Microsoft .NET Framework หลายเวอร์ชันกำลังจะหมดอายุในวันที่ 26 เมษายน 2565 นี้

ผู้ใช้งาน Microsoft Windows ที่ติดตั้ง Microsoft .NET Framework เวอร์ชัน 4.5.2, 4.6 และ 4.6.1 จะต้องทำการติดตั้งเวอร์ชันที่ใหม่กว่าทดแทน นั่นหมายถึงทั้ง 3 เวอร์ชันที่กล่าวมากำลังจะหมดอายุลง ซึ่ง Microsoft ประกาศไว้ภายในวันที่ 26 เมษายน 2565 นี้
หลังจากเลยกำหนดที่ Microsoft แจ้งไว้ .NET Framework ทั้ง 3 เวอร์ชัน จะไม่ได้รับการอัปเดตแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย หรือสนับสนุนทางเทคนิคอีก ซึ่งอุปกรณ์ประเภทที่ใช้งานตามบ้านทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วจะอัพเดตผ่าน Windows Update เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็น .NET Framework 4.8 เวอร์ชันที่ใหม่กว่า
 
สำหรับผู้ดูแลระบบ หรือบน Windows 10 เวอร์ชัน 1607 สามารถติดตั้ง .NET Framework 4.6.2 ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ใหม่กว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงผลกระทบจากการเลิกใช้ SHA-1 ในทุกเวอร์ชันที่กำลังจะถูกยกเลิก
 
อย่างไรก็ดี Microsoft กำลังเร่งทำการเปลี่ยนแปลงการลงชื่อใช้งานแบบดิจิตอลในใบรับรองการใช้งาน SHA-1 บน .NET Framework เวอร์ชันใหม่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
 
วิธีการตรวจสอบเวอร์ชัน .NET Framework ที่ติดตั้งไว้
  • เปิด Start พิมพ์ regedit.exe แล้วเลือก Windows Registry Editor
  • เลือก Yes บน User Account Control
  • เลือก HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\NET Framework Setup\NDP (Windows 10 ขึ้นไป)
  • เลือกตรวจสอบเวอร์ชันจากโฟลเดอร์ที่ขึ้นชื่อข้อความด้วย V. แล้วเลือกไปที่โฟลเดอร์ Client จะเห็นค่าของ Registry String ที่แสดงชื่อเวอร์ชันของ .NET Framework ที่กำลังติดตั้งอยู่

About Pawarit Sornin

- จบการศึกษา ปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต - เคยทำงานด้าน Business Development / Project Manager / Product Sales ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Wireless Networking และ Mobility Enterprise ในประเทศ - ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

กลุ่ม RansomHouse ได้กล่าวอ้างถึงการโจรกรรมข้อมูล 450GB จาก AMD

บริษัท AMD ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีถูกโจมตีทางไซเบอร์ที่ปฏิบัติการโดยกลุ่มอาชญากรทางไซเบอร์ RansomHouse เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ข้อมูล 450GB สูญหาย  

Raspberry Pi ออกบอร์ด Pico รุ่นใหม่เพิ่มชิป Wireless และการเชื่อมต่อภายนอก

เมื่อต้นปี 2021 การมาถึงของ Raspberry Pi Pico ถือเป็นบอร์ดขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จมากตัวหนึ่งด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 4 เหรียญสหรัฐฯ ล่าสุดมีการเพิ่มฟังก์ชันให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อภายนอกและสัญญาณไวไฟได้