[สัมภาษณ์] Gigamon กับวิสัยทัศน์การผลักดันตลาดไทยผ่านพาร์ทเนอร์ และทิศทางของการป้องกันภัยคุกคามจาก AI

หัวข้อด้าน AI Security กลายเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในภาคองค์กรเพื่อหาหนทางควบคุมการใช้งาน AI แต่เราจะกำกับดูแลการเข้าถึง AI ได้อย่างไร หากเราไม่สามารถตรวจจับการใช้งานเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ AI ยังเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันด้าน Network Security ที่สำคัญ แต่หลายครั้งที่องค์กรไม่สามารถจัดหาข้อมูลได้เพียงพอให้โซลูชันเหล่านี้ แม้องค์กรจะคิดว่าตนมีโซลูชันมากเพียงพอแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเหตุการโจมตีกลับไม่ได้บรรเทาลง หรือนั่นก็เพราะอันที่จริงแล้ว เราอาจยังไม่สามารถมองเห็นข้อมูลสำคัญได้เร็วและมากพอ

บทสัมภาษณ์ คุณคริสติ ธีลี รองประธาน ฝ่ายวิศวกรรมโซลูชัน ทั่วโลก บริษัท กิกะมอน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ เวลานี้ AI ได้กลายเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ผู้คนเชื่อว่าชีวิตพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อ จากประโยชน์ที่เกิดขึ้นมากมายจะ AI แต่รู้หรือไม่ว่าในอีกด้านหนึ่ง ภัยคุกคามจาก AI ก็เริ่มสร้างปัญหามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

มีสถิติและการทดลองมากมายที่บ่งชี้ว่าการโจมตีทางไซเบอร์ก็ได้รับอานิสงฆ์จาก AI ไปเต็มๆ โดยเฉพาะในมุมของ Social Engineering ที่แนบเนียนจนแทบไม่สามารถแยกแยะได้ ตลอดจนความง่ายในการผลิตคอนเท้นต์หลอกลวง นั่นจึงไม่น่าแปลกที่การโจมตีเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและโน้มน้าวผู้คนได้อย่างน่าประหลาดใจจากความสมจริง น่าเชื่อถือจากข้อมูลสนับสนุน และแทบจะไร้ขีดจำกัดด้านภาษา ซึ่งนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมัลแวร์และแรนซัมแวร์ยอดนิยม

ในประเด็นของ LLM เองก็มีความน่าสนใจไม่น้อยในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย เช่น การอัปโหลดข้อมูลสำคัญขององค์กรที่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะได้ หรือโมเดลอาจถูกสอนด้วยข้อมูลผิดๆนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหลายองค์กรก็มีความวิตกกังวลถึง การปล่อยให้พนักงานใช้งาน LLM เหล่านั้นอย่างไร้การควบคุม

Social Engineering เป็นเพียงแค่ช่องทางหนึ่งของการโจมตีทางไซเบอร์ โดยในวงการของ Cybersecurity ทุกองค์กรต้องพึงระลึกเสมอว่าการโจมตีเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สำคัญที่เราจะมีวิธีการรู้ตัวเองอย่างไรให้เท่าทันเพื่อตอบสนองเหตุได้เร็วที่สุดหากเกิดเหตุขึ้น นั่นคือบทบาทของโซลูชันเฝ้าสังเกตุเชิงลึก หรือ Deep Observability ที่สามารถสกัดเอา Metadata มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างรวดเร็วเท่าทันต่อสถานการณ์

อีกประเด็นสำคัญคือการมองเห็นทราฟฟิคระดับ East – West มักเป็นจุดใต้ตำตอ แต่สำคัญต่อการตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อขยายวงการโจมตีหลังคนร้ายเข้ามาในเครือข่าย (Lateral Movement) โดยส่วนนี้เองการป้องแบบเดิมที่ใช้อยู่ มักเน้นกับการป้องกันแบบ North – South เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ครอบคลุมต่อทราฟฟิคที่ขยายออกด้านข้างโดยไม่ผ่านอุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายด้านบน

เพื่อเป็นการสกัดกั้นการโจมตีอย่างครบลูป องค์กรยังต้องมีข้อมูลเชิงลึก สำหรับการวิเคราะห์ภาพการโจมตีหรือป้อนให้โซลูชันวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน เช่น ข้อมูลทราฟฟิคที่มัลแวร์พยายามเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์สั่งการ(C2C) หรือการนำออกข้อมูลผ่านเครือข่ายออกไปภายนอก (Exfiltration)

อย่างไรก็ตามความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมในปัจจุบันก็ถือเป็นความท้าทายของการรวบรวมข้อมูล เพราะตัวโซลูชันเองต้องรองรับความหลากหลายต่างๆได้ เช่น Hybrid Cloud, Multi-cloud, On-premise, OT, IoT, Data Center, Virtualization และ Container แม้ผู้ให้บริการคลาวด์จะพยายามออกเครื่องมือเก็บข้อมูลเชิงลึก แต่ก็ยังจำกัดกับการใช้งานบนแพลตฟอร์มของตนเท่านั้น ต่างกับ Gigamon ที่วางตัวเป็นอิสระเปิดกว้างการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการคลาวด์หรือ Vendor โซลูชันไอที เพื่อรับและส่งต่อข้อมูล Network Telemetry เชิงลึกไปใช้ในการวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยและประสิทธิภาพ

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าหลักใหญ่ใจความของการรับมือกับภัยคุกคามต้องเริ่มต้นจากการมีข้อมูลเชิงลึก ซึ่ง Gigamon มีโซลูชัน SSL Decryption ที่มีชื่อเสียงมานานหลายปี โดยผู้โจมตีทางไซเบอร์หรือมัลแวร์ในปัจจุบันมักใช้การเข้ารหัสเพื่อปกปิดทราฟฟิคการโจมตีของตน 

อย่างไรก็ตามแม้โซลูชันด้านการป้องกันมักโฆษณาถึงความสามารถนี้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วการมีโซลูชันแยกสำหรับโหลดงานนี้โดยเฉพาะย่อมดีกว่า เพราะภายในโซลูชันด้านการป้องกัน เช่น WAF หรือ Firewall ยังมีฟังก์ชันอื่นๆอีกมาก เมื่อเผชิญกับข้อมูลมหาศาลอาจจะโหลดการทำงานกลายเป็นคอขวด และในบางครั้งไม่ใช่ทุกทราฟฟิคที่เข้ารหัสที่จำเป็นต้องถูกถอด แต่ในมุมของ Gigamon ท่านสามารถเลือกแกะข้อมูลและส่งต่อให้โซลูชันป้องกันอื่นๆ ที่จำเป็นไม่ต้องเผื่อขนาดของโซลูชันที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูง

ในการจัดการความท้าทายจากสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เทคโนโลยี Deep Observability Pipeline คือหัวใจสำคัญของ Gigamon ที่คอยเก็บรวบรวมข้อมูลได้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Cloud, On-premise, Data Center, Container หรือ Virtualization พร้อมมีการติดตาม Flow ของทราฟฟิคจากต้นทางและปลายทางที่ต้องการไป ครอบคลุมทราฟฟิคในภาพของ North – South และ East – West พร้อมให้ข้อมูล Metadata ของทราฟฟิคเหล่านั้น (Enrichment) ต่างกับโซลูชันด้าน Observability ทั่วไปที่ไม่ได้เจาะลึกข้อมูลในเชิงเครือข่าย

ไม่เพียงเท่านั้นในปี 2023 Gigamon ยังได้ปล่อยโซลูชันไม้เด็ดออกมาที่เรียกว่า Precryption โดยไอเดียคือการอาศัยความสามารถในระดับ Linux Kernel ที่เรียกว่า eBPF เพื่อให้สามารถอ่านข้อมูล Plaintext ได้โดยกระทบต่อกระบวนการเข้ารหัส ซึ่งเป็นฟีเจอร์ขั้นสูงสำหรับการทำงานกับ Cloud

นอกจากจะมีความเชี่ยวชาญอันลึกซึ้งในข้อมูลระดับเครือข่าย พร้อมกับการเข้าใจข้อมูลในระดับแอปพลิเคชันได้ไม่น้อยแล้ว ล่าสุด Gigamon ยังได้พัฒนาให้ระบบการรับรู้สามารถเข้าใจแอปพลิเคชัน LLM ที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ได้ เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพและกำกับดูแลการใช้งาน AI ได้อย่างไม่ตกหล่น(Shadow AI) ที่อาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลได้ในอนาคต

AI ถือเป็นความสามารถเรือธงของการวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยหรือประสิทธิภาพของการทำงาน ซึ่งข้อมูลใน Network Layer ย่อมมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ด้วย เพราะหากปราศจากซึ่งข้อมูล AI ก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงได้ นั่นคือบทบาทของ Gigamon ที่จะเข้าไปเติมเต็มภาพการทำงานของโซลูชันเหล่านั้นให้ใช้การได้จริง ไม่ว่าจะเป็น SOAR, SIEM, SOC, Application Monitoring, NDR, XDR และ Observability ต่างๆ

หลายองค์กรยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับโซลูชัน Deep Observability ซึ่งบ่อยครั้งกลายเป็นความตระหนักหลังเกิดเหตุ โดยเริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่าโซลูชันเดิมสามารถตรวจจับข้อมูลทราฟฟิคได้เพียงพอ แม้กระทั่งข้อมูล East – West โดย Gigamon เน้นย้ำการทำงานผ่านพาร์ทเนอร์ในการให้ความรู้แก่ลูกค้าถึงช่องโหว่ที่คาดไม่ถึงเพื่อให้องค์กรตระหนักถึงความสำคัญของโซลูชัน Deep Observability เพื่อใช้ในการป้องกันก่อนเกิดเหตุ

นอกจากนี้ Gigamon เชื่อว่าธุรกิจของประเทศไทยย่อมมีเงื่อนไขทางธุรกิจ และความต้องการที่ต่างกัน โดยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์คือแนวทางที่ดีที่สุดในการขยายตลาดในประเทศไทยที่มีความเฉพาะตัว อีกทั้งในพาร์ทเนอร์แต่ละรายยังมีความเชี่ยวชาญในโซลูชันทางไอทีที่สามารถนำมาประกอบกันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาพใหญ่ให้ลูกค้าได้เหมาะสมที่สุด

หลากคนอาจจะรู้จักกับ Gigamon ในฐานะของ Network Tapping แต่ในปัจจุบันนี้พวกเขาได้ต่อยอดความเชี่ยวชาญในด้านการรวบรวมข้อมูล สู่การเป็นผู้นำตลาดด้าน Deep Observability ของโลกอย่างน่าภาคภูมิใจ นำเสนอข้อมูลด้านเครือข่ายเชิงลึกอย่างครอบคลุม ตลอดจนสามารถทำงานร่วมกับ Vendor และ Cloud Provider เพื่อเติมเต็มภาพการป้องกันขององค์กรได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ Gigamon ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถของโซลูชันเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีกำเนิดใหม่ในระดับองค์กร เช่น AI, Container และ Multi-cloud หรือเทคโนโลยีอื่นใดในอนาคตที่จะก่อให้เกิดทราฟฟิคในระดับเครือข่าย ทั้งนี้ Gigamon มีความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ที่มีความเข้าใจในตัวธุรกิจของลูกค้ามากที่สุด พร้อมผลักดันตลาดให้องค์กรสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างเท่าทัน

ท่านใดที่ต้องการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ Gigamon และ Deep Observability เพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการได้ที่ https://www.gigamon.com/

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Elon Musk แพ้คดีฟ้อง OpenAI

คณะลูกขุนรัฐบาลกลางมีมติให้ยกฟ้องคดีความที่ Elon Musk ยื่นฟ้อง OpenAI Group ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามอง

Dell เปิดตัว Deskside Agentic AI โซลูชัน AI Agent จาก Workstation ถึง Data Center

Dell Technologies เปิดตัว Dell Deskside Agentic AI ในงาน Dell Technologies World 2026 โซลูชันที่ช่วยให้องค์กร Deploy และ …