องค์กรหลายแห่งกำลังเผชิญกับทางแยกสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที โดยเฉพาะประเด็นการย้ายออกจากแพลตฟอร์ม VMware ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Gartner ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า องค์กรที่ตัดสินใจลดการใช้งานหรือยกเลิกการใช้งาน VMware อาจต้องเผชิญกับโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนมากขึ้นและมีขีดความสามารถลดลง
TechTalkThai จะพาไปเจาะลึกว่าเหตุใดการนำแนวคิด Application Modernization มาใช้บนสถาปัตยกรรมที่รวมศูนย์การจัดการทั้ง VM และ Kubernetes ไว้ด้วยกัน จึงเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้ดีกว่าการย้ายออกเพื่อใช้บริการ Hypervisor รายอื่น

กับดักและข้อจำกัดที่ซ่อนอยู่กับการย้ายแพลตฟอร์ม
Paul Delory ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก Gartner ออกมาอธิบายถึงเรื่องนี้ว่า ไม่มีเหตุผลทางเทคนิคใด ๆ ที่ผู้ใช้งาน VMware จำเป็นต้องย้ายไปใช้ Hypervisor ของคู่แข่ง การพยายามลดปริมาณหรือยกเลิกการใช้งาน VMware มักจะจบลงที่องค์กรต้องจัดหาโซลูชันทดแทนหลายตัวมาใช้งานร่วมกัน ส่งผลให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องบริหารจัดการเพิ่มขึ้น และสร้างความซับซ้อนตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาใหญ่ที่ผู้ใช้ต้องเผชิญคือ ไม่มีผู้จำหน่ายรายใดในตลาดปัจจุบันที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทดแทนกลุ่มผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง VMware Cloud Foundation หรือ VCF ได้แบบตัวต่อตัว ทั้งไม่มี Hypervisor คู่แข่งรายใดเทียบชั้นประสิทธิภาพและให้ปริมาณจำนวน VM ต่อหนึ่งเครื่อง หรือ หนึ่งคลัสเตอร์ (VM Density) ได้เท่ากับผลิตภัณฑ์ของ VMware ซึ่งหมายความว่าการย้ายระบบจะทำให้องค์กรต้องจัดหาฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมเพื่อรองรับ Workload ปริมาณเท่าเดิม
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการย้ายระบบที่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จนองค์กรต้องสร้างระบบเฉพาะกิจขึ้นมาเองเพื่อรองรับในส่วนนี้ ซึ่งสร้างความวุ่นวายไม่น้อย เมื่อประกอบกับข้อจำกัดเรื่องการทำงานอย่างเข้ากันได้กับระบบดั้งเดิมของ VMware ที่บาง Workload อาจทำงานเข้ากันไม่ได้ Gartner จึงแนะนำผู้ที่กำลังพิจารณาย้ายจาก VMware หันไปให้ความสำคัญกับการทำ Application Modernization จะมีประโยชน์มากกว่า

ต้นทุนแฝงจากสถาปัตยกรรมแยกส่วน
ในทางกลับกันองค์กรที่นำ Kubernetes มาประยุกต์ใช้ในระยะแรกมักจะสร้างแพลตฟอร์ม Container แยกส่วนออกมาจากระบบ VM เดิมที่มีอยู่ แม้จะดูเป็นวิธีที่สมเหตุสมผลในเวลานั้น แต่ในความเป็นจริง รูปแบบการดำเนินงานเช่นนี้กลับสร้างต้นทุนที่สูงมาก การรันสองแพลตฟอร์มหมายถึงการที่องค์กรต้องมีทักษะสองรูปแบบ มีกระบวนการรักษาปลอดภัยสองชุด มีรูปแบบการคิดไลเซนส์สองแบบ และมีสัญญาการสนับสนุนสองฉบับ
โครงสร้างที่แยกขาดจากกันทำให้เกิดปัญหาทรัพยากรส่วนเกิน เนื่องจาก VM และ Container ถูกแยกส่วนกัน จนทีมงานไม่สามารถแบ่งปันทรัพยากรได้เมื่อเกิดความต้องการใช้งานพุ่งสูงขึ้น ความกระจัดกระจายนี้ผลักดันให้ CapEx และ OpEx พุ่งสูงขึ้นพร้อม ๆ กัน ซึ่งบางองค์กรพยายามแก้ปัญหาการควบรวมด้วยโซลูชันอย่าง KubeVirt ที่นำ VM ไปรันภายใน Kubernetes Cluster
แม้แนวทางนี้จะพอใช้ได้ในบางกรณี แต่ในทางสถาปัตยกรรมกลับสร้างความลำบากในการจัดการ VM การรักษาความยืดหยุ่นเมื่อระบบขัดข้อง และการเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนั้นการใช้งาน KubeVirt ยังมีข้อจำกัดอย่างมากเมื่อเทียบกับโซลูชันการจัดการ VM ที่ได้รับการยอมรับในตลาด การจัดการ Container ให้อยู่บน VM จึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลกว่า โดยเฉพาะองค์กรที่เชี่ยวชาญในการจัดการ Hypervisor Cluster อยู่แล้ว

แพลตฟอร์มเดียวบริหารจัดการทั้ง VM และ Container
ล่าสุดองค์กรไม่จำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มที่สองเพื่อรองรับการใช้งานอีกต่อไป VMware Cloud Foundation หรือ VCF เวอร์ชัน 9.0 ได้เข้ามาทลายกำแพงดังกล่าว โดยมี VMware vSphere Kubernetes Service หรือ VKS ซึ่งเป็น Kubernetes Runtime ที่ได้รับการรับรองจาก CNCF ผนวกเข้าไว้เป็นแกนหลักของแพลตฟอร์ม ผู้ดูแลระบบ Cloud สามารถสร้างและจัดการ Kubernetes Clusters ผ่านหน้าจอควบคุมเดียวกับที่ใช้จัดการ VM
ขณะเดียวกันคนทำงานจะได้รับ Kubernetes API รองรับการเข้าถึงแบบ Self-service การผสานการทำงานกับ GitOps และการจัดการแบบ Multi-cluster โดยไม่ต้องรอเปิด Ticket อีกทั้ง VCF ยังอนุญาตใช้ Declarative Kubernetes API ในการจัดการ VM ได้โดยตรง ทำให้ VM ถูกบริหารจัดการภายใต้ vSphere Namespaces เดียวกับ Kubernetes พร้อมด้วยรูปแบบการทำงานที่เป็นหนึ่งเดียว
สำหรับ Workload ที่ยังไม่พร้อมจะแปลงเป็น Container เช่น แอปพลิเคชันรุ่นเก่า ระบบก็ยังมีทางเลือกในการย้ายที่ไม่บังคับให้ต้องตัดสินใจทำทั้งหมดในครั้งเดียว องค์กรสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานก่อน แล้วจึงปรับปรุงโครงสร้างแอปพลิเคชันในภายหลังตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม

ประสิทธิภาพและ TCO ที่เหนือกว่า
Principled Technologies วิเคราะห์ว่า หากเปรียบเทียบ VCF กับ Red Hat OpenShift บนเซิร์ฟเวอร์แบบ Bare Metal ตัว VCF จะให้ Pod Density ที่ดีกว่าถึง 5.6 เท่า และมีความพร้อมในการทำงานของ Pod เร็วกว่า 4.9 เท่า ในแง่ของการประมวลผล Workload ระบบ VKS ยังสามารถส่งมอบ Throughput ได้สูงกว่าถึง 73% มีความหน่วงต่ำกว่า 78% และรองรับประสิทธิภาพการทำ OLTP ได้มากกว่า 80%
เมื่อระบบมี Pod Density มากขึ้น จำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องใช้ก็ลดลงตามไปด้วย นำไปสู่การประหยัดงบประมาณฮาร์ดแวร์ ค่าไลเซนส์ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการทำความเย็น สิ่งนี้แปรผันตรงเป็นการลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ หรือ TCO ที่ทำให้ VCF มีต้นทุนต่ำกว่า OpenShift ถึง 46% ซึ่ง Broadcom ย้ำว่าประสิทธิภาพที่ได้จากระบบ Private Cloud แบบ Full-stack ของ VCF นั้นคุ้มค่าจนสามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกันการย้าย Workload กลับมาสู่ Private Cloud ส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการอิสระในการอัปเดตเวอร์ชัน Kubernetes ที่ไม่ต้องถูกบีบบังคับตามรอบของ Hyperscaler ซึ่ง VCF ออกอัปเดต Kubernetes ภายใน 2 เดือนหลังจากที่ CNCF ปล่อยเวอร์ชันเสถียร มีความเร็วทัดเทียมกับบรรดา Hyperscaler และเร็วกว่า Red Hat ที่อาจล่าช้าได้สูงสุดถึง 6 เดือน ยิ่งกว่านั้นยังมี Standard Support ถึง 24 เดือน นานที่สุดในตลาด

ส่องกรณีศึกษาของ MomentumAI
ตัวอย่างการใช้งานจริงคือ MomentumAI ที่รับผิดชอบระบบสำคัญของหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ที่รันข้ามซีพียูประมาณ 20,000 คอร์ เคยเผชิญกับปัญหาสภาพแวดล้อมที่กระจัดกระจายไปด้วย VM และ Bare Metal ที่สะสมมานาน 15-20 ปี การ Deploy แต่ละครั้งจะมีเวลา Downtime ถึง 4-5 ชั่วโมง และระบบแทบจะตรวจสอบสถานะได้เลย ทำให้เมื่อประสิทธิภาพตกลง วิธีแก้ปัญหาเดียวที่ทำได้คือเพิ่มซีพียูเข้าไป
หลังจากการประเมินระบบอย่างรอบคอบระหว่าง OpenShift และ VKS พวกเขาพบว่าโมเดลที่มีแนวทางเฉพาะตัวของ OpenShift ทำให้การรัน Workload รุ่นเก่าหลายตัวเป็นไปได้ยากหากไม่มีการแก้ไขโครงสร้างแอปพลิเคชันอย่างหนัก ในขณะที่ VKS กลับมอบความยืดหยุ่นที่พวกเขาต้องการบนโครงสร้างพื้นฐาน vSphere เดิมที่มีอยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จากการควบรวมแพลตฟอร์มมีดังนี้
- คืนพื้นที่ทรัพยากร: ลดการใช้คอร์ซีพียูลงได้ 40–70% ต่อระบบย่อย ผ่านการทำ Containerization และสิทธิ์ในการใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น ระบบย่อยหนึ่งที่เคยถูกจองซีพียูไว้ถึง 400 คอร์ แท้จริงแล้วใช้เฉลี่ยเพียง 18 คอร์ และสูงสุด 25 คอร์เท่านั้น ซึ่งจะไม่เห็นข้อมูลนี้เลยหากไม่มีการเก็บข้อมูลที่ดี
- ลดเวลา Downtime: จากที่ต้อง Deploy ด้วยระยะเวลา 4-5 ชั่วโมง ถูกลดทอนเหลือเพียงประมาณ 15 วินาทีในการรีสตาร์ท Container สำหรับบริการหลัก
- เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน: วงจรการ Build-and-Deploy ถูกลดจาก 10 ชั่วโมงเหลือเพียง 30 นาที และหลายบริการใช้เวลาลดลงจาก 5 นาทีเหลือเพียง 30 วินาที การเตรียมความพร้อมเซิร์ฟเวอร์จากที่เคยเป็นงาน Manual แบบเต็มวัน ลดลงเหลือเพียง 15-20 นาที
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การทดลองสร้างระบบใหม่จากศูนย์ แต่เป็นการพลิกโฉมสภาพแวดล้อมการทำงานจริงในระบบเครือข่ายที่มีการปิดกั้นอย่างเข้มงวด และมีความมั่นคงปลอดภัยสูง
สุดท้ายแล้วการตัดสินใจย้ายออกจาก VMware อาจดูเหมือนเป็นทางออกในบางมุมมอง แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการเปิดประตูสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนขึ้นอย่างมหาศาล และมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง นอกจากนี้การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้าน Kubernetes ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน การสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะด้านนั้นใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง
ดังนั้นการใช้ VKS ช่วยให้ผู้ดูแลระบบ vSphere ที่องค์กรมีอยู่แล้วสามารถจัดการ Kubernetes Clusters ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าฝึกอบรมใหม่ทั้งหมด เนื่องจากเป็นเพียงการขยายขอบเขตเครื่องมือและกระบวนการทำงานที่พวกเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว องค์กรจึงควรพิจารณานำทรัพยากรและเวลาที่จะต้องเสียไปกับการประเมินและย้าย Hypervisor มามุ่งเน้นที่ Application Modernization บนสภาพแวดล้อมเดิมมากกว่า
การรักษาระบบที่คุ้นเคยพร้อมกับเปิดรับสถาปัตยกรรมยุคใหม่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน คือยุทธศาสตร์การทำงานจริงระดับองค์กรที่ช่วยลด TCO เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบความมั่นคงปลอดภัย และต่อยอดสู่การปรับไปสู่การใช้งาน AI ได้โดยไม่ต้องสร้างไซโลใหม่ขึ้นมาบริหารให้ยุ่งยาก เพราะแพลตฟอร์ม VMware ที่คุณใช้งานอยู่แล้วในวันนี้ คือแพลตฟอร์ม Kubernetes ที่คุณต้องการในอนาคต
หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาแนวทางยกระดับระบบไอทีสู่ Private Cloud ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมบูรณาการการจัดการทั้ง VM และ Kubernetes ให้อยู่บนฐานเดียวกันเพื่อลดความซับซ้อนและบริหารจัดการค่าใช้จ่าย TCO ให้คุ้มค่าที่สุด สามารถรับคำปรึกษาเชิงลึกจากทีมงานมืออาชีพของ VST ECS (Thailand) ได้โดยตรงที่ VMwareconnect ผ่านอีเมล VMwareconnect@vstecs.co.th
ที่มา
- https://news.broadcom.com/cloud/vmware-cloud-foundation-unified-platform-vm-kubernetes
- https://cloudnativenow.com/contributed-content/why-longer-kubernetes-release-cycles-are-critical-for-private-cloud-adoption/
- https://www.theregister.com/virtualization/2026/05/12/quit-vmware-and-youll-emerge-with-more-complex-and-less-capable-infrastructure/5238442
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย







