colocation Rack1/4,Rack1/2 และ Full Rack 48U ซึ่งมีประตูขนาดสำหรับป้องกันการเข้าถึงได้โดยเฉพาะ ทั้งนี้ เรายังให้บริการ MPLS เพื่อเชื่อมต่อไปที่Site ของลูกค้า หรือจะเป็น บริการ DC Connect  พร้อม Service Hand on เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าแบบ One stop Service

ReadyIDC ยังมีบริการคลาวด์ของตัวเองที่ให้บริการ Cloud ที่พร้อมสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ระดับเล็ก กลาง และองค์กร เช่น Server, S3 Storage, Kubernetes, VPN และบริการเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา และ การมอนิเตอร์ระบบการทำงาน โดย ReadyIDC Edge DC 2 ยังเป็นฐานที่จะทำให้บริการคลาวด์ของ ReadyIDC สามารถรองรับโหลดงานได้เพิ่มขึ้นจากเดิม และถือเป็นไซต์คู่ขนานที่ทำงานสำรองซึ่งกันและกันได้

นอกจากตัวบริการ Cloud แล้วทีมงาน ReadyIDC ยังมีบริการเสริมด้าน Software License อีกหลายรูปแบบ เช่น Microsoft License รวมถึง Proxmox VE สำหรับผู้ที่มองหา Private Cloud โดยเฉพาะ ตลอดจนบริการด้าน Backup ให้ระบบของลูกค้ามั่นใจได้ยิ่งขึ้น

ReadyIDC มีทีมงานมืออาชีพที่คอยดูแลสินทรัพย์ไอทีของท่านตลอด 24 x 7 ครอบคลุมในส่วนเครือข่าย และฮาร์ดแวร์ ในกรณีที่ท่านประสบปัญหาทางทีมงานก็มีความยืดหยุ่นในการให้ความช่วยเหลือให้กับลูกค้า เปิดการเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างฉับไวลดระยะเวลารอคอยและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด นี่คือหนึ่งในภาคภูมิใจของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นเจ้าของโดยคนไทยอย่างแท้จริง ที่พร้อมสำหรับ AI Workload ที่กำลังเป็นอนาคตของโลกไอที

ท่านใดที่สนใจในบริการและ Promotion พิเศษ ReadyIDC Edge DC 2 สามารถติดต่อฝ่ายขายของ ReadyIDC ได้ที่ 0800681409 , 0902366399 หรือ อีเมล์ info@readyidc.com

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Elastic 9.4 ออกแล้ว

Elastic ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Elastic 9.4 อย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของ Context Engineering, Application และ Infrastructure เพิ่มเติม, เสริม AI ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และเพิ่มความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้

VMware เปิดตัว VCF 9.1 ยกระดับ Private Cloud เพิ่มความคุ้มค่าและความปลอดภัย ตอบโจทย์ยุค AI

VMware ได้ประกาศเปิดตัว VMware Cloud Foundation หรือ VCF 9.1 อย่างเป็นทางการ หวังยกระดับ Private Cloud ให้เป็นแพลตฟอร์มที่บริหารจัดการได้ง่าย คุ้มค่าต่อการลงทุน และมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน …