ความเร็วของนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เพราะในปี 2025 และ 2026 ภาพลักษณ์ของ AI จะถูกเปลี่ยนนิยามใหม่จากสิ่งที่เคยเป็นเพียงเครื่องมือ หรือ Tools ที่รอรับคำสั่ง เข้าสู่การเป็นทีมงาน หรือ Team ที่มีความสามารถในการตัดสินใจและบริหารจัดการงานด้วยตัวเอง
ดร. เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย หรือ AIAT ได้ฉายภาพชัดเจนว่านี่คือยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะกำหนดว่าใครคือผู้อยู่รอดในสังเวียนธุรกิจและเทคโนโลยีหลังจากนี้ เพราะการก้าวกระโดดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในเชิงซอฟต์แวร์ แต่เป็นการรวมกันระหว่างความฉลาด, ประสาทสัมผัสที่รับรู้ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ และการมีตัวตนในโลกกายภาพ
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในอนาคตอันไกล แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่องค์กรระดับโลกกำลังเร่งลงทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน TechTalkThai จึงขอชวนมาสรุปเทรนด์ AI ในปี 2025 ควบคู่กับการคาดการณ์โลก AI ในปี 2026 กับนายกสมาคมปัญหาประดิษฐ์ประเทศไทยดังนี้

นิยามใหม่ของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ และ AI
ดร. เทพชัย เล่าให้ฟังว่า หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเทรนด์ AI ในปี 2025 คือการกำเนิดของ Agentic AI ซึ่งเป็นการยกระดับจาก Generative AI ที่เราคุ้นเคยไปสู่ระบบที่สามารถคิด วางแผน และลงมือทำได้แบบครบวงจร AI ในยุคนี้จะไม่ได้รอเพียงแค่ Prompt สั้น ๆ เพื่อตอบคำถาม แต่จะทำงานในลักษณะแบ่งงานกันทำระหว่าง AI หลายตัวที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างกัน เช่น ตัวหนึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล อีกตัวทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อกฎหมาย และอีกตัวทำหน้าที่สรุปผลเพื่อนำเสนอต่อผู้ใช้งาน
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือความสามารถในการคุยกันเองของ AI Agent เพื่อหาโซลูชันที่ดีที่สุด ตัวอย่างที่จับต้องได้คือระบบวางแผนธุรกิจหรือการจัดการโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน ซึ่ง Agentic AI จะเข้าไปจัดการประสานงานระหว่างหน่วยงานย่อย ๆ โดยที่มนุษย์มีหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบ และตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น
ทำให้การใช้งาน AI ที่จะเปลี่ยนผ่านจากการรับงานตามคำสั่งแค่ทีละครั้ง ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายขององค์กร ซึ่งส่วนสำคัญนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบทวีคูณ
เมื่อ AI เข้ามามีผลกับโลกความจริง
ในปี 2026 เราจะเห็นการผสานรวมของ Multimodal AI ที่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งข้อความ เสียง และภาพ อย่างไร้รอยต่อ ความสามารถนี้ช่วยลดช่องว่างของความผิดพลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะระบบสามารถทำการ Cross-check ข้อมูลจากหลายช่องทาง เช่น การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาผ่านคลิปวิดีโอและเสียงประกอบไปพร้อมกับบทความต้นฉบับ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำกว่าเดิม
นอกจากนี้ AI กำลังก้าวออกจากหน้าจอไปสู่ Physical AI ผ่านการผสานรวมกับ IoT และหุ่นยนต์ที่เหมือนคนจริง ๆ ทั้งมีความฉลาดระดับสูง เราจะเห็นเทคโนโลยีนี้เข้าไปปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบ เช่น การใช้หุ่นยนต์และเซนเซอร์ควบคุมฟาร์มอัจฉริยะที่สามารถปรับตัวตามสภาพอากาศแบบ Real-time ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การทำตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ แต่เป็นการที่ AI ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในโลกจริงเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต

ปรับกระบวนการทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และไอที
อีกอุตสาหกรรมที่น่าสนใจคือฝั่งโปรดักชัน และการพัฒนาซอฟต์แวร์กำลังถูกท้าทายด้วยความเร็ว ในอดีตการสร้างภาพยนตร์สั้นหรือแอนิเมชันคุณภาพสูงอาจต้องใช้ทีมงานหลักสิบคนและเวลาทำงานเป็นเดือน แต่ปัจจุบัน AI ช่วยให้คนเพียงไม่กี่คนสามารถผลิตคอนเทนต์ระดับคุณภาพได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ตั้งแต่การขึ้นโครงเรื่อง สร้างภาพเคลื่อนไหว ไปจนถึงการใส่เสียงพากย์และซับไตเติลโดยอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นการลดต้นทุนและเวลาที่เคยเป็นอุปสรรคใหญ่ลงอย่างมาก
สำหรับภาคการเขียนโปรแกรม บทบาทของโปรแกรมเมอร์จะเปลี่ยนไปเป็น Co-designer มากขึ้น AI ในปี 2025-2026 จะมีความสามารถในการเขียน Code ที่ซับซ้อนได้เองโดยมีข้อผิดพลาดน้อยลง หน้าที่ของมนุษย์จึงขยับขึ้นไปสู่การวางโครงสร้างพื้นฐาน และการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ รวมถึงการใช้ทักษะการตั้งโจทย์เพื่อให้ AI สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ตรงจุดมากกว่าการมานั่งไล่ Code ทีละบรรทัดเหมือนในอดีต
3 เสาหลักสำหรับการใช้ AI ขับเคลื่อนองค์กร
ผู้นำองค์กรที่ต้องการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการรอซอฟต์แวร์ที่สมบูรณ์แบบมาเป็นแนวคิด ทำไปใช้ไป หรือการเรียนรู้ผ่านการใช้งานจริง เพราะ AI พัฒนาด้วยข้อมูล ยิ่งเริ่มใช้เร็วเท่าไหร่ องค์กรก็จะยิ่งมี Data ที่เป็นประโยชน์ในการเทรนระบบให้ฉลาดขึ้นและสอดคล้องกับบริบทของธุรกิจตนเองมากขึ้นเท่านั้น การรอให้เทคโนโลยีหยุดนิ่งก่อนจึงเท่ากับการยอมแพ้ในสงครามดิจิทัล
อีกส่วนที่สำคัญคือการบริหารจัดการข้อมูลที่ต้องมีความชัดเจนระหว่างข้อมูลเปิด ข้อมูลปิด และข้อมูลความลับระดับองค์กร ผู้บริหารต้องกำหนดนโยบายการเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้ AI สามารถนำไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้การเริ่มทำ AI Transformation ควรเริ่มจาก Use Case ที่เป็นปัญหาจริงของธุรกิจไม่ใช่แค่การทำตามกระแส เพื่อให้เห็นความคุ้มค่าของการลงทุน และการสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าและพนักงาน

จริยธรรม ความปลอดภัย และกับดักของการใช้งาน
ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความฉลาดของ AI คือเรื่องของ Data Bias โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่ชุดข้อมูลภาษาไทยมีสัดส่วนเพียง 0.5% ในโลกไซเบอร์ เมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษที่มีเกือบครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่า AI ที่เราใช้งานอยู่อาจมีค่านิยมหรือการตัดสินใจที่อิงตามวัฒนธรรมตะวันตกมากเกินไป ผู้ใช้งานและนักพัฒนาชาวไทยจึงต้องมีวิจารณญาณในการตรวจสอบ และตั้งคำถามกับคำตอบของ AI อยู่เสมอ
ในแง่ของความเป็นส่วนตัว องค์กรต้องสร้าง AI Literacy ให้กับพนักงานอย่างเร่งด่วน การนำข้อมูลลับของบริษัทไปถามใน AI สาธารณะอาจนำไปสู่การหลุดรอดของข้อมูลสู่ภายนอกได้ทันที ภารกิจสำคัญในปี 2026 คือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยและจรรยาบรรณในการใช้ AI ที่ครอบคลุมทั้งองค์กร เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
การศึกษาไทยใหม่ต้องสร้างคนให้อยู่เหนือ AI
ระบบการศึกษาต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้สอน ไปสู่การเป็นผู้สร้างทักษะ การสั่งห้ามใช้ AI ในห้องเรียนคือการเดินถอยหลังลงคลอง แต่การสอนให้เด็กรู้จักใช้ AI เป็นเครื่องมือในการขยายขีดจำกัดทางความคิดคือทางออกที่ยั่งยืน ครูต้องปรับบทบาทเป็นคนกระตุ้นที่คอยตั้งคำถามว่าสิ่งที่ AI หามาให้นั้นมีที่มาอย่างไร และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ การค้นหาตัวตนจะกลายเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะในโลกที่ AI ทำได้เกือบทุกอย่าง สิ่งที่จะทำให้มนุษย์โดดเด่นคือ คาแรคเตอร์ และ จริต เฉพาะตัว การรู้จักจุดแข็งของตนเองจะช่วยให้เราสามารถเลือกใช้ AI มาเสริมพลังในส่วนที่เราขาด และขยายศักยภาพในส่วนที่เราถนัดให้ก้าวไกลไปกว่าเดิม

ยุทธศาสตร์กองทัพเล็กเพื่อความมั่นคงทางเทคโนโลยี
ประเทศไทยไม่ควรหวังเพียงแค่การเป็นผู้ใช้ แต่ต้องมีศักยภาพในการเป็นผู้สร้าง ในระดับที่เพียงพอต่อความมั่นคง ดร.เทพชัย เน้นย้ำเรื่องการสร้าง Small Language Models ที่มีความเฉพาะเจาะจงกับบริบทไทยและอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติในระยะยาว หากเกิดสถานการณ์ที่เทคโนโลยีโลกเกิดการปิดกั้นหรือเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพราะการสร้าง กองทัพเล็ก ๆ ของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจโครงสร้าง AI ตั้งแต่ฐานรากจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี
การสนับสนุนให้เกิด Ecosystem ของ AI Startup และการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างชุดข้อมูลภาษาไทยที่มีคุณภาพ จึงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการก่อนที่หน้าต่างแห่งโอกาสจะปิดลง
ดร.เทพชัย ทิ้งท้ายว่า ภาพรวมของ AI ในปี 2026 จะเปรียบเสมือน ม้าไฟ ที่วิ่งด้วยความเร็วสูงจนบางครั้งคนตามไม่ทัน แม้โลกจะถูกเติมเต็มด้วยคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI จนล้นตลาด แต่ในที่สุดมนุษย์จะกลับมาโหยหาความเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกและอารมณ์ร่วมที่แท้จริง การใช้ AI จึงไม่ใช่เรื่องของการแทนที่คน แต่คือการคืนเวลาที่มีค่าให้กับมนุษย์
เป้าหมายสุดท้ายของการทำ AI Transformation ไม่ควรหยุดอยู่ที่แค่ผลตอบแทนทางการเงิน แต่ต้องมองไปถึงการให้กลับมาที่สังคม และประเทศด้วย การที่ AI เข้ามาช่วยทำงานรูทีนให้เราได้มีเวลาดูแลสุขภาพ มีเวลาให้ครอบครัว และมีเวลาในการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อพัฒนาสังคม คือนิยามของความสำเร็จที่แท้จริงในยุคที่เทคโนโลยีและมนุษย์ต้องก้าวเดินไปพร้อมกันอย่างสมดุล
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






