Microsoft ประเมินรายรับมาจากความแข็งแกร่งของคลาวด์

ข้อมูลอีกด้านจาก Gartner ได้ออกมาตอกย้ำข้อมูลที่สอดคล้องกับรายงานประเมินรายได้ของ Microsoft ที่โตขึ้นจากความแข็งแกร่งของบริการคลาวด์ และเป็นผลพ่วงมาจากเหตุผลเดียวกัน นั่นก็คือ มีการขยับตัวสู่รูปแบบ Hybrid Work ในช่วงการระบาดหนักของ COVID-19
 
รายรับรายไตรมาสของ Microsoft เติบโตขึ้นมากกว่าตัวเลขที่ตั้งเป้าไว้กับ Wall Street โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์บริการคลาวด์ที่ประสบความสำเร็จในการช่วยยกระดับให้ลูกค้าสู่การทำงานในรูปแบบ Hybrid Work ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อย่างหนัก
 
Microsoft Outlook และ Teams เป็นเครื่องมือที่กลุ่มองค์กรรวมถึงพนักงานเลือกใช้งานเพื่อการสื่อสารระหว่างกันในช่วงการกักตัวอยู่ที่บ้านในรูปแบบ WFH ซึ่งสามารถช่วยให้การดำเนินงานขององค์กรสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคาดว่าเมื่อสถานการณ์การระบาดเบาบางลงจนเข้าสู่ปกติ โมเดลการทำงานในรูปแบบ Hybrid Work ยังคงมีบทบาทสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ได้แบบยั่งยืน
 
Microsoft รายงานรายได้สำหรับไตรมาสที่สามของปี 2565 ตัวเลขอยู่ที่ 49,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตขึ้นมากกว่าปี 2564 ในช่วงไตรมาสเดียวกัน ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดหนักที่สุด และมีตัวเลขรายรับอยู่ที่ 41,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
 
จะเห็นว่าปี 2565 สถานการณ์การระบาด COVID-19 เบากว่าปี 2564 อย่างชัดเจน แต่กลุ่มลูกค้ายังคงยึดรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work ที่สามารถสร้างความยืดหยุ่นให้พนักงานสามารถทำงานได้จากสำนักงานและที่บ้านได้
 

About Pawarit Sornin

- จบการศึกษา ปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต - เคยทำงานด้าน Business Development / Project Manager / Product Sales ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Wireless Networking และ Mobility Enterprise ในประเทศ - ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

ERP on Cloud เทรนด์ใหม่อุตสาหกรรมการผลิตไทย : Digiwin Thailand จับมือ GWS CLOUD โชว์โซลูชันในงาน ME EXPO 2026 [Guest Post]

Digiwin Thailand และ GWS CLOUD เตรียมเข้าร่วมจัดแสดงโซลูชัน “Digiwin ERP on GWS CLOUD” ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมการผลิตไทย เป็นครั้งแรก ในงาน ME …

Microsoft ทุบสถิติออกแพตช์อุดช่องโหว่กว่า 200 รายการ หลัง AI ช่วยหาบั๊กเร็วขึ้น

Microsoft ได้ทำการออกแพตช์เพื่ออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยมากกว่า 200 รายการ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่บริษัทเคยแก้ไขภายในรอบ Patch Tuesday เพียงครั้งเดียว โดยกลุ่มนักวิจัยระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกนำมาใช้ล่าบั๊กคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง