อัปเดตของใหม่จากงาน Nutanix .Next on Tour Thailand 2568 – มุ่งสู่โครงสร้างพื้นฐานไอทีแห่งอนาคต รับแอปพลิเคชันยุคใหม่ เตรียมพร้อมสู่ Agentic AI

จบลงไปแล้วสำหรับงานใหญ่ .Next on Tour Thailand ซึ่งนอกจากการแสดงวิสัยทัศน์และข่าวสารใหม่ให้แก่กลุ่มไอทีชาวไทย งานครั้งนี้ยังถือเป็นงานใหญ่ครั้งที่สองจากประเทศสหรัฐฯอเมริกา ที่ย้ำชัดว่าประเทศไทยคือพื้นที่สำคัญของ Nutanix ในภูมิภาคเอเซีย

ในงานครั้งนี้ Nutanix ได้ผนึกเอาพันธมิตรต่างๆมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และประกาศความร่วมมือใหม่ให้ทุกท่านได้ทราบโดยทั่วกัน พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวจากผู้ใช้งานจริงในประเทศไทย ที่ Nutanix เข้าไปช่วยเหลือผู้ใช้งานเปลี่ยนการจัดการโครงสร้างพื้นฐานไอที ตอบโจทย์การเป็นฐานให้แอปพลิเคชันที่ยืดหยุ่นและรวดเร็ว พร้อมต่อยอดสู่ยุคแห่ง Agentic AI ทีมงาน TechTalkThai ขอรวบรวมประเด็นสำคัญมาให้ทุกท่านได้ติดตามกันอีกครั้งครับ

คุณ Faiz Shakir, Managing Director – India & ASEAN ได้แสดงวิสัยน์ของ Nutanix ได้ปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นแนวทางใน 3 เรื่องคือ

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไอทีให้มีความทันสมัย (Modernize Infrastructure)
  • การสร้างแอปพลิเคชันครั้งเดียวแล้วนำไปรันที่ใดก็ได้ (Build Apps Once Run Anywhere)
  • รองรับการเข้าสู่ยุคแห่ง Agentic AI ขององค์กร (Enable Agentic AI)

3 แนวทาง ข้างต้นคือทิศทางของ Nutanix ที่คร่ำหวอดกับเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ Nutanix ได้ผลิกบทบาทจากการเป็นผู้ให้บริการฮาร์ดแวร์ HCI รายแรกสู่การเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งพวกเขาคาดการณ์เทรนด์ของอนาคตอย่างชัดเจน และเพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงปณิธานอันแรงกล้า ภายในงาน .Next on Tour Thailand ได้มีการนำเสนอความก้าวหน้าต่างๆที่สอดคล้องกับ 3 แนวทางข้างต้น ดังนี้

  • Cloud Native AOS – ขยายความครอบคลุมของ Storage ให้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องอาศัย Hypervisor ช่วยรองรับการทำงานในความต้องการตั้งแต่ Bare Metal, Public Cloud และ Private Cloud ตอบโจทย์ข้อมูลในแอปพลิเคชันบน Kubernetes
  • Nutanix Cloud Cluster บน Google Cloud –  เปิดทดลอง Cloud Cluster ของตนบน Google Cloud แล้ว เพื่อตอบสนองความตัวเลือกของการย้าย Workload ทั้งนี้องค์กรสามารถเลือก deploy Nutanix บนบริการ Z3 Bare Metal ของ Google Cloud
  • อัปเดตความสามารถของ Cloud Cluster – NC2 ได้ถูกเพิ่มความสามารถที่น่าสนใจหลายด้านนอกเหนือจากความร่วมมือกับ Google Cloud เช่น Multicloud Snapshot Technology (MST) ที่รองรับ Azure Blob Storage และรองรับ Multi-site, รองรับ Elastic SAN ใน NC2 Azure, รองรับ Bare metal i7 instance บน AWS, Gateway แยกสำหรับ VPC ใน AWS รวมถึงการเพิ่ม VLAN Subnet ต่อคลัสเตอร์ใน AWS รวมถึงการเพิ่ม NC2 Region ใหม่ในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงไทย
  • ตอบโจทย์การใช้งาน VDI ด้วยโซลูชัน Omnissa Horizon บน AHV – ช่วยให้ผู้ใช้งาน VDI สามารถใช้ NCI และ AHV เป็นฐานสำหรับการใช้งาน VDI ได้เร็วขึ้น และพร้อมรองรับการทำงานแบบ Hybrid และ Multicloud
  • ความร่วมมือกับ Canonical ตอบสนองการใช้งาน Kubernetes – NKP สามารถรองรับ Kubernetes ใน Ubuntu Pro ได้ซึ่งจุดเด่นคือความมั่นคงปลอดภัยอย่าง Live Kernel Update และ FIPS 140 รวมถึงมีระยะเวลารับร้องยาวนานถึง 10 ปี
  • ความร่วมมือกับ Pure Storage – ผสานความเชี่ยวชาญระหว่าง AHV, Nutanix Flow และ Pure FlashArray ยกระดับความมั่นคงปลอดภัย เพื่อรองรับงานการประมวลผลข้อมูลและ AI
  • อัปเดตโซลูชัน NAI – Nutanix ได้ยกระดับความร่วมมือกับ NVIDIA ผู้นำแห่งวงการ Enterprise AI เพื่อนำเสนอ NIM และเฟรมเวิร์ก NeMo ที่ช่วยเร่งขั้นตอนการพัฒนา Agentic AI
  • รองรับ Multi-cluster Citrix บน Prism Central บน AHV – Prism Central สามารถจัดการการใช้งานหลายคลัสเตอร์ของ Citrix Virtual Apps & Desktops บน AHV ซึ่งจะช่วยต่อยอดสู่การใช้งานแบบ Multicloud ได้ผ่าน NC2 บน AWS และ Azure
  • ความร่วมมือกับ Dell Technologies – Nutanix ได้เพิ่มการรองรับ External Storage โดยเริ่มจากการจับมือกับ Dell Technologies เป็นพันธมิตรรายแรก
  • ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรด้าน Cybersecurity – Nutanix ได้สร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity หลายรายเพื่อการรองรับ NIST Cybersecurity Framework 2.0 เช่น Qualys, Tenable, CyberArk, Check Point, Palo Alto Networks, F5, Cohesity, HYCU, Rubrik, Veeam, CrowdStrike, BigID, AccuKnox และ Sysdig เพื่อการป้องกันแบบ defense-in-depth ให้ครอบคลุม แอปพลิเคชัน ข้อมูล เครือข่าย คลาวด์ และ ตัวตน

ผู้ใช้งานหลายท่านก็ยังมีความต้องการเชื่อมต่อโซลูชัน External Storage ของตนเข้ากับระบบ Cloud ซึ่ง Nutanix ได้ประกาศก้าวแรกของความสัมพันธ์กับ Dell Technologies ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี สู่การเปิดตัว 2 โซลูชัน คือ

1.) Dell PowerFlex ที่รองรับ Nutanix Cloud Platform

โซลูชัน Software-defined Storage ของ Dell สามารถรองรับการทำงานกับ Nutanix Cloud Platform ที่มี AHV เป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยแยกการจัดการระหว่าง Compute และ Storage ซึ่งหมายถึงการเพิ่มพื้นที่สำหรับการจัดเก็บได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังผนึกเอาความสามารถ Data Protection, Security และ Network จาก Nutanix เข้ามาในการใช้งานด้วย

2.) Dell XC Plus

โซลูชัน XC Plus คือโซลูชัน Dell PowerEdge Server ที่รองรับความต้องการ HCI โดยอาศัยบริหารจัดการด้วย Nutanix AHV พร้อมต่อยอดสู่ Automation Platform ที่พร้อมตอบโจทย์งานในธุรกิจการเงิน บริการสุขภาพ และธุรกิจที่เน้นการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไว

ภายในงานครั้งนี้ Toyota Leasing และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้มาบอกเล่าเหตุผลที่พวกเขาต้องปรับปรุงระบบแอปพลิเคชันจากเดิมสู่ Cloud native และการจัดการ Infrastructure ว่าเกิดจากแรงผลักดันอย่างไร

  • Toyota Leasing – มีการพัฒนาแอปพลิเคชันจำนวนมาก ซึ่งจุดเปลี่ยนคือโจทย์การเชื่อมต่อกับ NDID ในปี 2019 ทำให้พวกเขาต้องมองหาเระบบ Container แต่เมื่อไปสู่จุดของ Multicloud พวกเขากลับต้องพบกับความยุ่งยากในการจัดการ Workload ข้ามระหว่างกันที่นำไปสู่ค่าใช้จ่าย ความยากในการควบคุมระบบแบบรวมศูนย์ และการเชื่อมต่อกับเครื่องมือ CI/CD โดย Nutanix NKP คือแนวทางที่เข้ามาตอบโจทย์การใช้งานของพวกเขานั่นเอง
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา – มีแอปพลิเคชันจำนวนมหาศาล จนไม่สามารถนำส่งบริการได้รวดเร็วพอ ซึ่งโจทย์ก็คือการพัฒนา Private Cloud และ Hybrid Cloud ที่มีคุณภาพสูง ควบคุมเรื่องต้นทุนได้ และทำงานได้รวดเร็วอย่างอัตโนมัติ นอกจากนี้ระบบของธนาคารยังต้องคำนึงถึง Policy และระเบียบข้อบังคับที่มากมายด้วย โดย Nutanix มีทางเลือกสำหรับงานของพวกเขาอย่างครบวงจรอย่าง NKP ที่พร้อมสำหรับการย้าย Workload ข้ามได้อย่างอิสระ และ Nutanix Cloud Management(NCM) ที่ช่วยสนับสนุนงาน Automation ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมทรัพยากรทั้งหมดด้วยประสบการณ์เดียวกัน ตลอดจนบริการอื่นๆอย่าง Data Service และ Enterprise AI Platform

AI ได้สร้างมูลค่าใหม่ให้แก่ธุรกิจจำนวนไม่น้อย แต่เป้าหมายด้าน AI ก็ยังมาพร้อมกับความท้าทายเช่นกัน ซึ่ง Toyota Leasing เผยว่าโครงการ AI ของพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายด้านข้อมูลและคน ในขณะที่ SCB AutoX ชี้ว่าระบบ AI ต้องมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งที่ควรถูกผลักดันจากผู้บริหาร แต่หากกล่าวถึงด้านประโยชน์ รพ. สงขลานครินทร์ ตระหนักถึงมุมมองนี้ดีกว่าใครจะประสบการณ์จริงที่นำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การวิจัย ยกระดับบริการบุคคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย เช่น ระบบประเมินความรุนแรงของผู้ป่วยในช่วงโควิด

อย่างไรก็ตามทั้งสามเห็นพ้องร่วมกันว่าการจะผลักดันโครงการ AI จะต้องอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น พร้อมสำหรับงานพัฒนาด้วยคอนเซปต์ Cloud native โดยมี Kubernetes เป็นแกนหลักในการต่อยอดสู่แอปพลิเคชัน AI และผนึกเข้ากับข้อมูลขององค์กรได้ ซึ่งนั่นเป็นหน้าที่ของ Nutanix Kubernetes Platform และ Nutanix Enterprise AI ที่พร้อมสำหรับการพัฒนาโมเดล

ในมุมของการพัฒนา AI ภายในงาน .Next Thailand 2025 ยังมีการประกาศความคืบหน้าของแพลตฟอร์ม NAI ผ่านความร่วมมือระหว่าง NVIDIA เพื่อเข้าถึง NIM และ LLM ผนวกกับแนวทางก่อนหน้าที่รองรับโอเพ่นซอร์สโมเดลระดับสากลจาก Hugging Face ตลอดจนการพัฒนาโมเดลขึ้นมาใช้งานเองภายใต้เทคนิค RAG หรือความต้องการ Agentic AI ซึ่งนำเสนอภายใต้โซลูชันพร้อมใช้ที่ชื่อว่า ‘GPT-in-a-Box 2.0’

Nutanix ได้พาทุกท่านไปอัปเดตความคืบหน้าถึงเทคโนโลยีแห่ง Cloud native Application และ Enterprise AI ที่องค์กรกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ความคาดหวังของการนำส่งแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ ความสามารถรวมศูนย์การจัดการด้วยประสบการณ์เดียว ที่สำคัญคือต้องไม่สร้างภาระเพิ่มให้แก่ผู้ดูแลระบบ นั่นคือ 3 พันธกิจสำคัญแห่ง Nutanix ที่พวกเขามุ่งมั่นที่จะนำพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นไปในทุกปี เพราะเทคโนโลยีไม่เคยหยุด

สนใจโซลูชันต่างๆจาก Nutanix ติดต่อทีมงานประจำประเทศไทยได้ที่

อีเมล : Thailand@nutanix.com

Website : https://www.nutanix.com/

Facebook : https://www.facebook.com/NutanixThailand

Line : https://lin.ee/j7SAv6t

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Elastic 9.4 ออกแล้ว

Elastic ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Elastic 9.4 อย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของ Context Engineering, Application และ Infrastructure เพิ่มเติม, เสริม AI ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และเพิ่มความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้

Extreme Networks เปิดตัว Wi-Fi 7 AP รุ่นใหม่ พร้อม Agentic AI สำหรับบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติ

Extreme Networks ได้ออกมาประกาศถึงอัปเดตครั้งใหญ่ โดยเปิดตัว Wi-Fi 7 Access Point รุ่นใหม่ล่าสุด 5 รุ่น พร้อมนวัตกรรมใหม่ในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายด้วย AI Agent เพื่อดูแลรักษาระบบเครือข่ายขององค์กรให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ