สรุปไฮไลต์งาน SYMPHONY CLOUD Day 2025: “Intelligence In Your Cloud” ยกระดับคลาวด์ไทยสู่ยุค AI เต็มตัว

SYMPHONY CLOUD ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้สนับสนุนหลักให้องค์กรไทยก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล ด้วยการจัดงานสัมมนาครั้งสำคัญ SYMPHONY CLOUD Day 2025 ภายใต้ธีม “Intelligence In Your Cloud” งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เท่านั้น แต่เป็นการประกาศถึงยุคใหม่ที่การใช้งานคลาวด์จะต้องมี “ความฉลาด” (Intelligence) มากขึ้น โดยเฉพาะการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้าไปในทุกมิติของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโครงข่าย และความปลอดภัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความแข็งแกร่งของธุรกิจ

ภายในงานมีการเปิดตัว 2 โซลูชันใหม่ที่เป็นไฮไลต์สำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความต้องการด้าน Full Control, High Security และการใช้ประโยชน์จาก AI ภายในองค์กร:

การเปิดตัวโซลูชันใหม่ Dedicated Private Cloud: คลาวด์ส่วนตัวเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

  • บริการใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยขั้นสูงสุด และ ประสิทธิภาพแบบส่วนตัวขององค์กรที่เลือกกำหนดได้เอง
  • จุดเด่นคือการจัดสรร ทรัพยากร (CPU, Storage, Network) แบบไม่แชร์กับใคร (Non-shared Resources) ทำให้องค์กรได้รับ Full Control และสามารถ Customize สภาพแวดล้อมคลาวด์ได้อย่างเต็มที่
  • เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรองรับ Workload ที่มีความสำคัญสูง และต้องปฏิบัติตาม กฎระเบียบ (Regulation) ที่เข้มงวด เช่น สถาบันการเงิน หรือหน่วยงานที่จัดการข้อมูลละเอียดอ่อน

และการเปิดตัวอีกหนึ่งโซลูชันใหม่ พร้อมกันในงานนี้ Enterprise AI Assistants: แพลตฟอร์ม AI ผู้ช่วยองค์กรอย่างปลอดภัย

  • แพลตฟอร์ม AI ผู้ช่วยยุคดิจิทัล ที่พัฒนาขึ้นโดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จาก ข้อมูลภายในองค์กร เป็นหลัก
  • หัวใจสำคัญคือ Security by Design โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูก จัดเก็บในประเทศไทย และ ไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ ทำให้องค์กรมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูล
  • ช่วยให้พนักงานและผู้บริหารสามารถ เข้าถึงข้อมูลหลากหลายประเภท (ทั้งไฟล์, ฐานข้อมูล, และ API) ได้อย่างง่าย ผ่าน Web Chat
  • สามารถกำหนดสิทธิ์และการใช้งาน AI Model (เช่น GPT , Claude และ Gemini) แยกตามแผนกหรือโควต้า เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูล จะสามารถเข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์ และป้องกันการเข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Data Silo Control)

SYMPHONY CLOUD เน้นย้ำว่าบริการคลาวด์เหล่านี้ตั้งอยู่บนรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและทันสมัย รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านโครงข่ายที่โดดเด่น:

ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ AI & ML เพื่อการปกป้อง:

  • โครงสร้างพื้นฐานของ SYMPHONY CLOUD มีระบบที่สามารถ วิเคราะห์และปกป้องความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ
  • มีการนำเทคโนโลยี AI และ ML (Machine Learning) เข้ามาช่วยในการมอนิเตอร์และวิเคราะห์ Traffic/Flow ป้องกันการโจมตีแบบ DDoS แบบ Real-time ผ่าน Nokia Deepfield Secure Genome เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านความปลอดภัยเชิงรุก ทั้งในมิติของการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบ Real-time

ด้าน Networking และ Cloud Direct Connect:

  • ด้วยสถานะการเป็นผู้ให้บริการด้านโครงข่ายโทรคมนาคมในประเทศไทย (Network Provider) ทำให้ SYMPHONY CLOUD มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการ Cloud Direct Connect
  • บริการนี้ช่วยให้การเชื่อมต่อจากระบบ On-Premise ขององค์กรไปยังคลาวด์ ทั้ง SYMPHONY PRIVATE CLOUD และ Global Cloud อย่าง AWS, Huawei เป็นไปอย่าง ราบรื่น และมีค่า Latency ต่ำ

ความสำเร็จของ SYMPHONY CLOUD Day 2025 เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกและผู้เชี่ยวชาญในประเทศ:

  • ความร่วมมือในการพัฒนา: มีการพัฒนาร่วมกับพันธมิตร เช่น Softnix Technology ในการสร้าง Enterprise AI Assistants
  • กลุ่มผู้ร่วมจัดแสดงเทคโนโลยี: งานนี้ได้รวบรวมบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมาจัดแสดงโซลูชันมากมาย อาทิ Fortinet, HPE, NOKIA, และ LeSiam เป็นต้น
  • โซลูชัน Private Cloud AI จาก HPE:
    • HPE ในฐานะพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้นำเสนอโซลูชัน Private Cloud AI แบบ Turn-key ครบวงจร
    • โซลูชันนี้ครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงแพลตฟอร์ม รวมถึง HPE VM Explorer/VME Hypervisor เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้องค์กรสามารถ สร้าง AI Platform ของตัวเองได้บน Private Cloud ซึ่งช่วยในการ ควบคุมต้นทุน และ รักษาความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญ

งาน SYMPHONY CLOUD 2025 ภายใต้ธีม “Intelligence In Your Cloud” ปีนี้ได้จัดเซสชันพิเศษ Panel Discussion ในหัวข้อ “Beyond the Buzz: Turning AI Trends into Business Value” หรือ “ก้าวข้ามกระแส: เปลี่ยนเทรนด์ AI ให้เป็นคุณค่าทางธุรกิจ” โดยมีคุณอรุช ถิรวัฒน์ จาก TechTalkThai เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากหลากหลายภาคส่วนธุรกิจ ประกอบด้วย:

  • คุณธนวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ – Head of Cloud Business Unit บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
  • คุณสิทธิเดช ชูจิต – Sales Director บริษัท เน็ต คิวบ์ (ไทยแลนด์) จำกัด
  • คุณจุลพงศ์ ผลเงาะ – Group Head of ICT Operations and Security บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด
คุณอรุช ถิรวัฒน์ จาก TechTalkThai เป็นผู้ดำเนินรายการ

การเสวนาบนเวทีได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจจากทั้งฝั่ง Cloud Service Provider, System Integrator (SI)/Software House และผู้ใช้งานองค์กรขนาดใหญ่ เกี่ยวกับผลกระทบ, แนวทางการประยุกต์ใช้, และกลยุทธ์ด้าน AI ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืนและปลอดภัย

## ด้านผลกระทบของ AI ต่อธุรกิจในมุมมองผู้ให้บริการและองค์กร

วิทยากรจากทั้ง 3 มุมมอง—ผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Service Provider), ผู้ผสานระบบ (System Integrator – SI), และผู้ใช้งานระดับองค์กร (Corporate)—ได้ให้ข้อมูลภาพรวมของผลกระทบที่ AI สร้างขึ้นในปัจจุบัน:

มุมมองจาก Cloud Service Provider: โดยคุณธนวัฒน์ แบ่งปันข้อมูลไว้ว่า

คุณธนวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ – Head of Cloud Business Unit บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

“ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดคือ ความต้องการจากลูกค้า โดยลูกค้าจำนวนมากเข้ามาสอบถามว่า Cloud รองรับ AI อย่างไร มี AI หรือไม่ แม้บางรายจะยังไม่แน่ใจว่าจะนำ AI ไปใช้ทำอะไรบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่า AI กลายเป็นเทรนด์หลัก ที่ลูกค้าทุกกลุ่มให้ความสนใจอย่างแท้จริง SYMPHONY CLOUD จึงได้เริ่มพัฒนาทีมและ Product Development เพื่อหา AI Platform มาสนับสนุนลูกค้าที่มีความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้ที่มีเป้าหมายชัดเจน ไปจนถึงผู้ที่ต้องการสำรวจ และเรียนรู้”

มุมมองจากองค์กรธุรกิจที่ไม่ใช่ Tech Company: โดยคุณจุลพงศ์ ได้เผยถึงข้อมูลที่น่าสนใจว่า

คุณจุลพงศ์ ผลเงาะ – Group Head of ICT Operations and Security บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด

“สำหรับบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด (ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชศรแดง) การใช้ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในฝั่ง R&D ซึ่งมีการใช้ Machine Learning มานานแล้วเพื่อพัฒนารุ่นเมล็ดพันธุ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม หลังจากการมาของ Generative AI การใช้งานได้ขยายไปสู่ทีม Back Office เช่น Sales, HR, และ Finance ซึ่งทุกคนต่างปรารถนาที่จะใช้ แต่ในมุมมองของ ICT Operations ที่ดูแลพนักงานกว่า 2,000 คนทั่วโลก การนำ AI มาใช้งานในองค์กรจึงเป็น “โปรเจกต์ใหญ่” เทียบเท่าการทำ Cloud Journey หรือการเปลี่ยน ERP เนื่องจากมีความกังวลสูงในประเด็นเรื่อง Security และ Data Governance รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายที่เข้มงวดทั่วโลก”

มุมมองจาก System Integrator (SI) / Software House: โดยคุณสิทธิเดช แบ่งปันจากประสบการณ์ตรงว่า

คุณสิทธิเดช ชูจิต – Sales Director บริษัท เน็ต คิวบ์ (ไทยแลนด์) จำกัด

“ความตื่นตัวของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในส่วนงาน IT แต่ขยายไปถึง ทีมผู้บริหาร ที่ต้องการนำ AI มาช่วยธุรกิจ เหตุเหล่านี้ทำให้ธุรกิจ SI จึงต้องเตรียมพร้อมด้วยการนำเสนอ โซลูชัน AI ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ตั้งแต่การเริ่มต้นใช้งานง่าย ๆ อย่าง AI Chatbot ไปจนถึงโซลูชันเฉพาะทาง นอกจากนี้ บริษัท เน็ต คิวบ์ (ไทยแลนด์) จำกัด ยังได้นำ AI มาใช้ ภายในองค์กรเอง ทั้งเพื่อสนับสนุนงานบริการ (Chatbot ตอบคำถามลูกค้าผ่าน Social Media) และในอนาคตเพื่อพัฒนางาน Workflow ภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน”

## กลยุทธ์และข้อควรคำนึงในการนำ AI มาใช้ในองค์กร

ความกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัย (Cybersecurity & Privacy) ประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยและนโยบายเป็นหัวใจสำคัญที่ถูกเน้นย้ำ การใช้ AI ใน SYMPHONY CLOUD โครงสร้างพื้นฐานที่ฉลาดขึ้น คุณธนวัฒน์ กล่าวอธิบายไว้ว่า ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน SYMPHONY CLOUD ได้นำ AI มาใช้เพื่อ:

  • เพิ่มประสิทธิภาพ Network และ Infrastructure: ใช้ AI ในการทำ Auto-healing หรือ Auto-routing เมื่อเกิดลิงก์ดาวน์ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพสูงสุดและหาเส้นทางที่ดีที่สุด
  • ยกระดับ Security: ใช้ AI ร่วมกับ Cloud Platform ในการตรวจจับและจัดการกับ ภัยคุกคาม
  • ยกระดับการ Support ลูกค้า: สำรวจการใช้ AI เพื่อจัดหมวดหมู่ (Categorize) และลำดับความสำคัญ (Prioritize) เคสของลูกค้าที่เข้ามา เพื่อให้ทีมงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองได้เร็วขึ้น

คุณจุลพงศ์ เผยกลยุทธ์ AI ระยะยาว ของบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด โดยเน้นไปที่ “คน, กระบวนการ, และความมั่นคงปลอดภัย” เพื่อมุ่งเน้นการควบคุมผลกระทบและความเสี่ยง โดยเริ่มต้นจาก Phase 0 พร้อมอธิบายหลักการไว้ว่า:

  • Phase 0 คือ การตั้งหลักและควบคุม: บริษัทตัดสินใจ ปิด การใช้งาน Generative AI ชั่วคราว เช่น Gemini ใน Google Workspace เพื่อ “ตั้งหลัก” ก่อน เนื่องจากกังวลว่าข้อมูลของบริษัทจะถูกนำไปเทรนโมเดล AI สาธารณะ (Data Leak)
  • Phase 1 คือ สร้างความตระหนักและนโยบาย: กำหนด Policy และ หลักสูตร Training พนักงาน เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจและใช้ AI อย่างถูกต้อง มีเพียงพนักงานที่ผ่านการเทรนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ Generative AI (ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป)
  • Phase ถัดไป คือ เทคโนโลยีควบคุม: วางแผนที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยกํากับดูแลกิจกรรมการใช้ AI แทนการใช้ Policy เพียงอย่างเดียว เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะไม่รั่วไหลและมีความปลอดภัย (Security Technology to govern human usage)

ด้านคุณสิทธิเดช กล่าวว่า ต้องมีการวางกรอบเรื่อง Security และ Policy ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น หากทำ AI ไปก่อนแล้วมาคุย Security ทีหลัง อาจเกิดการรั่วไหลที่กู้กลับมาไม่ได้ นอกจากนี้ต้องระวังเรื่อง การล้วงข้อมูลภายในองค์กร (Internal Data Access) เช่น การใช้ AI ค้นหาข้อมูล confidential หากไม่มีการวางกรอบ Policy ที่เหมาะสม

## การประยุกต์ใช้ AI ภายในองค์กร (Use Cases)

อีกหนึ่งไฮไลต์ของคำถามบนเวทีในช่วงสำคัญนี้ คือ การแบ่งปัน Use Case ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน:

คุณธนวัฒน์ อธิบายเกี่ยวกับประเด็นการปรับใช้ AI ภายในองค์กรว่า “ได้มีการปรับใช้ AI เพื่อช่วยในการ Auto-Locking Network และ Route Optimization รวมถึงใช้ใน Security Platform เพื่อตรวจจับภัยคุกคาม และกำลังสำรวจการใช้ AI ในการ Support ลูกค้า เช่น ตรวจจับ Request เพื่อทำ Auto-Classification และค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ทีม Support

คุณจุลพงศ์ อธิบายประเด็นเดียวกันนี้ว่า “ได้ใช้ AI เพื่อลด Time-to-Market ของผลิตภัณฑ์ ในทีม R&D และที่เห็นผลชัดเจนที่สุดคือการเพิ่ม Productivity ในการสื่อสารสำหรับพนักงานที่กระจายอยู่ทั่วโลกและใช้ภาษามากกว่า 25 ภาษา เช่น การเขียนอีเมล/รายงานให้กระชับและสละสลวยขึ้น และใช้ AI ในการลดภาระงาน Service Desk/Operation (ลดงานได้กว่า 70%) เพื่อให้ทีมไอทีนำทรัพยากรไปพัฒนา Skill และทำงานที่ซับซ้อนขึ้นได้”

“ประเด็นสำคัญ: การใช้ Notebook LLM ที่บรรจุฐานความรู้เทคโนโลยีเฉพาะเพื่อลด Learning Curve ของพนักงานอาวุโสในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่”

## ปิดท้ายด้วย…คำแนะนำสำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นโครงการ AI

วิทยากรทั้ง 3 ท่านได้ให้คำแนะนำที่สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นโครงการ AI โครงการแรก จากทั้ง 3 มุมมองธุรกิจ:

คุณธนวัฒน์ (ในมุมมอง Cloud Service Provider) ชี้ว่า ให้กลับไปเคลียร์เรื่อง “Direction” ให้ชัดเจนก่อน “อย่าวิ่งตามเทคโนโลยีหรือโมเดลที่หลากหลาย แต่ควรถามผู้บริหารว่าจะนำ AI มาพัฒนา/ต่อยอด/Improve Productivity ในส่วนไหน จากนั้นจึงค่อยเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม”

คุณจุลพงศ์ (ในมุมมอง Corporate) ชี้ว่า ให้โฟกัสที่ “Phase 0” (ประเมิน, วาง Policy, สร้าง Awareness) “ต้องประเมิน TCO (Total Cost of Ownership) ระยะยาวที่อาจสูงกว่าที่คิดมาก และประเด็น Security เป็นหลักก่อนการ Deploy จริง เพราะการแก้ไขหลังเกิด Data Leak จะยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลายเท่า รวมถึงสร้าง Awareness ว่าข้อมูลจาก AI อาจไม่ได้ถูกต้อง 100%

คุณสิทธิเดช (ในมุมมอง SI/SA) ชี้ว่า ให้เริ่มจาก Use Case เล็กๆ ที่วัดผลได้ง่าย “เช่น Chat AI สำหรับค้นหาข้อมูล/เอกสารภายในองค์กร (Knowledge Management) หรือทำสรุปข้อมูล/รายงาน ซึ่งเริ่มต้นง่ายและวัดผลได้ชัดเจนในแง่ของ ประสิทธิภาพ, ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน, และความรวดเร็วในการทำงานที่ลดลง”

โดยสรุป

การก้าวข้ามกระแส AI สู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการวางแผนที่รอบด้าน ทั้งในด้าน กลยุทธ์, การบริหารจัดการคน, การกำหนดนโยบาย, และการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงปลอดภัย เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือที่เสริมศักยภาพองค์กรได้อย่างแท้จริง

จุดเด่นหลักของ SYMPHONY CLOUD ซึ่งเป็นบริการคลาวด์จาก บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) สำหรับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย จะเน้นไปที่การเป็นโซลูชันคลาวด์ที่ ครบวงจร และ ออกแบบมาเพื่อธุรกิจไทย โดยเฉพาะ โดยมีจุดเด่นหลายด้านดังนี้:

  • ความเป็นเจ้าของข้อมูลและความปลอดภัยภายในประเทศ (Data Sovereignty): SYMPHONY CLOUD ให้บริการด้วยโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ภายในประเทศไทย (Cloud Infrastructure ในประเทศ) โดยจัดเก็บข้อมูลและระบบทั้งหมดอยู่ในศูนย์ข้อมูลภายในประเทศ ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าข้อมูลสำคัญขององค์กรจะถูกจัดเก็บและประมวลผลบนฮาร์ดแวร์ในประเทศ ซึ่งช่วยตอบโจทย์ด้านการกำกับดูแลและข้อกำหนดด้านกฎหมายของไทย
  • โครงข่ายที่แข็งแกร่ง (Network Expertise): SYMPHONY เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี และมีโครงข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ การผสานรวมบริการ Cloud เข้ากับความเชี่ยวชาญด้าน Network และ Security ทำให้สามารถนำเสนอ Connectivity และโซลูชันคลาวด์ที่เสถียรและมีประสิทธิภาพสูง
  • การปรับแต่งและการทำงานร่วมกัน (Customization & Collaboration): SYMPHONY CLOUD เสนอรูปแบบการบริการที่เป็น Dedicated Private Cloud ซึ่งลูกค้าสามารถ ร่วมออกแบบ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงการใช้งานและดูแลรักษา ทำให้คลาวด์นี้กลายเป็นเสมือน Cloud Infrastructure ขององค์กรนั้น ๆ จริง ๆ พร้อมทีมงานที่เป็นเสมือนทีมคลาวด์ขององค์กร
  • โซลูชันครบวงจรสำหรับยุคดิจิทัล (Complete Solution): บริการของ SYMPHONY CLOUD ครอบคลุมไปถึงการรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI โดยสามารถ Customize โมเดลการเรียนรู้ (Learning Model) ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละราย รวมถึงการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มระดับโลกอื่น ๆ เช่น HPE GreenLake ตลอดจนเชื่อมต่อผ่าน Cloud Direct Connect ไปยังผู้ให้บริการชั้นนำ อาทิ AWS และ Huawei Cloud เพื่อเพิ่ม ความยืดหยุ่น คล่องตัว และรองรับ Hybrid/Multi-cloud ได้อย่างสมบูรณ์

SYMPHONY CLOUD มุ่งเน้นการเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ที่ เชื่อถือได้ มีความปลอดภัยของข้อมูลในประเทศ และสามารถ ปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะ ของธุรกิจองค์กรในประเทศไทยได้อย่างครบถ้วน

ภายในงาน SYMPHONY CLOUD Day 2025 ครั้งนี้ ได้ตอกย้ำว่าวิวัฒนาการของคลาวด์ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงที่เก็บข้อมูลและระบบประมวลผล แต่ได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ปัญญาประดิษฐ์” (Intelligence) กลายเป็นฟีเจอร์สำคัญที่ถูกฝังอยู่ในทุกระดับของบริการ เพื่อเสริมศักยภาพให้องค์กรไทยสามารถแข่งขันได้อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน

สำหรับองค์กรที่สนใจบริการ SYMPHONY CLOUD สามารถติดต่อขอทดลองใช้บริการหรือขอข้อมูลบริการเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ Cloud@symphony.net.th , เบอร์ติดต่อ 02-101-1111 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราที่ https://www.symphony.net.th

About Pawarit Sornin

- จบการศึกษา ปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต - เคยทำงานด้าน Business Development / Project Manager / Product Sales ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Wireless Networking และ Mobility Enterprise ในประเทศ - ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

เมื่อ Downtime ไม่ใช่ทางเลือก: สร้าง Hybrid Infrastructure ที่มั่นคงและยืดหยุ่นด้วย IBM Power, IBM PowerVS และอัจฉริยภาพจาก IBM Concert [Guest Post]

ในยุคที่ทุกวินาทีของธุรกิจหมายถึงโอกาสและรายได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (IT Infrastructure) จึงไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือรองรับการทำงานอีกต่อไป แต่คือ “กระดูกสันหลัง” ขององค์กรที่ต้องทั้งแข็งแกร่งและยืดหยุ่น เมื่อความพร้อมของระบบเชื่อมโยงโดยตรงกับรายได้และความเชื่อมั่นของลูกค้า องค์กรจึงไม่สามารถยอมรับ Downtime ได้อีกต่อไป ความท้าทายสำคัญคือการรักษาความเสถียรของระบบ Mission-Critical ควบคู่ไปกับการรองรับนวัตกรรมใหม่ๆ …

Gartner เผย Hype Cycle for Agentic AI แนะ 3 เทรนด์หลักที่ธุรกิจองค์กรต้องเผชิญในปี 2026

Gartner ได้ออกมาเผยถึง Hype Cycle for Agentic AI ปี 2026 หลังจากที่เทคโนโลยีด้าน Agentic AI ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงระดับที่ธุรกิจองค์กรสามารถนำไปใช้งานได้จริงแล้ว สำหรับ 3 เทรนด์หลักที่ Gartner ระบุว่าถูกพบเห็นมากที่สุดในภาคธุรกิจองค์กร ได้แก่