Mojobot หุ่นยนต์และบอร์ดเกมสอนแนวคิดโปรแกรมมิ่งสำหรับเด็ก โปรเจกต์ฝีมือคนไทยใน Kickstarter

การเขียนโปรแกรมนั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแยกไม่ออก มีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่าต่อไปในอนาคตการเขียนโค้ดจะเป็นทักษะพื้นฐานดังเช่นที่เราได้เรียนรู้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ การใช้ภาษา หรือการใช้โปรแกรม Word Processing ในห้องเรียน จึงไม่น่าแปลกใจอะไรว่าเราจะได้เห็นวิธีการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมรูปแบบใหม่ๆกันมากขึ้น ในวันนี้ ทีมงานจะขอพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับ Mojobot โปรเจกต์หุ่นยนต์และเกมสอนเขียนโปรแกรมฝีมือคนไทยที่น่าสนใจไม่น้อย

โจทย์คือการสอนโค้ดดิ้งที่น่าสนใจและจับต้องได้

สำหรับผู้อ่านที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้ว การเรียนโค้ดดิ้งแบบที่เราคุ้นเคยอาจเป็นการซื้อหนังสือเขียนโปรแกรมสักเล่มมาอ่าน การเปิด youtube หรือการลองลงเรียนในเว็บไซต์ออนไลน์ที่เปิดสอน วิธีเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ที่ตรงไปตรงมาและได้ผลดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าในบางครั้งก็ออกจะน่าเบื่อไปบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ

สนุก น่าสนใจ ลงมือทำแล้วมีผลงานออกมาให้เห็นจริง หากลองให้ออกแบบแนวทางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับเด็กๆ คำตอบยอดนิยมที่ผู้คนคิดก็น่าจะหนีไม่พ้น 3 สิ่งข้างต้น สามสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นโจทย์หลักให้กับทีม Project Lab ได้พัฒนาโปรเจกต์ Mojobot ขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนให้การเรียนโปรแกรมมิ่งดึงดูดใจเด็กๆได้มากกว่าที่เคย

รู้จักกับ Mojobot

ถ้าผู้อ่านพอจะคุ้นเคยกับบอร์ดเกมมาอยู่บ้างคงนึกภาพตามไม่ยาก Mojobot นั้นเป็นหุ่นยนต์ Smart Robot ที่มาพร้อมกับแผงคำสั่งไร้สาย แผนที่เกม และคู่มือภารกิจ ในการเล่นเกมนี้ ผู้เล่นรับหน้าที่ควบคุมเจ้าหุ่น Mojobot ด้วยชุดคำสั่ง เพื่อให้หุ่นยนต์ปฏิบัติตัวได้ตามที่ภารกิจกำหนดไว้ เช่น เดินไปยังจุดที่กำหนด หยิบของจากตำแหน่งหนึ่งในแผนที่ไปวางบนอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยคำสั่งที่ว่าก็ประกอบขึ้นมาจาก Coding Logic Tags หลายๆชิ้น ดังนั้นระหว่างที่ผู้เล่นทำภารกิจ ก็จะได้เรียนรู้แนวคิดการแก้ปัญหาด้วยชุดคำสั่ง ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานของการเขียนโปรแกรมนั่นเอง

ภาพ: Mojobot

ภายในตัวของ Mojobot หุ่นยนต์ทรงลูกบากศ์นั้นประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์และมอเตอร์ต่างๆที่จะตอบสนองกับคำสั่งที่ผู้เล่นป้อนเข้าไป เช่น หลอดไฟที่เปิดปิดได้ มอเตอร์ในการเคลื่อนที่ หยิบจับของ และเซ็นเซอร์รับเสียง ซึ่งการตอบสนองออกมาเป็นการแสดงออกทางกายภาพที่มองเห็นได้นี้เองที่เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความน่าสนใจและความสนุกให้กับผู้เล่น

Coding Logic Tags ประกอบไปด้วยคำสั่งหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่คำสั่งพื้นฐานที่เข้าใจและจับต้องได้ง่ายอย่างคำสั่งให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ เปิดปิดสวิตช์ไฟ หมุนตัว ไปจนถึงคำสั่งขั้นสูง เช่น การกำหนดเงื่อนไขแบบ If-Then และการวนลูป เมื่อนำ Logic Tags มาวางเรียงกันบนแผงคำสั่ง แผงคำสั่งก็จะทำการประมวลผล และส่งสัญญาณให้หุ่นยนต์ทำตามคำสั่งเหล่านั้น

และนอกจากการเล่นเกมตามภารกิจ หรือแข่งขันกันระหว่างผู้เล่น 4 คนแล้ว ผู้เล่นยังสามารถตั้งคำสั่งให้ Mojobot เป็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่อื่นๆได้อย่างอิสระ เช่น เป็นโคมไฟที่เปิดปิดด้วยเสียงปรบมือ หรือเป็นหุ่นยนต์สำหรับต้อนรับแขก

Mojobot นั้นเป็นเกมโค้ดดิ้งที่เหมาะกับเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป แต่แม้ Mojobot นี้จะถูกออกแบบมาโดยมีเด็กๆเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก แต่ทางทีมผู้พัฒนาก็ยืนยันว่าผู้ใหญ่ที่สนใจเรียนโค้ดดิ้งก็สามารถเล่นกับมันได้อย่างสนุกสนานแน่นอน โดยอาจมีการตั้งเป้าหมายในภารกิจให้สูงขึ้น รวมหลายๆภารกิจเข้าด้วยกันเพื่อความท้าทาย และอาจจัดการแข่งขันนับคะแนนเหมือนการเล่นบอร์ดเกมที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้

สร้างความแตกต่างด้วยเกม

ปัจจุบันเครื่องมือการเรียนโค้ดดิ้งแบบบล็อก (Block-based Coding) นั้นมีจำนวนไม่น้อยเลยในตลาด แต่ Mojobot ก็สร้างความแตกต่างให้ตัวเองด้วยเกมกระดาน ซึ่งมีเคล็ดลับข้อเล็กๆอย่างการพัฒนาให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ตามแผนที่แบบเป็นช่อง ซึ่งการเคลื่อนที่บนแผนที่ด้วยระยะที่คาดเดาได้นี้ผ่านการศึกษามาแล้วว่าช่วยให้เด็กๆเข้าใจในการควบคุมหุ่นยนต์และก่อให้เกิดความรู้สึกของการเล่นเกมมากกว่า โดยแผนที่ที่ว่าสามารถนำมาวางต่อกันไปได้เรื่อยๆ เช่นเดียวกับแผงคำสั่งที่สามารถต่อยาวไปได้ถึง 8 ชุดเรียงกัน ขอบเขตของ Mojobot จึงไม่ถูกจำกัดอยู่ที่แผนที่สี่เหลี่ยมเล็กๆหรือชุดคำสั่ง 8 Tags เท่านั้น

Coding and Beyond

Mojobot จะสอนแนวคิดของการเขียนโปรแกรมให้กับเด็กๆโดยเริ่มตั้งแต่การจัดเรียงลำดับคำสั่ง การควบคุมหุ่นยนต์ให้แสดงออกในแบบทางๆ ไปจนถึงการทำงานที่มีเงื่อนไข การทำงานซ้ำๆ หรือ Sub-routine ซึ่งเมื่อเด็กๆเข้าใจพื้นฐานทั้งหมดนี้แล้วก็สามารถนำทักษะไปต่อยอดบนแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น การเขียนโค้ดแบบวางบล็อก (Block-based coding) หรืออาจเริ่มเรียนรู้ Syntax ของภาษาโปรแกรมมิ่งเลยก็ได้

ภาพ: Mojobot

นอกจากการสอน Coding ซึ่งเป็นเป้าประสงค์หลักของโปรเจกต์นี้แล้ว ทางทีมผู้พัฒนายังแนะนำว่า Mojobot นั้นสามารถนำไปประยุกต์บูรณาการณ์กับการเรียนรู้วิชาอื่นๆด้วย เช่น สร้างเป็นเกมคำนวณในวิชาคณิตศาสตร์ สอนการให้เหตุผลและการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการให้เด็กๆสร้างสรรค์แผนที่และเนื้อเรื่องใหม่ๆขึ้นมาในวิชาศิลปะ ซึ่งก็นับว่าเป็นแนวทางการเรียนรู้แบบผสมผสานที่น่าสนใจ

และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สำคัญไม่แพ้ทักษะการเขียนโปรแกรมหรือความรู้วิชาการในห้องเรียนที่ Mojobot และการเรียนโปรแกรมมิ่งสามารถมอบให้ได้ ก็คือทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และการจัดลำดับของสิ่งที่ควรทำ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะชอบโปรแกรมมิ่งหรือไม่ หรือประกอบอาชีพใดก็ตาม

————————

โปรเจกต์ Mojobot นี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2017 โดยทีม Project Lab ที่นำโดยดร. ภู เอี่ยมเจริญยิ่ง พวกเขามุ่งตอบโจทย์พัฒนาสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมที่น่าสนใจ สนุกสนาน และจับต้องได้จริง เห็นภาพว่าการเขียนโปรแกรมนั้นจะสร้างให้เกิดอะไรได้บ้าง โดยกว่าจะได้เป็น Mojobot และตัวเกมออกมาเป็นรูปร่าง ก็ผ่านการพัฒนา ทดลอง และทดสอบเพื่อรับ Feedback จากกลุ่มเด็กๆมาแล้วกว่า 10 Prototypes

หากท่านใดสนใจอยากศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งมาทดลองเล่นสักชุดหนึ่ง ตอนนี้ Mojobot เปิดระดมทุนอยู่ในเว็บไซต์ Kickstarter จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม โดยสามารถสั่งซื้อชุด Mojobot เริ่มต้นได้ในราคา 130 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4125 บาท) และมีกำหนดการณ์ส่งของในช่วงเดือนกรฎาคม


Check Also

Chrome 74 ออกแล้ว!

Google ได้ปล่อย Chrome 74 ออกมาให้ได้ใช้งานกันแล้วซึ่งเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาหลายด้าน รวมถึงมีการอัปเดตด้านความมั่นคงปลอดภัยกว่า 39 รายการ

4 นวัตกรรมเพื่องานเอกสารที่ธุรกิจไทยควรใช้ในปี 2019: RPA, E-Tax Invoice, Paperless, และ Information Rights Management

ในปี 2019 นี้กระแสการทำ Digital Transformation เองก็ได้เข้าสู่ขั้นตอนที่เหล่าธุรกิจองค์กรเริ่มต้นทำกันอย่างจริงจังมากขึ้นด้วยการประยุกต์นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสร้างสรรค์นวัตกรรมเข้าไปเสริมในกระบวนการทำธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์และบริการของตนเองกันแล้ว Fuji Xerox เองในฐานะของผู้นำโซลูชันด้านการจัดการเอกสารในองค์กร ก็ได้ออกมาเล่าถึง 4 นวัตกรรมที่น่าจับตามองในการจัดการเอกสารประจำปี 2019 ในการพูดคุยกับทีมงาน TechTalkThai เราจึงขอนำเนื้อหามาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ