ชวนมาอ่าน: ประวัติศาสตร์ Blockchain ฉบับย่อ

หลายปีที่ผ่านมามีนวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนโลกมากมาย แม้แต่ในตอนนี้เอง เราก็กำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆของ Blockchain ฐานข้อมูลซึ่งเก็บข้อมูลในรูปแบบของ block ลองมาอ่านกันดูว่า blockchain มีความเป็นมายังไงกันแน่

Credit: Bitcoin

จุดเริ่มต้นของ blockchain คือการทดลองสกุลเงินดิจิทัล bitcoin ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลกและมี market cap อยู่ที่ 350,000 – 700,000 ล้านบาท ท่ามกลางการเติบโตของ bitcoin เริ่มมีการเล็งเห็นว่าสามารถแยกสถาปัตยกรรมเบื้องหลังของ bitcoin ออกมาใช้ในงานระหว่างองค์กรได้ทุกชนิด นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยี blockchain ซึ่งทุกๆ สถาบันการเงินหลักกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า 15% ของธนาคารทั่วโลกจะใช้ blockchain ในปี 2017

นวัตกรรมชิ้นใหญ่ที่ตามมาหลังการแยก blockchain ออกจาก bitcoin คือการพัฒนาแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส ethereum ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรแกรมแบบ distributed บน blockchain ได้ หนึ่งในโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มนี้คือ smart contract โปรแกรมที่ทำให้ blockchain สามารถทำงานกับเครื่องมือทางการเงินอย่างสินเชื่อหรืออนุพันธ์ได้ จากเดิมที่ใช้งานกับเงินตรา bitcoin เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันแพลตฟอร์ม smart contract บน ethereum นี้มี market cap อยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท

ปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่น blockchain เกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่มีการใช้งานจริงและที่ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่ blockchain นั้นก็ยังมีส่วนที่สามารถปรับปรุงได้อยู่มาก หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในปีนี้คือการเปลี่ยนให้ blockchain ทำงานด้วยแนวคิด proof of stake แทนแนวคิด proof of work ทั้งสองแนวคิดเป็นกลไกป้องกันการ abuse ระบบ แต่แนวคิด proof of work ต้องการกำลังการประมวลผลมหาศาลจาก miners ซึ่งมักดึงการประมวลผลนั้นมาจาก data center อีกที การเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือทางการเงินแทน computing power ตามแนวคิด proof of stake จะกำจัดความต้องการ computing power ขนาดใหญ่ โดยที่มอบความปลอดภัยให้กับระบบในระดับที่เท่ากันหรือมากกว่าเดิม

ก้าวต่อไปของ blockchain ที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางคือการสเกล blockchain ปัจจุบันในการประมวลผลทุกๆ transaction จะต้องเกิดขึ้นบนคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายของ blockchain ส่งผลให้การประมวลผลเป็นไปอย่างเชื่องช้า ต่างจากระบบ blockchain ที่สเกลแล้วที่สามารถคำนวณได้ว่าในการประมวลผลหนึ่งครั้งควรทำผ่านคอมพิวเตอร์จำนวนกี่เครื่อง มีความคาดหวังว่าระบบ blockchain ที่สเกลแล้วนี้จะทำงานได้รวดเร็วจนสามารถรองรับระบบ Internet of Things หรือระบบตัวกลางการใช้จ่ายอย่าง VISA หรือ SWIFT ได้

นวัตกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นผลผลิตจากการคิดค้นพัฒนาเพียง 10 ปีเท่านั้น แต่ก็ทำให้พอเห็นศักยภาพของ blockchain ในอนาคต ฐานข้อมูลตัวนี้อาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบต่างๆตั้งแต่ในธนาคาร ในการออกเอกสารของส่วนราชการ ไปจนถึงการทำให้เว็บไซต์หาคู่ในอินเทอร์เน็ตดีขึ้นด้วยการกำจัดโปรไฟล์ปลอมก็เป็นได้

 

ที่มา: https://hbr.org/2017/02/a-brief-history-of-blockchain



About PRY

Check Also

Google Cloud ออก Secret Manager ช่วยลูกค้าเก็บข้อมูลสำคัญอย่างปลอดภัย

Google Cloud ได้ออกบริการเวอร์ชันเบต้าที่ชื่อ Secret Manager เพื่อช่วยช่วยลูกค้าในการจัดเก็บ API Keys, Passwords, Certificate และข้อมูลอื่นๆ ได้อย่างมั่นใจ

AWS ลดราคา Amazon EKS ลง 50%

AWS ได้ประกาศลดราคาบริการ Amazon Kubernetes Service ลงกว่า 50%