ปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ของไทยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน จากสถิติล่าสุดของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีเอสเอ็มอีรวมประมาณ 3.25 ล้านราย ซึ่งรวมถึงธุรกิจขนาดเล็กมาก (Micro Enterprise) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดในประเทศ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดย่อม ถือเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดด้านข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ การนำ AI เข้ามาใช้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางออกที่จับต้องได้มากที่สุด และยังเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน (ROI) คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย

การเตรียมความพร้อมก่อนนำ AI มาใช้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
การนำ AI เข้ามาใช้งาน ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การซื้อเทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์มาใช้เท่านั้น องค์กรควรกำหนดเป้าหมายการใช้งานให้ชัดเจนก่อนว่า ต้องการเน้นการลดการใช้แรงงาน การเร่งกระบวนการทำงาน หรือมุ่งตรงไปที่การเพิ่มรายได้ เพื่อที่จะสามารถเลือกโซลูชัน AI ที่ตอบโจทย์เป้าหมายเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม การทำงานของ AI ต้องอาศัยข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ ดังนั้น องค์กรจึงต้องมั่นใจว่ามีโครงสร้างข้อมูลที่ครบถ้วนและพร้อมใช้งาน ขณะเดียวกัน การปรับกระบวนการทำงานให้มีมาตรฐานก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะ AI เชี่ยวชาญในการจัดการกับงานที่มีความซ้ำซากและมีกฎเกณฑ์ชัดเจน หากกระบวนการทำงานภายในองค์กรยังสับสน ไม่เป็นระบบ การใช้ AI อาจสร้างความผิดพลาดมากกว่าผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์
อีกหนึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือการกำหนดผลลัพธ์ที่คาดหวังให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เช่น “ระยะเวลาในการตอบกลับลูกค้าลดลง 25%” หรือ “รายได้เพิ่มขึ้น 15%” เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะต่อไป นอกจากนี้ การยอมรับและการพัฒนาทักษะของพนักงานก็มักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้าม หากทีมงานมีทัศนคติเชิงลบหรือกังวลว่าจะถูก AI เข้ามาแทนที่ การดำเนินการก็อาจเผชิญแรงต้านและความล่าช้า ดังนั้น จึงแนะนำให้องค์กรเริ่มทดลองใช้ AI จากเพียงแค่หนึ่งแผนกหรือหนึ่งกระบวนการก่อน พร้อมเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ความเข้าใจภายในองค์กร เพื่อค่อย ๆ ลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสำเร็จอย่างเป็นขั้นตอน
คุณนีนี่ อู๋ (Nini Wu) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ GWS CLOUD กล่าวว่า “AI ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ได้ทุกปัญหา แต่เป็นเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจ กระแส AI ในอนาคตไม่อาจหยุดยั้งได้ เพียงแค่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและกลยุทธ์ที่ถูกต้อง แม้ SME ที่มีทรัพยากรจำกัด ก็สามารถใช้ AI เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ทางธุรกิจได้” คุณนีนี่ย้ำว่า องค์กรที่สามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างไร้ขีดจำกัด และคว้าโอกาสเป็นผู้นำในกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

GWS CLOUD เสริมพลังให้ SME เริ่มต้นใช้งาน AI ด้วยโซลูชันที่คุ้มค่ากว่า
ในตลาดปัจจุบัน แพ็กเกจการเช่าใช้ทรัพยากร AI ส่วนใหญ่มักคิดค่าใช้จ่ายเป็นหน่วยใหญ่ทั้งชุด ทำให้ต้นทุนสูงและเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ GWS AI Cloud ได้ออกแบบโซลูชันที่ยืดหยุ่นกว่า โดยนอกจากจะมีตัวเลือก GPU หลากหลายสเปกแล้ว ไฮไลท์ที่สำคัญคือ เทคโนโลยี GPU Slicing ที่สามารถแบ่งการใช้งานการ์ดจอ NVIDIA ออกเป็นขนาดย่อย ตั้งแต่ 0.25 ส่วน, 0.5 ส่วน ไปจนถึง 1–2 ส่วนขึ้นไป เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกขนาดและระยะเวลาเช่าได้ตามความต้องการของแต่ละโครงการอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ ระบบ AI Development Environment แบบ On-demand ยังช่วยร่นระยะเวลาเริ่มต้นโครงการ จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์ เหลือเพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น ขณะเดียวกัน ด้วยกรอบการทำงาน MLOps อัตโนมัติ ยังช่วยเร่งความเร็วในการติดตั้งและดำเนินงานของ AI ได้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า ถือเป็นการลดอุปสรรคและต้นทุนการเริ่มต้นที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวเข้าสู่การใช้ AI ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
หากต้องการคำแนะนำหรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI และบริการต่าง ๆ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.gwscloud.com/
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






