From Store to Core: Huawei x MFEC กับแนวทางสร้าง Smart Retail Infrastructure สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย [Guest Post]

“Smart Retail ไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่ลูกค้ามองเห็นหน้าร้าน แต่เริ่มจากการทำให้เทคโนโลยีตั้งแต่ Store ถึง Core ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นและรองรับการเติบโตของธุรกิจ”


การสร้าง Smart Retail ไม่ได้เริ่มจากการเลือกว่าจะนำเทคโนโลยีอะไรเข้ามาใช้ แต่เริ่มจากการมองว่า ประสบการณ์ที่ต้องการมอบให้ลูกค้าต้องอาศัยระบบใดทำงานร่วมกัน ตั้งแต่อุปกรณ์หน้าร้าน เครือข่ายระหว่างสาขา ไปจนถึงระบบข้อมูลเบื้องหลัง

ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสินค้าข้ามสาขา การใช้สิทธิสมาชิก หรือการสั่งซื้อออนไลน์แล้วรับสินค้าที่ร้าน ล้วนเกิดจากการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ Application, Network และ Data Infrastructure นี่คือแนวคิด “From Store to Core” เริ่มจากบริการและ Business Requirement ก่อนออกแบบย้อนกลับมายัง Technology Architecture ตั้งแต่หน้าร้าน การเชื่อมต่อระหว่างสาขา ไปจนถึงระบบข้อมูลส่วนกลาง

ด้วยความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และดูแล Infrastructure MFEC จึงนำ Technology ของ Huawei เข้ามาประกอบเป็น Architecture ที่เหมาะกับบริบทและระบบเดิมของแต่ละองค์กร เพื่อให้ Smart Retail ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่ม Technology แต่เป็นการสร้าง Infrastructure ที่รองรับการทำงานและการเติบโตของธุรกิจได้จริง

Smart Retail ไม่ใช่แค่ร้านที่มีอุปกรณ์อัจฉริยะ

Smart Retail ไม่ควรวัดจากจำนวนอุปกรณ์ที่ติดตั้ง แต่ควรมองว่าเทคโนโลยีช่วยให้พนักงานทำงานง่ายขึ้น ลูกค้าได้รับบริการดีขึ้น และทีมไอทีสามารถดูแลระบบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่

แนวทาง Smart Retail Store ของ Huawei จึงผสาน Network, IoT และ AI เข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากสถานการณ์ใช้งานจริง แล้วเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับโจทย์ธุรกิจ

จากหน้าร้านถึงระบบหลัก: 3 ส่วนที่ควรทำงานร่วมกัน

Smart Retail Infrastructure สามารถมองออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ระบบภายในร้าน การเชื่อมต่อระหว่างสาขา และระบบข้อมูลส่วนกลาง ซึ่งควรถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น

Store: ทำให้หน้าร้านเป็นมากกว่าจุดให้บริการ

ร้านค้าหนึ่งแห่งอาจมีทั้งเครื่องขายหน้าร้าน อุปกรณ์ของพนักงาน ป้ายราคาอิเล็กทรอนิกส์ ระบบควบคุมอุณหภูมิ กล้อง และ Wi-Fi สำหรับลูกค้า ดังนั้นโจทย์ของ Store Infrastructure จึงไม่ได้มีเพียงการทำให้อุปกรณ์ทั้งหมดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ แต่ต้องสามารถบริหารอุปกรณ์และนำข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในร้านไปใช้ประโยชน์ต่อได้ด้วย

Huawei มีความสามารถด้าน AI Vision และ Wi-Fi IoT ที่ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นและบริหารข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในร้านได้อย่างเป็นระบบ

AI Camera สามารถรองรับ Use Case เช่น การวิเคราะห์จำนวนผู้ใช้บริการ การตรวจสอบการจัดวางสินค้าบนชั้น การตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงาน และการลดความสูญเสีย ขณะที่ IoT Wi-Fi สามารถเชื่อม Electronic Shelf Label, ระบบควบคุมความเย็น อุปกรณ์ด้านพลังงาน และ POS Terminal เข้าด้วยกัน

บทบาทของ MFEC คือการนำความสามารถเหล่านี้มาประกอบกับ Use Case, Existing Infrastructure และ Requirement ของแต่ละ Retail Business เพื่อให้ Technology หน้าร้านไม่ได้ทำงานเป็น Silo แต่สามารถสร้างข้อมูลที่นำไปใช้ต่อกับระบบส่วนกลาง รองรับการบริหารสาขา O2O และ Remote Store Management ได้

Connectivity: เชื่อมหลายสาขาและบริหารได้จากส่วนกลาง

เมื่อธุรกิจขยายหลายสาขา เครือข่ายไม่ได้มีหน้าที่เพียงเชื่อมต่อ แต่ต้องช่วยให้การติดตั้ง บริหาร และขยายสาขาเป็นมาตรฐานมากขึ้น

Huawei SD-Branch ใช้ SD-WAN ร่วมกับ LAN-WAN Integration เพื่อเชื่อมสาขา พื้นที่ และสำนักงานใหญ่บนเครือข่ายเดียว พร้อมรองรับ Plug-and-Play และ Template-based Configuration ช่วยให้เปิดสาขาใหม่ได้รวดเร็วขึ้น และส่งข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลการขาย ผลวิเคราะห์จาก AI และสถานะอุปกรณ์ IoT กลับสู่ส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารและมอนิเตอร์จากส่วนกลางยังช่วยลดความซับซ้อนของการดูแลเครือข่ายหลายสาขา และรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตได้ง่ายขึ้น

MFEC จึงไม่ได้มอง Network แยกออกจาก Store หรือ Core แต่พิจารณาว่า Connectivity ต้องรองรับ Application, Data Flow และ Operation ของแต่ละสาขาอย่างไร เพื่อให้ Infrastructure สามารถขยายตามธุรกิจได้โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนในการบริหารในอัตราเดียวกัน

Core: ระบบข้อมูลต้องพร้อมรองรับทั้ง Transaction และการเติบโต

แม้หน้าร้านและเครือข่ายจะทำงานได้ดี แต่หากระบบฐานข้อมูลเบื้องหลังตอบสนองไม่ทันในช่วงที่มี Transaction สูง หรือการเรียกดู Inventory แบบ Real-time ล่าช้า ก็สามารถกระทบประสบการณ์ของลูกค้าได้โดยตรง ดังนั้น Smart Retail Infrastructure จึงต้องครอบคลุมถึงระบบจัดเก็บและปกป้องข้อมูลที่รองรับทั้งความเร็ว ความต่อเนื่อง และการเติบโตของธุรกิจ

สำหรับธุรกิจ Omnichannel Retail ที่มี Workload หลากหลาย Huawei OceanStor Hybrid Flash Storage รองรับทั้ง SAN และ NAS บนระบบเดียว ช่วยให้องค์กรบริหารระบบได้ง่ายขึ้น พร้อมรองรับ Performance, Reliability และการขยายระบบตามปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

แนวทางนี้ช่วยลดความซับซ้อนของ Infrastructure ลดความเสี่ยงจาก Downtime ในช่วงที่มีภาระงานสูง และช่วยเตรียม Data Infrastructure ให้พร้อมรองรับบริการและการเติบโตของธุรกิจในอนาคต


จะเริ่มพัฒนา
Smart Retail ตรงไหนก่อน?

การมองตั้งแต่ Store ถึง Core ไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนทุกระบบพร้อมกัน แต่ควรเริ่มจากปัญหาที่ธุรกิจต้องการแก้ก่อน แล้วพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับ Infrastructure ส่วนใด

องค์กรสามารถเริ่มจากโครงการในขอบเขตที่เหมาะสม กำหนดตัวชี้วัดให้ชัด และทดลองใช้งานก่อนขยายผล เพื่อให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น


The Mall Group: เมื่อ Smart Retail เริ่มจากระบบหลังบ้าน

กรณีของ The Mall Group สะท้อนให้เห็นว่า Smart Retail ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีหน้าร้านเสมอไป แต่สามารถเริ่มจากการยกระดับ Core Infrastructure ที่อยู่เบื้องหลังได้เช่นกัน

เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น MFEC และ Huawei ได้ร่วมกันพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลโดยนำ Huawei OceanStor มาใช้เป็น Production Storage เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความยืดหยุ่น ลดความเสี่ยงจาก Downtime และช่วยให้ทีมไอทีบริหารระบบได้คล่องตัวขึ้น

การยกระดับ Storage จึงไม่เพียงรองรับ Workload ในปัจจุบัน แต่ยังช่วยเตรียม Data Infrastructure ให้พร้อมสำหรับปริมาณข้อมูลและบริการใหม่ในอนาคต

Huawei x MFEC: จากเทคโนโลยีสู่ระบบที่เหมาะกับธุรกิจ

การนำ Smart Retail มาใช้งานจริงไม่ได้จบที่การเลือก Product หรือ Technology แต่ต้องเข้าใจว่า Technology นั้นจะเข้าไปทำงานกับ Existing System, Workload และ Operation ขององค์กรอย่างไร

Huawei นำความสามารถด้าน Network และ Data Infrastructure เข้ามาเป็น Technology Foundation ขณะที่ MFEC นำความเชี่ยวชาญด้าน Consulting, Solution Design, Implementation และ System Operation มาประกอบ เพื่อเลือก Technology และ Architecture ให้เหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละองค์กร

จุดแข็งของ MFEC จึงอยู่ที่การมอง Infrastructure แบบ End-to-End ตั้งแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายใน Store การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสาขา ไปจนถึง Core Infrastructure และนำ Technology ของ Partner มาประกอบเป็น Solution ที่ตอบโจทย์ Business Requirement

ไม่ใช่เริ่มจาก Technology แล้วหาว่าจะนำไปใช้ตรงไหน แต่เริ่มจาก Business Requirement แล้วเลือก Technology ที่เหมาะสมเข้าไปตอบโจทย์

จาก Store ถึง Core ต้องกลับมาตอบโจทย์ธุรกิจ

หัวใจของ Smart Retail Infrastructure ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีใหม่ที่สุดในทุกจุด แต่คือการทำให้หน้าร้าน เครือข่าย และระบบข้อมูลทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

เพราะท้ายที่สุด Smart Retail ที่สร้างคุณค่าได้ ไม่ได้วัดจากจำนวนเทคโนโลยีในร้าน แต่จากการที่เทคโนโลยีตั้งแต่ Store ถึง Core ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้ดีขึ้น บริหารได้ง่ายขึ้น และมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้ลูกค้าได้จริง

เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่:
https://e.huawei.com/th/industries/retail/smart-retail-store

 

About Maylada

Check Also

ingfah ผู้ให้บริการ AI Voicebot สัญชาติไทย ได้รับการรับรอง ISO/IEC 27001 และ ISO/IEC 20000-1 จาก BSI พร้อมเปิด Roadmap สู่ SOC 2 และ ISO 42001 [Guest Post]

เมื่อองค์กรเลือกนำ AI มาดูแลลูกค้า คำถามสำคัญคือ ระบบนั้นมีความน่าเชื่อถือได้แค่ไหน และผู้ให้บริการรายนั้นผ่านเกณฑ์ประเมินความปลอดภัยของฝ่ายไอทีและฝ่ายจัดซื้อหรือไม่

Tenable Webinar : พลิกโฉมระบบป้องกันแบบ Prompt AI สู่การทำงานแบบ Agentic ด้วย Tenable Hexa AI [28 ต.ค. 2569 — 14.00น.]

Tenable ขอเชิญ IT Manager, IT Security Consultant, SecOps, Network Operation, IT security operation, System Engineer, …