Lenovo ประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดด้วยตัวเลขการเติบโตเป็นสถิติใหม่ โดยครองส่วนแบ่งตลาดพีซีในประเทศไทยถึง 35% ขณะที่ทิศทางเทคโนโลยีระดับองค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทดลองสู่การประยุกต์ใช้งานจริงที่เน้นผลตอบแทนจากการลงทุน โดยมีเทคโนโลยี Agentic AI และการจัดการโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดเป็นแกนหลัก

ภาพรวมผลประกอบการระดับโลก Lenovo ทำรายได้ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีผลกำไรเพิ่มขึ้น 36% การเติบโตดังกล่าวถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมียอดขายเติบโตโดดเด่นถึง 72% ปัจจุบันสินค้ากลุ่ม AI PC มีสัดส่วนถึง 50% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด เติบโตก้าวกระโดดจากสัดส่วนที่ไม่ถึง 10% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา
คุณวรพจน์ ถาวรวรรณ ผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน Lenovo ระบุว่าองค์กรกว่า 96% ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแผนลงทุนในเทคโนโลยี AI เป็นลำดับแรกในปีนี้ โดยทิศทางหลักมุ่งไปที่ Agentic AI ยิ่งการลงทุน AI ต้องสร้างผลลัพธ์เชิงมูลค่าต่อธุรกิจทันที Lenovo จึงปรับกลยุทธ์นำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรด้วย Lenovo Hybrid AI Advantage และชุดแพลตฟอร์ม Lenovo xIQ โดยมีรายละเอียดดังนี้
- xIQ Agent Platform: แพลตฟอร์มที่เปิดให้สร้างและปรับใช้ AI agent ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดภายในไม่กี่นาที
- xIQ Digital Workplace Platform: แพลตฟอร์มตรวจจับและแก้ไขปัญหาไอทีเชิงรุกแบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถลดต้นทุนการสนับสนุนด้านไอทีได้ถึง 30%
- xIQ Hybrid Cloud Platform: โครงสร้างพื้นฐานที่ผสาน AIOps, FinOps และ DevOps เพื่อบริหารจัดการระบบไฮบริดและมัลติคลาวด์อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านผู้ใช้งานทั่วไป Lenovo เปิดตัว Lenovo Qira หรือ Personal AI ที่ทำงานข้ามอุปกรณ์อย่างไร้รอยต่อในระบบของ Lenovo และ Motorola ระบบนี้ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อทำความเข้าใจบริบทผู้ใช้ และสามารถทำงานได้แม้ในโหมดออฟไลน์ ยิ่งผู้ใช้งานเริ่มตระหนักว่าฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิมที่ไม่มี NPU ไม่สามารถตอบสนองปริมาณงาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดรอบการเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์ใหม่
แม้ปัจจุบันอุตสาหกรรมไอทีกำลังเจอปัญหาจากภาวะขาดแคลนชิ้นส่วนรุนแรง ครอบคลุมทั้งหน่วยความจำ, SSD, CPU และ GPU ความต้องการในตลาดสูงกว่ากำลังการผลิตถึง 3 เท่าตัว Lenovo จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นทุกเดือนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เช่น สินค้ากลุ่มไคลเอนต์พีซีปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 30% และสินค้ากลุ่มเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้น 300% และมี Backorder จำนวนมากเนื่องจากผลิตไม่ทันความต้องการ
ผลกระทบจากราคาฮาร์ดแวร์ที่พุ่งสูงทำให้บางการประมูลโครงการภาครัฐหยุดชะงัก เนื่องจากราคาตาม TOR ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าต่ำกว่าต้นทุนจริงในตลาดปัจจุบัน ผู้ค้าจึงไม่สามารถยื่นซองประมูลได้โดยไม่ขาดทุน ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจขนาดกลางหันมาตรึงต้นทุนและลดความเสี่ยงด้วยการทำสัญญาใช้งานรูปแบบเช่าใช้ หรือ As-a-Service มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับสัดส่วนยอดขายตลาดในประเทศไทย ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าองค์กรทำสัดส่วนได้ 70% และลูกค้าทั่วไป 30% อันเป็นผลจากการส่งมอบโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ หากตัดโครงการพิเศษออก สัดส่วนตามปกติจะอยู่ที่ประมาณ 55% ต่อ 45% โดยปกติแล้วยอดขายของ Lenovo ประเทศไทยจะสามารถแบ่งเป็น SME หรือองค์กรขนาดเล็กและกลาง 25% ลูกค้าทั่วไป 35% และที่เหลือเป็นรายได้จากโครงการขนาดใหญ่
ทั้งนี้เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานและเป้าหมาย Net Zero Lenovo ได้ผลักดันการจัดการเชิงปฏิบัติการที่ยั่งยืน ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือโรงงานผลิตในเมืองเทียนจินที่ดำเนินงานในรูปแบบ Dark Warehouse ที่ปิดไฟทำงาน 100% โดยใช้ระบบหุ่นยนต์และเซ็นเซอร์ทั้งหมดในการผลิต ลดการใช้พลังงานได้มหาศาลโดยไม่มีข้อผิดพลาดจากมนุษย์
นอกจากนี้ยังมีบริการ CO2 Offset ที่เริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปี 2020 ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าองค์กรสามารถเลือกการรวมบรรจุภัณฑ์ การขนส่งด้วยพลังงานสะอาด และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยองค์กรบริหารจัดการความเสี่ยงด้านพลังงานในระยะยาว ซึ่งองค์กรที่ปรับตัวตามแนวโน้มเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนศักยภาพของเทคโนโลยีให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






