หลายสิบปีที่ผ่านมา Quantum Computing ถูกตีกรอบให้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต ภาพจำของวงการไอทีคือเครื่องจักรอุณหภูมิติดลบในห้องแล็บที่ถูกตั้งเงื่อนไขว่าต้องรอคอยอีกอย่างน้อยสิบปีถึงจะใช้งานจริงได้ แต่วันนี้ Quantum Computing ไม่ได้มีความหมายแบบนั้นแล้ว เส้นแบ่งระหว่างระบบประมวลผลดั้งเดิมและควอนตัมกำลังพังทลายลง เพราะโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center จะก้าวสู่ยุคไฮบริดที่จับต้องได้จริง

สถาปัตยกรรมไฮบริดที่ไม่มีการแบ่งแยกอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในรอบปีคือทิศทางการออกแบบสถาปัตยกรรม เทคโนโลยีควอนตัมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานแบบ Standalone อีกต่อไป ผู้นำในตลาดอย่าง Microsoft ปรับดีไซน์ Quantum Processor ให้มีขนาดกะทัดรัด สามารถติดตั้งลงใน Server Rack มาตรฐาน โดยกินไฟเพียง 30 kW โหลดพลังงานส่วนใหญ่อยู่ที่ระบบทำความเย็นขนาดเท่ากระป๋องน้ำอัดลม และชิ้นส่วนอื่นสามารถทำงานในอุณหภูมิห้อง
ฝั่ง IBM นำร่องแนวทางนี้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการนำระบบควอนตัมไปวางขนาบข้าง Supercomputer ดั้งเดิม กรณีศึกษาที่สถาบันวิจัย RIKEN ในญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องควอนตัมและ Supercomputer ที่ชื่อว่า Fugaku เพื่อรับส่งและประมวลผลเวิร์กโหลดจำลองโครงสร้างโมเลกุลร่วมกัน นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของการรวมศูนย์ทรัพยากรประมวลผลขั้นสูง
ทางด้านผู้นำซิลิคอนอย่าง NVIDIA ย่อมไม่มองข้ามเทรนด์นี้ ล่าสุดได้เปิดตัว Ising โมเดล AI Open Source ที่มุ่งแก้ปัญหา Error Correction ในฮาร์ดแวร์ควอนตัมโดยเฉพาะ นี่คือซอฟต์แวร์ที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการเชื่อมโลกของ GPU เข้ากับ QPU หรือ Quantum Processing Unit ปูทางสู่สิ่งที่บริษัทเรียกว่า Quantum GPU Supercomputing
Quantum ไม่ใช่คนมาขับเคลื่อน AI
ท่ามกลางกระแสการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI Data Center มีความเข้าใจผิดระดับองค์กรที่เชื่อว่า Quantum จะเข้ามาแทนที่ GPU เพื่อเร่งความเร็วในการ Train โมเดลและแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานระดับ Gigawatt ในความเป็นจริง สถาปัตยกรรมทั้งสองถูกออกแบบมาเพื่องานคนละประเภทอย่างสิ้นเชิง เพราะ Quantum Computer ไม่สามารถรับโหลดการคำนวณ Matrix ขนาดมหาศาลของ AI ได้
อีกทั้งยังไม่สามารถประมวลผลเวิร์กโหลดของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่า และไม่สามารถทำหน้าที่เป็นฮาร์ดแวร์ทดแทน โครงสร้างพื้นฐาน AI ในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ Data Center ยุคใหม่จะมีทั้ง รถบรรทุก หรือ GPU ที่รับงานหนักเชิงปริมาณ และ รถสปอร์ต หรือ QPU ที่แก้ปัญหาความซับซ้อนสูง ทำงานประสานกันใต้หลังคาเดียว
เนื่องจากจุดแข็งของ Quantum คือการประมวลผลชุดปัญหาเล็ก ๆ แต่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งระบบดั้งเดิมที่ต่อให้ขยายสเกลแค่ไหนก็หาคำตอบไม่ได้ในกรอบเวลาที่มนุษย์ยอมรับได้ ซึ่งในภาคอุตสาหกรรม และงานวิจัย นี่คือจัดเปลี่ยนด้านความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยการทำ Molecular Simulation ด้วยควอนตัมช่วยให้องค์กรเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างแบตเตอรี่ หรือเร่งกระบวนการคิดค้นยาชนิดใหม่ได้ร็วขึ้น
ในฝั่งภาคการเงิน เป็นอีกอุตสาหกรรมที่กำลังผลักดันความต้องการในระดับ Enterprise การใช้ควอนตัมสร้างโมเดลประเมินความเสี่ยงและ Optimize พอร์ตโฟลิโอแบบเรียลไทม์ ด้วยความสามารถในการประมวลผลความน่าจะเป็นนับล้านรูปแบบในเสี้ยววินาที คือกุญแจสำคัญที่สร้างผลกำไรและลดความเสี่ยงในระดับที่ AI ไม่สามารถทำได้
Post-Quantum Cryptography กับ วาระเร่งด่วนของ CISO
แม้ Use Case เชิงธุรกิจด้านการประมวลผลอาจยังจำกัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะทาง แต่สิ่งที่องค์กรระดับ Enterprise ทุกแห่งไม่อาจหลีกเลี่ยง คือผลกระทบด้านความมั่นคงปลอดภัย หรือ Cybersecurity ความสามารถระดับเดียวกันที่ใช้เจาะลึกโครงสร้างโมเลกุล สามารถนำมาใช้ทำลายมาตรฐานการเข้ารหัสที่ปกป้องอินเทอร์เน็ตและข้อมูลขององค์กรทั่วโลกในปัจจุบัน
วาระด่วนของผู้บริหารระดับสูงในวันนี้ ไม่ใช่การประเมินงบเพื่อซื้อทรัพยากรควอนตัม แต่คือการวาง Roadmap ย้ายโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยไปสู่ระบบ Post-Quantum Cryptography หรือ PQC แม้ฮาร์ดแวร์ในปัจจุบันจะยังไปไม่ถึงจุดที่ทำลายการเข้ารหัสได้สมบูรณ์แบบ แต่ภัยคุกคามประเภท Harvest Now, Decrypt Later หรือโจรกรรมข้อมูลที่เข้ารหัสไปเก็บไว้ รอฮาร์ดแวร์พร้อมแล้วค่อยถอดรหัสทีหลังกำลังเกิดขึ้นจริง
ดังนั้นทศวรรษ 2030 จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สถาปัตยกรรมระดับ Enterprise และ Supercomputer ถูกนิยามใหม่ การทำงานประสานกันระหว่าง CPU, GPU และ QPU จะกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐาน การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งในแง่การวางแผนรับมือภัยคุกคามและการวิเคราะห์เวิร์กโหลดที่เหมาะสม คือปัจจัยชี้วัดว่าองค์กรจะอยู่รอดหรือสูญเสียขีดความสามารถทางการแข่งขันในยุคถัดไป
ที่มา: https://qz.com/quantum-coming-to-data-center-near-you-nvidia-ibm
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






