Meta เตรียมเปิดให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI

มีรายงานจาก Bloomberg และ CNBC ว่า Meta Platforms มีแผนที่จะเปิดโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ของตนเองให้บริษัทอื่น ๆ เช่าใช้บริการ

Credit: Meta

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้อาจส่งผลให้มีกำลังการประมวลผลใหม่จำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรม AI เนื่องจาก Meta คาดการณ์ว่าจะใช้จ่ายเงินทุนสูงถึง 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในงบประมาณปีปัจจุบัน ซึ่งเป็นงบรายจ่ายฝ่ายทุนที่ครอบคลุมในส่วนของการสร้างศูนย์ข้อมูล โดยเป็นตัวเลขที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากเงินลงทุนจำนวน 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่บริษัทได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้แล้วในปี 2025 โครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับเรือธงของ Meta คือ แคมปัสศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Hyperion ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างในรัฐลุยเซียนา โดยคาดว่าพื้นที่ดังกล่าวจะใช้พลังงานไฟฟ้าสูงถึง 5 กิกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายไฟให้กับบ้านเรือนมากกว่า 4 ล้านหลังคาเรือน และจะเป็นที่ตั้งของอาคารจำนวน 11 หลังที่ติดตั้งหน่วยประมวลผลกราฟิกหลายล้านตัว

ตามปกติแล้ว ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่าง CoreWeave จะให้บริการ GPU จากผู้ผลิตชิปหลายราย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ Meta จะเลือกใช้แนวทางที่คล้ายกัน โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้ตกลงซื้อชิป AI จำนวนหลายล้านตัวจากทั้ง Nvidia, Advanced Micro Devices และ Google ทว่ายังไม่มีความแน่ชัดว่าการก้าวเข้าสู่ตลาดคลาวด์ของ Meta ในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรกับบริษัทในเครือของ Alphabet อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ บริการคลาวด์ที่ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียรายนี้วางแผนไว้อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงชิปที่ตนพัฒนาขึ้นเองภายในองค์กรได้ด้วย โดยเมื่อเดือนมีนาคม Meta ได้เปิดตัวตัวเร่งความเร็วการประมวลผลผลลัพธ์ในชื่อ MTIA 300 ที่ส่งมอบประสิทธิภาพการทำงานระดับ 1.2 เพตาฟลอปส์ บนโครงสร้าง MX8 และในปีหน้า บริษัทจะเริ่มนำชิปที่มีความขั้นสูงกว่าเข้ามาใช้งาน ซึ่งคาดว่าจะมีความเร็วเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 8 เท่า

สำนักข่าว Bloomberg รายงานเพิ่มเติมว่า Meta ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาแนวทางการสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โดยรายงานระบุว่าบริษัทอาจจะเลือกจำหน่ายกำลังการประมวลผลโดยตรง หรือเปิดให้บริการเข้าถึงโมเดล AI ที่โฮสต์อยู่บนระบบ ซึ่งจุดนี้ได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ Meta จะนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเองภายในองค์กรมาเปิดให้นักพัฒนาทั่วไปได้ใช้งาน โมเดลระดับเรือธงของบริษัทอย่าง Muse Spark ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่า Meta จะใช้โมเดลนี้ในการขับเคลื่อนบริการแชตบอตสำหรับผู้บริโภคทั่วไปเป็นหลัก แต่ตัวโมเดลก็แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมและมีความสามารถในการแข่งขันสูงบนเกณฑ์วัดมาตรฐานงานด้านความรู้หลายรายการ ด้วยเหตุนี้ Muse Spark จึงอาจมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับกรณีการใช้งานในระดับองค์กร ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่า Meta จะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ ในบริการคลาวด์ของตน

หากบริษัทประสบความสำเร็จในการเปิดตัวชุดบริการโครงสร้างพื้นฐาน AI และบริการโฮสต์โมเดล Meta ก็อาจจะตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดเครื่องมือสำหรับการฝึกฝนโมเดลด้วยเช่นกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ Meta ได้ทำการยกเครื่องชุดเครื่องมือภายในองค์กรใหม่ทั้งหมดเพื่อเร่งความเร็วในการพัฒนาโมเดล Muse Spark โดยบริษัทระบุว่าชุดเครื่องมือระบบใหม่นี้สามารถบรรลุประสิทธิภาพการทำงานได้ในระดับเดียวกับระบบเดิมโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่น้อยลงกว่าเดิมถึงหนึ่งช่วงสเกล ทั้งนี้ หน่วยงาน xAI ของบริษัท SpaceX ก็กำลังนำกำลังการผลิตส่วนเกินของศูนย์ข้อมูลตนเองออกมาเปิดให้บริษัทอื่นเช่าใช้งานเช่นกัน โดยล่าสุดเพิ่งได้ลงนามในสัญญาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับ Google และ Anthropic ซึ่งมีมูลค่าสัญญรวมกันสูงถึง 2.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

ที่มา: https://siliconangle.com/2026/07/01/meta-shares-jump-9-reported-plan-offer-ai-infrastructure-services/

About นักเขียนฝึกหัดหมายเลขเก้า

Check Also

แคสเปอร์สกี้และสกมช. จับมือต่ออายุ MoU เสริมแกร่งความมั่นคงทางไซเบอร์ของไทย [PR]

แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ต่ออายุและขยายบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) เพื่อกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศไทย ข้อตกลงนี้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของภัยคุกคามที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายการโจมตีมากขึ้นในประเทศไทย และมุ่งสร้างกรอบการทำงานที่ครอบคลุมสำหรับการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคาม การสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีในประเทศ และการสนับสนุนการฝึกอบรมด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ภายใต้แนวคิด Kaspersky Global …

เตรียมพร้อม MFA กับ SendQuick เมื่อ Multi-factor Authentication กลายเป็นวาระเร่งด่วน!

ต้นเหตุของ Data Breach กว่าครึ่งมาจากบัญชีผู้ใช้งานถูกขโมยหรือรั่วไหลออกไป สู่ข้อมูลหลายล้าน Record ที่ถูกปล่อยให้ดาวน์โหลดได้ผ่าน Dark Web อย่างไม่ยากเย็น ด้วยเหตุนี้เององค์กรใดๆจึงต้องมีมาตรการปกป้องตัวตนอีกชั้นหนึ่งที่เรียกว่า Multi-factor Authentication (MFA) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าช่วยลดเหตุถูกขโมยบัญชีได้อย่างมีนัยสำคัญ